วันนี้ได้มีโอกาสได้นั่งรถไฟฟ้า BTS และรถไฟใต้ดิน MRT สังเกตว่าเวลามีเด็กเล็ก ๆ คนแก่ ๆ และคนท้อง เท่าที่สังเกตเหมือนกับว่าไม่ค่อยมีใครสนใจและกระตือรือร้นที่จะลุกให้นั่งและแม้กระทั้งคนที่นั่งที่คนพิการ (ก็สังเกตก็ไม่ได้พิการอะไรนะนอกจากพิการทางใจซะมากกว่า) ก็นั่งเล่นมือถือฟังเพลงแบบไม่สนใจโลกภายนอกเลยนอกจาก "ตัวเองได้นั่งสบาย ใครจะทำไมก..ู " อะไรประมาณนั้น
ก็เคยได้ลองศึกษากรณีที่นั่ง Priority Seat ที่นั่ง "สำรอง" สำหรับคนพิเศษ ภิกษุ สามเณร คนท้อง คนแก่ เด็ก คนพิการ คนป่วย คือคนพิเศษที่ยืนนาน ๆ ไม่ได้หรือยืนได้แต่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เคยถกเถียงกันอยู่ว่าสำหรับเมืองไทยนั้นถ้าไม่มีคนเหล่านี้เข้ามาใช้บริการหรือมองแล้วแถว ๆ นั้นไม่มีก็นั่งได้สบาย ๆ ไม่มีใครตำหนิทั้งจากคำพูดหรือสายตา แต่ท่าเทียบกับประเทศที่ "เจริญกว่า" เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ อันนี้แค่ยกตัวอย่างนะ ที่นั่งเหล่านี้คือว่างเว้นนะและบางประเทศเช่น ญี่ปุ่นนี่ แยกไปเลยต่างหากไม่ต้องมากระทบกระทั่งกับคนปกติที่สุขภาพแข็งแรงดีกว่า
และสำหรับประเทศไทยที่กำลังพัฒนาอยู่ หรือเปล่า? อันนี้ก็ไม่รู้นะหรือพัฒนาแล้วหรืออย่างไร ไม่ใช่ประด็นต้องมานั่งเถียงกัน !! ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าพัฒนาหรือยัง ? ก็อยู่ ๆ กันไปตามสภาพแหละครับ บางด้านก็พัฒนาดี บางด้านก็ยังไม่ได้พัฒนา ยิ่งด้านการศึกษาและจิตสำนึกของคนนี่ยังถือว่าน้อยมาก ๆ ใครจะดราม่ากับผมก็ได้นะเพราะสิ่งที่เห็นและได้ประจักษ์แจ้งแล้ว มันก็ตามที่เห็นและเป็นจริงอยู่ ใครจะเถียงก็ได้นะไม่ว่ากัน
และประเด็นที่จะพูดคือ จิตสำนึกในที่สาธารณะ ผมเห็นผู้หญิงสูงอายุท่าทางป่วยและดูไม่ค่อยแข็งแรงเข้ามาใช้บริการในรถไฟฟ้าคนเดียว ผมมองแล้วก็คิดเลยว่าจะมีคนลุกให้นั่งไหมนะ แต่เปล่าเลย บางคนนั่งก้มหน้ามองมือถือแล้วเงยหน้ามามองแล้วก็เล่นต่อ บางคนเล่นมือถือฟังเพลงไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำ บางคนก็มองนะแต่เฉยๆ ถ้าผมเป็นคนที่นั่งอยู่แล้วเห็นแบบนี้ก็คงลุกให้นั่งแล้วเพราะไม่ว่าจะเป็นรถสาธารณะ รถเมล์ รถไฟฟ้า รถอะไรก็ตามที่เป็นสาธารณะผมลุกหรือให้นั่งตลอดเลยนะ ก็ภูมิใจในตัวเอง แต่มีหนนึงลุกให้คนแก่แต่มีผู้ชายหนุ่มมาแย่งนั่งแทน คือตอนนั้ันแบบเหวอมากและรู้สึกว่า "ทำได้ไง"
เท่าที่เคยไปเที่ยวญ่ปุ่นมาสิ่งทีเ่ห็นไม่ใช่แบบในเมืองไทยเลยจริงๆ !!! อย่ามาดราม่าว่าให้ผมไปอยู่ที่โน่นเลยจะดีกว่า บ่นไปทำไม 555 ก็พ่อแม่พี่น้องอยู่นี่จะไปโน่นทำไมละ ก็ต้องทนสภาพแบบที่เห็น ๆ กันไปนี่แหละ
คือ
มาตราฐานมีนะแต่มีน้อยจริง ๆ กับการใช้บริการรถสาธารณะของคนไทย จิตสำนึก เมตตา (สอนกันอยู่นั่นแหละให้เมตตา) แต่ไม่เห็นจะมีใครมีเมตตาเท่าไหร่เลย หรือคนไทยไม่รู้จักสัญลักษณะของคนพิการ คนพิเศษเหล่านี้เลยเฉยๆ หรือกว่านั้นคือคนไทยอ่านหนังสือไม่ออก อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก เลยไม่รู้ว่ามันคือสัญลักษณ์อะไร หรือคนไทยที่มีการศึกษารู้แต่ไม่อยากทำและไม่คิดจะทำตามกฎสังคม
ผมตำหนิคนไทย "บางกลุ่ม" นะ ที่เป็นลักษณะเช่นนนี้ เค้าเรียกพวกสนใจแต่โลกของตัวเอง ไม่สนโลกคนอื่นเลย ในโลกมีตัวเองคนเดียว รักตัวเองคนเดียว
คนรอบด้านจะเป็นยังไงช่างมันเถอะ ขอให้ก.รู ได้นั่งแล้วเล่นเกมส์ นั่งเล่นมือถือ ฟังเพลง สบาย ๆ ของกรู อะไรก็ว่าไป
คนท้องจะคลอดขึ้นมาก็เล่นมือถือต่อ
คนแก่ขึ้นมาก็เล่นมือถือต่อ
เด็กเล็ก ๆ ขึ้นมาก็เล่นมือถือต่อ
คนพิการขึ้นมาก็เล่นมือถือต่อ
ผมเคยเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นรถ BTS เค้าพูดวิจารณ์ตรง ๆ กับการมาใช้บริการรถไฟฟ้าตรงนั้นเลยว่าแย่มาก เค้าพูดกับเพื่อนเค้านะพอดีผมได้ยิน
นี่ขนาดนักท่องเที่ยวต่างชาตินะ เค้ายังคิดแบบนี้เลยครับ
ก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่การปลุกจิตสำนึกจากจิตใจลึก ๆ ของคนไทยที่สอนให้เมตตาต่อคนรอบด้านถึงจะกลับมาสักที แต่คงจะอีกนานหรือคงจะไม่มีมั้งนะ
(คนไทยบางกลุ่มนะ อย่าเหมา )
บนรถสาธารณะในเมืองไทยนี่หาคนมีน้ำใจกันยากส์!!! จริง ๆ หรือ คนแก่ เด็ก คนท้อง เห็นแล้วเฉยๆ กันจริง ๆหรือ ???
ก็เคยได้ลองศึกษากรณีที่นั่ง Priority Seat ที่นั่ง "สำรอง" สำหรับคนพิเศษ ภิกษุ สามเณร คนท้อง คนแก่ เด็ก คนพิการ คนป่วย คือคนพิเศษที่ยืนนาน ๆ ไม่ได้หรือยืนได้แต่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เคยถกเถียงกันอยู่ว่าสำหรับเมืองไทยนั้นถ้าไม่มีคนเหล่านี้เข้ามาใช้บริการหรือมองแล้วแถว ๆ นั้นไม่มีก็นั่งได้สบาย ๆ ไม่มีใครตำหนิทั้งจากคำพูดหรือสายตา แต่ท่าเทียบกับประเทศที่ "เจริญกว่า" เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ อันนี้แค่ยกตัวอย่างนะ ที่นั่งเหล่านี้คือว่างเว้นนะและบางประเทศเช่น ญี่ปุ่นนี่ แยกไปเลยต่างหากไม่ต้องมากระทบกระทั่งกับคนปกติที่สุขภาพแข็งแรงดีกว่า
และสำหรับประเทศไทยที่กำลังพัฒนาอยู่ หรือเปล่า? อันนี้ก็ไม่รู้นะหรือพัฒนาแล้วหรืออย่างไร ไม่ใช่ประด็นต้องมานั่งเถียงกัน !! ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าพัฒนาหรือยัง ? ก็อยู่ ๆ กันไปตามสภาพแหละครับ บางด้านก็พัฒนาดี บางด้านก็ยังไม่ได้พัฒนา ยิ่งด้านการศึกษาและจิตสำนึกของคนนี่ยังถือว่าน้อยมาก ๆ ใครจะดราม่ากับผมก็ได้นะเพราะสิ่งที่เห็นและได้ประจักษ์แจ้งแล้ว มันก็ตามที่เห็นและเป็นจริงอยู่ ใครจะเถียงก็ได้นะไม่ว่ากัน
และประเด็นที่จะพูดคือ จิตสำนึกในที่สาธารณะ ผมเห็นผู้หญิงสูงอายุท่าทางป่วยและดูไม่ค่อยแข็งแรงเข้ามาใช้บริการในรถไฟฟ้าคนเดียว ผมมองแล้วก็คิดเลยว่าจะมีคนลุกให้นั่งไหมนะ แต่เปล่าเลย บางคนนั่งก้มหน้ามองมือถือแล้วเงยหน้ามามองแล้วก็เล่นต่อ บางคนเล่นมือถือฟังเพลงไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำ บางคนก็มองนะแต่เฉยๆ ถ้าผมเป็นคนที่นั่งอยู่แล้วเห็นแบบนี้ก็คงลุกให้นั่งแล้วเพราะไม่ว่าจะเป็นรถสาธารณะ รถเมล์ รถไฟฟ้า รถอะไรก็ตามที่เป็นสาธารณะผมลุกหรือให้นั่งตลอดเลยนะ ก็ภูมิใจในตัวเอง แต่มีหนนึงลุกให้คนแก่แต่มีผู้ชายหนุ่มมาแย่งนั่งแทน คือตอนนั้ันแบบเหวอมากและรู้สึกว่า "ทำได้ไง"
เท่าที่เคยไปเที่ยวญ่ปุ่นมาสิ่งทีเ่ห็นไม่ใช่แบบในเมืองไทยเลยจริงๆ !!! อย่ามาดราม่าว่าให้ผมไปอยู่ที่โน่นเลยจะดีกว่า บ่นไปทำไม 555 ก็พ่อแม่พี่น้องอยู่นี่จะไปโน่นทำไมละ ก็ต้องทนสภาพแบบที่เห็น ๆ กันไปนี่แหละ
คือ
มาตราฐานมีนะแต่มีน้อยจริง ๆ กับการใช้บริการรถสาธารณะของคนไทย จิตสำนึก เมตตา (สอนกันอยู่นั่นแหละให้เมตตา) แต่ไม่เห็นจะมีใครมีเมตตาเท่าไหร่เลย หรือคนไทยไม่รู้จักสัญลักษณะของคนพิการ คนพิเศษเหล่านี้เลยเฉยๆ หรือกว่านั้นคือคนไทยอ่านหนังสือไม่ออก อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก เลยไม่รู้ว่ามันคือสัญลักษณ์อะไร หรือคนไทยที่มีการศึกษารู้แต่ไม่อยากทำและไม่คิดจะทำตามกฎสังคม
ผมตำหนิคนไทย "บางกลุ่ม" นะ ที่เป็นลักษณะเช่นนนี้ เค้าเรียกพวกสนใจแต่โลกของตัวเอง ไม่สนโลกคนอื่นเลย ในโลกมีตัวเองคนเดียว รักตัวเองคนเดียว
คนรอบด้านจะเป็นยังไงช่างมันเถอะ ขอให้ก.รู ได้นั่งแล้วเล่นเกมส์ นั่งเล่นมือถือ ฟังเพลง สบาย ๆ ของกรู อะไรก็ว่าไป
คนท้องจะคลอดขึ้นมาก็เล่นมือถือต่อ
คนแก่ขึ้นมาก็เล่นมือถือต่อ
เด็กเล็ก ๆ ขึ้นมาก็เล่นมือถือต่อ
คนพิการขึ้นมาก็เล่นมือถือต่อ
ผมเคยเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นรถ BTS เค้าพูดวิจารณ์ตรง ๆ กับการมาใช้บริการรถไฟฟ้าตรงนั้นเลยว่าแย่มาก เค้าพูดกับเพื่อนเค้านะพอดีผมได้ยิน
นี่ขนาดนักท่องเที่ยวต่างชาตินะ เค้ายังคิดแบบนี้เลยครับ
ก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่การปลุกจิตสำนึกจากจิตใจลึก ๆ ของคนไทยที่สอนให้เมตตาต่อคนรอบด้านถึงจะกลับมาสักที แต่คงจะอีกนานหรือคงจะไม่มีมั้งนะ
(คนไทยบางกลุ่มนะ อย่าเหมา )