สวัสดีครับ ผมชื่อโย...ผมเป็นผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร เรื่องราวความรักของผมเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2562 ผมเป็นคนจีบผู้หญิงไม่เป็นจึงได้แต่ใช้คอมพิวเตอร์และมือถือเป็นสื่อกลางในการจีบผู้หญิง วันนั้นผมตั้งใจแอดเฟรนผู้หญิงคนหนึ่งใน facebook วันต่อมาเธอรับแอดผม ผมก็ไม่ลังเลที่จะทักเธอไปใน messenger โดยทันที และเธอเองก็ได้ตอบกลับผม นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรา เราคุยกันสักพัก ผมก็รู้สึกว่าผมชอบเธอ เธอมีอะไรหลายๆอย่างเหมือนกับผม ทั้งความคิดทัศนคติเธอเป็นผู้หญิงที่สุดยอดมากๆ เธอมีอายุมากกว่าผม และผมเองเขาชอบผู้หญิงที่มีอายุเยอะกว่าผมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะผมคิดว่าตามที่ผมจีบคนที่อายุเยอะกว่าเขาจะสามารถสอนผมได้และมีความเป็นผู้ใหญ่มากพอ และผมเองไม่ได้ต้องการคนที่เข้ามาคุยด้วยเฉยๆผมต้องการคนที่อยากจะสร้างอนาคตร่วมกันกับผม เราคุยกันได้สักพักเราก็นัดเจอกัน ทานข้าวกัน ทันทีที่ผมได้เห็นหน้าเธอเป็นครั้งแรก ผมยิ่งรู้สึกชอบเธอมากขึ้นไปอีก เราได้คุยกันได้นัดเจอกันบ่อยขึ้น ผมเองยิ่งได้คุยยิ่งได้เจอความสัมพันธ์ของผมกับเธอก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นความรัก ผมตัดสินใจที่จะรักผู้หญิงคนนี้เพราะเธอทำให้ผมมีจุดหมาย เธอเข้ามาเติมเต็มทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผม ชีวิตของผมดีได้ก็เพราะกำลังใจที่มาจากเธอ แล้ววันหนึ่งเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น วันนั้นเป็นวันที่เธอกลับมาจากบ้านที่โคราช ผมสังเกตเห็นใบหน้าที่เป็นกังวลของเธอ ผมเป็นห่วงเกรงว่าเธอจะมีอะไรไม่สบายใจอ และอยากจะช่วยคลายความไม่สบายใจนั้น ผมจึงถามเธอไป...ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่ผมได้ยินนั้นมันทำให้หัวใจของผมตกลงไปอยู่ที่เท้าในทันที เธอบอกว่าเธอไม่อยากปิดบังผมอีกต่อไปแล้ว มันอึดอัด เธอรู้สึกดีที่ได้อยู่กับผม รู้สึกดีที่มีผม แต่เธอต้องแต่งงานกับผู้ชายอีกคนเพราะความเหมาะสม เป็นความเหมาะสมที่พ่อแม่พี่น้องของเธอเห็นสมควร และเธอเองก็ต้องเลือกระหว่างความรักและความกตัญญู ซึ่งเธอเองก็เลือกความกตัญญู ด้วยเหตุผลเพราะก่อนหน้านั้นชีวิตคู่ของเธอพังลงเพราะเธอเลือกเอง มาคราวนี้จึงเป็นผู้ใหญ่ที่เลือกให้และก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ เธอบอกผมว่า...มันจะเห็นแก่ตัวไปไหมถ้าเธอบอกให้ผมรอ ผมถามเธอกลับว่าเธอรักเขาไหม เธอก็ตอบว่ารู้สึกดี เพราะเขาเข้ามาในวันที่เธอมีปัญหาแล้วพ่อแม่ก็เห็นสมควรและคิดว่าผู้ชายคนนั้นสามารถดูแลเธอได้ เธอเองก็บอกกับผมว่าการแต่งงานจะต้องมีขึ้นแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าเธอจะใช้ชีวิตคู่กับเขาได้นานแค่ไหน นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นน้ำตาของเธอ และเพราะความรักที่ผมมีต่อเธอนั้น ผมจึงยอมที่จะรอเธอ แล้วบอกเธอว่าไม่ต้องกังวล ฉันจะรอ เธอ วันนั้นเราจบกันด้วยความเข้าใจและจุดหมายที่ผมจะใช้ชีวิตอยู่เพื่อรอเธอ และจะคอยเป็นเบาะนุ่มๆไว้รองรับเวลาเธอล้ม จากนั้นเราก็ใช้ชีวิตกันต่อมาเรื่อยๆ เราเริ่มมีเวลารวมกัน เราเริ่มสร้างอะไรด้วยกัน ผมเริ่มรับผิดชอบชีวิตของเธอ ผมรู้สึกว่าผมภูมิใจในตัวเองมากที่สามารถดูแลผู้หญิงคนนี้ได้ ผมคุยถึงอนาคตของเราให้เธอฟังเสมอ ไม่ใช่แค่พูดให้เธอฟังแต่ผมทำด้วย เพราะเธอเป็นคนที่ไม่ชอบคนดีแต่พูด เธอบอกเสมอว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด แต่ก็ไม่มีเลยสักครั้งที่ผมพูดไปแล้ว ผมทำให้เธอไม่ได้ เราใช้ชีวิตด้วยกันเจอกันบ่อยๆ ผมมีกำลังใจทุกครั้งที่เรากอดกัน ในบางครั้งเธอก็มีคำพูดที่ทำให้หัวใจของผมพองโต ผมมีความสุขมากจนลืมไปว่าเธอกำลังจะแต่งงาน และผมเองก็คิดว่าความดีที่ผมทำนั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ จนกระทั่งเดือนมกราคม 2563 เธอก็ได้กลับไปที่บ้านโคราชอีกครั้งด้วยการกลับไปงานเลี้ยงรุ่น เธอขาดการติดต่อไปเป็นวันๆ ซึ่งผมคงคิดว่าเธอคงมีเรื่องอะไรสักอย่างแล้ว จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2 วัน ผมติดต่อเธอได้ จากน้ำเสียงของเธอผมทราบโดยอัตโนมัติว่าเธอต้องมีเรื่องไม่สบายใจแน่แล้ว ผมจึงขยันขยะที่จะถามเธอแต่ตัวเองก็บอกว่ากลับมากรุงเทพฯแล้วค่อยคุยกัน ผมก็บอกว่าตามนั้นกลับมาค่อยคุยกัน เพราะผมก็รู้ว่าเธอเป็นคนไม่ชอบให้ใครมาถามอะไรร่ำไร ผมจึงรอจนวันที่เธอกลับมากรุงเทพฯ วันนั้นเราไปทานข้าวกันที่ร้านอาหารตามสั่งใต้หอพักของเธอ ทันทีที่พบเห็นหน้าเธอผมกลั้นน้ำตาตัวเองไว้ไม่ได้เพราะด้วยความที่ผมคิดถึงเธอมาก บวกกับความน้อยใจที่เธอไม่ติดต่อผม ผมพยายามที่จะกลั้นน้ำตาไว้ แต่ถ้าคงสังเกตได้ หลังจากทานข้าวเสร็จเธอก็เดินมาส่งผมที่รถแล้วก็ได้มีโอกาสเข้าไปคุยกันในรถ ถ้าถามว่าผมเป็นอะไร ผมก็บอกว่าผมน้อยใจที่เธอไม่ติดต่อผมผมคิดถึงเธอมาก แล้วผมก็ถามกลับว่าเป็นอะไร เธอนิ่งแล้วก็ตอบเพียงว่าก็เรื่องเดิมๆกลับบ้านไปแม่ก็ถามอีกแล้ว ตัวผมเองก็รู้ว่าคำถามที่แม่ถามเธอเป็นเรื่องอะไร แต่ผมเองก็ไม่กล้าจะถามอะไรไปมากกว่านั้น เราปรับความเข้าใจกันและกอดกัน แล้วเธอก็พูดประโยคที่ทำให้หัวใจของผมพองโตอีกครั้งจนลืมความทุกข์ลืมความเศร้าไปเลยนั่นคือ เป็นหัวหน้าครอบครัวต้องเข้มแข็งนะ ผมรู้สึกดีมากเลยที่ได้ยินคำนั้นและนั่นเป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ทำให้ผมมั่นใจว่า ความดีของผมสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ผมกลับมาหอพักด้วยความปลื้มปิติและเต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังใจ ผมทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มาตลอด 3 อาทิตย์เพราะประโยคนั้น และแล้วปลายเดือนเหตุการณ์เดิมก็กลับมาอีกครั้ง ในขณะที่ผมทำงานอย่างตั้งใจอยู่ที่โรงงานเธอก็ได้โทรเข้ามาหาผม แต่ผมไม่ได้รับสายเมื่อผมเห็น miss call ผมจึงโทรกลับไปหาเธอ เธอบอกกับผมว่าอยู่ช่วยอะไรหน่อยได้ไหม ผมตอบไปโดยทันทีว่าได้เธอจึงบอกว่ารบกวนช่วยเอารูปโปรไฟล์ที่มีรูปของเธอติดอยู่ด้วยออกได้ไหม ขณะนั้นติดใจของผมรู้สึกผิดหวังแล้วก็ไม่พอใจอย่างมากจึงตอบกลับไปว่าได้ แล้วผมก็ได้ทำการลบรูปโปรไฟล์ทั้งหมดออกไป ผมจึงพิมพ์ messenger ไปถามเธออีกว่ามีรูปไหนที่จะให้ลบอีกไหม แล้วเธอก็ตอบว่าไม่มี เย็นวันนั้นเราไม่นัดทานข้าวเย็นกันตลอดระยะเวลาที่ทานข้าวผมก็ได้แต่เก็บคำถามว่าทำไมเธอถึงให้ผมลบรูปโปรไฟล์ ผมก็ไม่กล้าถามจนกระทั่งเราทานข้าวกันเสร็จแล้วแยกย้ายกันวันนั้นเราไม่ได้กอดกันเลยซึ่งปกติแล้วก่อนจะจากกัน เราจะกอดกัน เมื่อผมถึงหอพักผมรู้สึกว่าผมคงจะเก็บต่อไปไม่ได้จึงได้โทรไปหาเธอ เราโทรคุยกันแล้วเธอก็ได้เล่าเรื่องที่แม่ของเธอถามเธอให้ผมฟัง เธอบอกกับผมว่า แม่ถามเรื่องแต่งงานอีกแล้ว และบอกเธอว่าเธอจะดึงเวลาอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว เธอจึงถามผมกลับว่าแล้ววันนี้โยเป็นอะไร ผมก็ไม่ลังเลที่จะตอบเธอว่าทำไมเธอถึงให้ผมลบรูปโปรไฟล์ทิ้ง เธอนิ่งไปสักพักแล้วตอบกลับมาว่า โยคงลืมเรื่องที่เราเคยคุยกันไปแล้ว ผมนึกได้ทันทีถึงเรื่องนั้นและทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมเธอถึงให้ผมลบรูปโปรไฟล์ทิ้ง และเราก็ได้คุยกันต่อ เธอบอกว่าเธอเองก็ดึงเวลามามากแล้วไม่รู้ว่าจะดึงต่อไปได้อีกนานแค่ไหน เธอก็ได้ย้ำกับผมถึงเรื่องที่ให้ผมรอ ว่าเธอรู้สึกไม่ดีเธอรู้สึกว่าเธอเห็นแก่ตัว แต่ตัวผมเองนั้นก็เลยบอกเขาไปว่าไม่เป็นไรผมจะรอ แต่ถ้าเธอได้แต่งงานกับเขาจริงๆเธอจะมีลูกกับเขาไหม เธอตอบผมว่าเรื่องลูกก็คงจะไม่มีเพราะตัวเขาเองก็ลูก 3 แล้วแล้วลูกก็โตๆกันหมดแล้วเรื่องที่จะมีลูกด้วยกันคงไม่มีแน่นอน และถ้าเธอจะมีลูกจริงๆ และถ้าถึงวันนั้นจริงๆวันที่โยยังอยู่ พ่อของลูกก็คงจะเป็นโย เธอบอกผมอย่างนั้น และก็ได้บอกผมอีกว่าเธอยังอยากเห็นอนาคตที่ดีของผม เธอไม่อยากให้ผมรู้สึกเสียใจรู้สึกท้อใจ เธอบอกว่าอนาคตไม่แน่ไม่นอนถ้าวันนี้ผมท้อใจและล้มเลิกความตั้งใจในการทำงานทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปอยู่บ้าน เธอบอกเธอไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เธอให้เหตุผลว่าถ้าเธอล้มขึ้นมาแล้วผมก็ล้มเลิกความตั้งใจของผมไป แล้วถ้าวันหนึ่งเราได้โคจรกลับมาร่วมทางเดินเดียวกัน เท่ากับว่าเราต้องเริ่มต้นใหม่นะ เธออยากให้ผมใช้ชีวิตต่อไปสร้างความมั่นคงต่อไปเพื่อวันหนึ่งเราได้โคจรกลับมาร่วมทางเดินกันหรือวันหนึ่งที่เธอล้มลงผมจะสามารถที่จะเป็นเบาะนุ่มๆรองรับเธอได้ ผมเองถ้าถามว่าตอนนั้นรู้สึกยังไงตอบได้คำเดียวว่าเสียใจมากแต่เพราะความเข้าใจ และความรักที่มีต่อเธอที่มันมากมายเหลือเกิน ผมจึงได้ดึงสติกลับมาและให้สัญญากับเธอว่าผมจะทำชีวิตของผมให้ดี ผมจะเดินหน้าต่อไปสร้างความมั่นคงต่อไปเพื่อเป็นเบาะนุ่มๆไว้รองรับเธอ หลังจากวันนั้นชีวิตของผมก็จมอยู่กับความเศร้าเคล้าความสุขมาโดยตลอด ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้โทรคุยกับเธอได้ไปทานข้าวกับเธอแต่กอดเธอ แต่พอผมอยู่คนเดียวเรื่องที่เธอจะต้องไปแต่งงานมันก็วนเวียนอยู่ในหัวของผมตลอดซึ่งผมพยายามที่จะลืมมัน แต่เหมือนว่ายิ่งอยากจะลืมเท่าไหร่มันก็ยิ่งโผล่มาในหัวของผมมากขึ้นเท่านั้น ทุกครั้งที่อยู่คนเดียวและเรื่องนั้นโผล่เข้ามาในหัวมันเป็นความเสียใจอย่างที่สุดจนบางครั้งก็น้ำตาตัวเองไม่ได้ ผมเป็นอย่างนี้บ่อยมากผมคิดว่าผมจะเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้เพราะมันจะทำให้งานผมเสียทำให้สิ่งที่ผมได้รับปากกับเธอไว้มันเสียอารมณ์และความเสียใจของผม ผมจึงต้องหาวิธีที่จะจัดการกับความรู้สึกนี้ต้องหาวิธีที่จะใช้ชีวิตต่อไปตามแผนที่วางไว้เพื่อที่จะได้มีอนาคตที่ดีไว้รองรับเธอ ผมจึงอยากขอคำแนะนำจากท่านผู้รู้ทั้งหลายถึงวิธีที่จะจัดการความรู้สึกนี้ของผมได้ และทำให้ผมสามารถใช้ชีวิตต่อไปด้วยความสุขโดยมีจุดหมายเดิมได้ คือเป็นผู้ชายที่รักเธอคนนั้นและพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ และจะเป็นเบาะนุ่มนุ่มๆไว้รองรับเธอในวันที่เธอล้ม
เมื่อความรักของเราเกิดขึ้น...แต่เธอต้องแต่งงานกับผู้ชายอีกคนเพราะความเหมาะสม