ดาวบริวารใหม่ในระบบสุริยะ

ฮิปโปแคมป์ (Hippocamp)


ภาพดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเนปจูนและดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กที่ชื่อฮิปโปแคมป์ (Hippocamp) ถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือองค์การนาซา และองค์การอวกาศยุโรป จันทร์ดวงนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 34 กิโลเมตร แต่ยังไม่สามารถเห็นโครงสร้างพื้นผิว.
นักดาราศาสตร์สันนิษฐานการเกิดของดวงจันทร์ฮิปโปแคมป์เบื้องต้นว่า เนื่องจากดวงจันทร์ฮิปโปแคมป์มีวงโคจรใกล้กับวงโคจรของดวงจันทร์วงในของดาวเนปจูน จึงเป็นไปได้ว่าดวงจันทร์ฮิปโปแคมป์อาจเกิดจากการก่อตัวของเศษชิ้นส่วนที่หลุดจากดวงจันทร์ขนาดใหญ่ที่เคยถูกดาวหางพุ่งชนในอดีต

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นจากทีมนักดาราศาสตร์ได้นำข้อมูลภาพเก่าจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลที่เปิดหน้ากล้องนาน 5 นาที ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 มาศึกษาวิวัฒนาการวงแหวนของดาวเนปจูน แต่เนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่มีรายละเอียดต่ำ นักดาราศาสตร์จึงใช้เทคนิคการประมวลผลภาพแบบใหม่ โดยหมุนภาพดาวเนปจูนและดวงจันทร์บริวารแต่ละภาพให้มาอยู่ในแนวเดียวกัน จากนั้นรวมภาพแต่ละชุด ชุดละ 8 ภาพ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ข้อมูลภาพถ่ายแต่ละชุดมีรายละเอียดสูงขึ้น เสมือนกับการถ่ายภาพเปิดหน้ากล้องนาน 40 นาที

เทคนิคดังกล่าว ทำให้นักดาราศาสตร์พบจุดเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาในภาพ เมื่อลองเปรียบเทียบกับชุดภาพอื่นที่ใช้เทคนิคเดียวกัน จะสังเกตเห็นจุดเล็ก ๆ โคจรรอบดาวเนปจูน และเมื่อศึกษาองค์ประกอบอื่นเพื่อยืนยันเพิ่มเติม นักดาราศาสตร์จึงสามารถยืนยันและประกาศการค้นพบดวงจันทร์ดวงใหม่ของดาวเนปจูนได้ในที่สุด



ชื่อ“ฮิปโปแคมป์” (Hippocamp) มาจากสัตว์ตามจินตนาการในเทพปกรณัมกรีก เป็นม้าทะเลที่มีท่อนบนเป็นม้า ท่อนล่างเป็นปลา มีเกล็ดและหางคดโค้งเหมือนหางเงือก มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับ ม้าน้ำในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่เขาโปรดปรานมากที่สุด
เรียบเรียบโดย :  นายเจษฎา กีรติภารัตน์   เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ - สดร.
อ้างอิง :
1.https://www.nature.com/articles/s41586-019-0909-9
2.https://www.sciencealert.com/a-new-tiny-moon-has-been-found
Cr. https://www.facebook.com/NARITpage/photos/ฮิปโปแคมป์-ดวงจันทร์ดวงน้อย-บริวารใหม่ที่เพิ่งค้นพบของดาวเนปจูนนักดาราศาสตร์ตรวจ/2236846059712329/
ขอบคุณภาพจาก เพจสัตว์ในเทวตำนานกรีกและโรมัน Sbrsch

 “ลูกบอลประหลาด” (oddball)


NASA/GETTY IMAGES  (ภาพจากฝีมือศิลปิน)

ทีมนักวิจัยจากสถาบันคาร์เนกีเพื่อวิทยาศาสตร์ (CIS) ของสหรัฐฯ ระบุว่าค้นพบดวงจันทร์ชุดใหม่ดังกล่าวโดยบังเอิญ ระหว่างค้นหา "ดาวเคราะห์ดวงที่ 9" (Planet Nine ) ของระบบสุริยะ ซึ่งคาดว่าอยู่ห่างไกลเลยขอบเขตวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป
มีการตีพิมพ์รายงานการค้นพบนี้ในวารสารออนไลน์ MPEC ของสหภาพดาราศาสตร์ระหว่างประเทศ (IAU) โดยทีมผู้วิจัยระบุว่าได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ Cerro Tololo ของประเทศชิลี จนพบดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดีชุดใหม่เมื่อเดือน มี.ค. ของปี 2017

อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบยืนยันว่าดวงจันทร์เหล่านี้มีวงโคจรที่ยึดเอาดาวพฤหัสบดีเป็นศูนย์กลางจริงใช้เวลานานหลังจากนั้นถึง 1 ปี
ดวงจันทร์ที่ค้นพบใหม่ 9 ใน 12 ดวง เป็นดาวบริวารที่อยู่รอบนอก มีการโคจรแบบ "ถอยหลัง" ซึ่งตรงข้ามกับทิศทางการหมุนของดาวพฤหัสบดี
ทีมผู้วิจัยคาดว่าดวงจันทร์เหล่านี้เป็นชิ้นส่วนของดาวบริวารขนาดใหญ่ที่ชนเข้ากับดาวเคราะห์น้อย ดาวหางหรือดาวบริวารอื่น ๆ ในอดีต

ดวงจันทร์ที่ค้นพบใหม่ดวงหนึ่งมีขนาดเล็กไม่ถึง 1 กิโลเมตร และมีเส้นทางการโคจรที่เสี่ยงจะชนเข้ากับดาวบริวารอื่น ๆ ในอนาคต
นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อให้ดวงจันทร์นี้ว่า Valetudo ซึ่งเป็นชื่อของเทพีแห่งสุขภาพและอนามัยผู้เป็นเหลนของเทพจูปิเตอร์ คำนี้ในภาษาโปรตุเกสยังหมายถึงศิลปะป้องกันตัวประเภทหนึ่งอีกด้วย  มันถูกเรียกอีกชื่อว่า “ลูกบอลประหลาด” (oddball) 

หนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าวว่า ดวงจันทร์ Valetodo เหมือนกับรถยนต์บนทางหลวงที่ขับย้อนศรมาในเลนที่ไม่ถูกต้อง และจะต้องชนเข้ากับดาวบริวารอื่น ๆ ในวันหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นอีกนับพันล้านปี แต่หากการชนนี้เกิดขึ้น เราจะสามารถมองเห็นได้จากบนโลก
นักดาราศาสตร์จึงเชื่อว่าในอดีตดวงจันทร์ Valetudo น่าจะมีขนาดที่ใหญ่กว่านี้มาก แต่เกิดการชนกันกับดวงจันทร์ดวงอื่นหลายครั้ง จึงทำให้ในปัจจุบันมันมีขนาดเล็กมาก
อ้างอิง : carnegiescience.edu/news/dozen-new-moons-jupiter-discovered-including-one-“oddball”
เรียบเรียง : ธนกร อังค์วัฒนะ (เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ)
Cr.https://www.it24hrs.com/2018/new-moons-jupiter/
Cr.https://www.bbc.com/thai/thailand-44869012

เมฆ Kordylewski บริวารใหม่ของโลก 


ภาพเมฆ Kordylewski ตามจินตนาการของศิลปิน  (จาก G. Horvath)

ความจริงเรื่องของกลุ่มฝุ่นบริวารโลกนี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะถูกค้นพบเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 โดย คาซีมีรซ์ คอร์ดีเลฟสกี นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ กลุ่มฝุ่นนี้จึงมีชื่อว่า เมฆคอร์ดีเลฟสกี ตามชื่อผู้ค้นพบ ภาพของกลุ่มฝุ่นที่คอร์ดีเลฟสกีถ่ายได้นี้เลือนรางมากจนแทบมองไม่เห็น การค้นพบของคอร์ดีเลฟสกีในครั้งนั้นจึงเป็นที่คลางแคลงใจมากในหมู่นักดาราศาสตร์

บริเวณรอบระบบโลก-ดวงจันทร์มีจุดที่แรงโน้มถ่วงของวัตถุทั้งสองเกิดสมดุลห้าจุด เรียกว่า จุดลากรันจ์ จุดทั้งห้ามีชื่อเรียกว่า แอล 1 ถึง แอล 5 ที่จุดเหล่านี้ วัตถุมวลน้อยที่เคลื่อนเข้ามาอยู่จะคงอยู่ได้โดยไม่ถูกดึงดูดให้ไหลเข้าสู่โลกหรือดวงจันทร์ ในทางทฤษฎีย่อมถือว่าเป็นไปได้ที่ฝุ่นอวกาศต่าง ๆ อาจมาเกาะกลุ่มกันอยู่ที่จุดเหล่านี้ และโคจรไปรอบโลกเช่นเดียวกับดวงจันทร์ 

เกเบอร์ ฮอร์วาท จากมหาวิทยาลัยเอิร์ตเวิชโลรานด์ ได้ศึกษาเมฆคอร์ดีเลฟสกีโดยสร้างแบบจำลองเพื่อศึกษาว่าก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร  ผลที่ได้ปรากฏภาพของก้อนเมฆนั้นจริง ๆ เป็นก้อนขนาดใหญ่แต่แสงจางมาก แผ่กว้างจนล้นกรอบภาพของกล้อง วัดขนาดเชิงมุมได้ 15x10 องศา มีขนาดจริงบนท้องฟ้า 104,000 x 72,000 กิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าโลกและอยู่ห่างจากโลกไปประมาณ 400,000 กิโลเมตร   ซึ่งไกลกว่าระยะของดวงจันทร์เล็กน้อย

ที่น่าสนใจก็คือ รูปแบบของก้อนเมฆที่ถ่ายได้ตรงกับที่คำนวณไว้ และตรงกับภาพของคอร์ดีเลฟสกีที่ถ่ายไว้เมื่อหกทศวรรษก่อน เทคนิคของฮอร์วาทมีความน่าเชื่อถือจนเชื่อได้ว่าแสงที่ปรากฏเป็นแสงจากแหล่งกำเนิดในอวกาศจริง ๆ ไม่ใช่แสงเล็ดรอดหรือแสงที่ระบบทัศนูปกรณ์สร้างขึ้นมาเอง นั่นเป็นการยืนยันว่ามีเมฆคอร์ดีเลฟสกีอยู่จริง
จูดิท สลิซ-บาโล กล่าวถึงการค้นพบในครั้งนี้ว่า "เมฆคอร์ดีเลฟสกีเป็นวัตถุที่ตรวจหาได้ยากมาก ๆ และแม้ว่ามันจะอยู่ใกล้โลกเรามากเพียงระยะของดวงจันทร์เท่านั้น แต่นักดาราศาสตร์ก็มองข้ามไปเสียส่วนใหญ่ เป็นเรื่องน่าทึ่งที่มีเราสามารถยืนยันได้ว่าโลกของเรามีบริวารที่เป็นก้อนฝุ่นอยู่แค่ข้าง ๆ ดวงจันทร์นี้เอง" 
ที่มา:
Earth's Dust Cloud Satellites Confirmed - spacedaily.com
Did scientists confirm Earth’s dust cloud satellites? - nationalgeographic.com
Earth has two extra, hidden 'moons' - nationalgeographic.com
Cr.http://thaiastro.nectec.or.th/news/3316/  โดย วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)


บริวารใหม่ดาวเสาร์  20 ดวง


วงโคจรของดวงจันทร์ของดาวเสาร์ที่เพิ่งพบใหม่ 20 ดวง  (จาก Carnegie Institution for Science/NASA/JPL-Caltech/SSI (Saturn)/Paolo Sartorio/Shutterstock (background)

7 ตุลาคม 2562 ดาวเสาร์กลับมาครองแชมป์ดาวเคราะห์ที่มีบริวารมากที่สุดอีกครั้ง เมื่อคณะนักดาราศาสตร์ค้นพบบริวารใหม่ของดาวเสาร์พร้อมกันถึง 20 ดวง นั่นทำให้จำนวนบริวารของดาวเสาร์ที่ค้นพบแล้วในขณะนี้มี 82 ดวง 
การค้นพบครั้งนี้ เป็นผลงานของ สก็อตต์ เอส. เชปเพิร์ด ร่วมกับ เดวิต จีวิตต์ จากยูซีแอลเอ และ แจน เคลยา จากมหาวิทยาลัยฮาวาย ทั้งสามได้สำรวจโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ซุบะรุซึ่งมีขนาดกระจกปฐมภูมิกว้างถึง 8.2 เมตรของหอดูดาวมานาเคอาในฮาวาย

ดวงจันทร์ที่พบใหม่ทั้ง 20 ดวงนี้ เป็นดวงจันทร์ที่มีวงโคจรกว้างหรือเรียกว่าเป็นกลุ่มนอก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นดวงจันทร์ประเภทโคจรถอยหลัง 17 ดวง โคจรเดินหน้า 3 ดวง 
โคจรเดินหน้าหมายถึง โคจรรอบดาวเสาร์ในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองจากทางขั้วเหนือของดาวเสาร์ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวเคราะห์ ส่วนโคจรถอยหลังหมายถึงโคจรสวนทางกับการโคจรเดินหน้า

นักดาราศาสตร์เชื่อว่า ดวงจันทร์เหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ที่ใหญ่กว่า แต่ต่อมาดวงจันทร์นั้นได้แตกออกเป็นดวงเล็กดวงน้อย แต่ละดวงก็กลายเป็นดวงจันทร์ดวงย่อมหลายดวงที่ยังรักษาเส้นทางการโคจรเดิมอยู่ จึงปรากฏเป็นกลุ่มเป็นสายเช่นนี้
เชปเพิร์ด เป็นนักล่าดวงจันทร์มือฉมัง เมื่อปีที่ผ่านมา ก็เป็นคณะของเชปเพิร์ดนี้เองที่ค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีพร้อมกัน 12 ดวง จนทำให้ดาวพฤหัสบดีมีจำนวนดวงจันทร์มากขึ้นถึง 79 ดวง
ที่มา:  Astronomers Find 20 – Yes 20 – New Moons for Saturn - universetoday.com
Cr.http://thaiastro.nectec.or.th/news/3468/ โดย  วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)

วงแหวนและบริวารใหม่ของดาวยูเรนัส


ระบบยูเรนัส ที่รวมทั้งวงแหวนและบริวารใหม่ (ภาพจาก NASA, ESA, and A. Feild (STScI)

กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลของนาซาค้นพบวงแหวนใหม่ของดาวยูเรนัส วงแหวนใหม่นี้อยู่ห่างจากวงแหวนวงเดิมที่รู้จักมากถึงสองเท่า จนถือได้ว่าเป็นระบบวงแหวนระบบที่สอง และยังพบดวงจันทร์ใหม่อีกสองดวงที่โคจรอยู่ในวงแหวนวงใหม่นี้ด้วย
นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนที่ของวัตถุในระบบยูเรนัสมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัดในทศวรรษที่ผ่านมา แสดงถึงความไร้เสถียรภาพอย่างมากของระบบนี้ 

แม้แต่วงแหวนใหม่สองวงที่อยู่ห่างจากดาวยูเรนัสมาก ก็เป็นระบบที่ไม่สถิต ฝุ่นที่ประกอบขึ้นเป็นวงแหวนนี้จะค่อย ๆ กระจายออกไปจนกระทั่งจางหายไปในอวกาศ แต่ก็มีกลไกบางอย่างที่เติมฝุ่นให้วงแหวนนี้อย่างต่อเนื่อง นักดาราศาสตร์คาดว่าสิ่งที่เติมฝุ่นให้วงแหวนวงนอกสุดอาจเป็นดวงจันทร์แมบ ซึ่งเป็นดวงจันทร์ขนาดเล็กมีความกว้างเพียง 19 กิโลเมตร ค้นพบในปี 2546 โดยกล้องฮับเบิล

กลไกนี้เกิดขึ้นในระบบดวงจันทร์และวงแหวนของดาวเคราะห์ดวงอื่นเช่นกัน เช่นดวงจันทร์แอมาลเทียของดาวพฤหัสบดี ดวงจันทร์แพนของดาวเสาร์ และดวงจันทร์แกลาเทีย ของดาวเนปจูน   ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ได้จากยานวอยเอเจอร์แล้วยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงเด่นชัด

การคำนวณของนักดาราศาสตร์แสดงว่าไร้เสถียรภาพถึงขนาดที่ ดวงจันทร์ต่าง ๆ จะเริ่มชนกันเองภายในไม่กี่ล้านปีข้างหน้า ดวงจันทร์ที่ไร้เสถียรภาพที่สุดอาจเป็น คิวพิด ซึ่งมีวงโคจรห่างจากดวงจันทร์เบลินดาเพียง 800 กิโลเมตรเท่านั้น

แต่เดิมนักดาราศาสตร์รู้จักวงแหวนของดาวยูเรนัสเพียง 9 วง ซึ่งค้นพบในปี 2520 จากการสังเกตการบังดาวฤกษ์ของดาวยูเรนัส ต่อมาเมื่อยานวอยเอเจอร์เดินทางไปสำรวจดาวยูเรนัสจึงได้พบวงแหวนเพิ่มขึ้นอีกสองวงและดวงจันทร์เพิ่มขึ้นอีก 10 ดวง แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นวงแหวนชั้นนอกที่ฮับเบิลเพิ่งพบนี้เนื่องจากบางมากและอยู่ห่างจากดาวยูเรนัสมากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด จากการเปรียบเทียบกับภาพของฮับเบิลแล้ว นักดาราศาสตร์พบหลักฐานของวงแหวนนี้ในภาพของวอยเอเจอร์เกือบ 100 ภาพเลยทีเดียว
ที่มา: Hubble discovers new rings and moons around Uranus - Spaceflight Now
Cr.http://thaiastro.nectec.or.th/news/2510/ โดย  วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่