จากเรื่องกระทู้คราวที่แล้ว
https://pantip.com/topic/39525921
ก็คิดอยู่นะว่าจะเขียนดีไหม จะเขียนเล่าเรื่องราวยังไงให้ดูสนุก
คนมาอ่านแล้วคอมเม้นให้กำลังใจ มันก็รู้สึกดีนะ ได้คิดอีกมุมมองนึง
ก็กลัวนะว่าจะโดนคอมเม้นด่าไหม 555
เอาเป็นว่า ระบายปนบ่น อาจมีเนื้อหาที่เป็นเชิงลบหน่อย(รึเปล่า) ผู้อ่านก็ใช้วิจารณญาณแล้วกันครับ ส่วนคนที่จิตใจอ่อนไหว ก็ทำใจให้ดี
ระหว่างอยู่ที่นี่ผมจำเรื่องราวแทบจำได้เกือบทุกเรื่อง
มาเริ่มเรื่องกัน
จากเรื่องกระทู้ก่อน ผมพยายามหาทางรักษาเอง พยายามหาวิธีแก้ไขเอง ทั้งออกกำลังกายทำให้ร่างกายเหนื่อย ให้รู้สึกดีขึ้นแทนการทำร้ายตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ผล มันยังจมดิ่งอยู่เรื่อย ๆ สุดท้ายรอเวลาหลังจากจบจากการฝึกงานที่ต้องใช้กำลังใจมากในแต่ละวันในการไปบริษัทไปนั่งทำงานโง่ ๆ ตากแอร์ที่เย็นฉ่ำ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ตอนรู้สึกแย่ ๆ ก็เคยมีความคิดนะว่า ตึกมีตั้ง 21 ชั้น ขึ้นไปชั้นบนสุดแล้วโดดลงมาตายก็จบแล้วป่ะ ไม่ต้องคิดอะไรอีก
พอมาวันรุ่งขึ้นเอาและ มีเวลาว่างและ ก็เอาหน่อย ผลักดันตัวเองให้ไป รพ. ให้ได้ ไปตัวคนเดียวเนี่ยแหละ ไม่มีผู้ติดตามไปด้วยสักตัวเลย 555
ตอนออกไปนั่งรอรถเมล์ ในใจก็มีความคิดอยู่นะว่า ตัวเองก็ปกตินี่ จะเล่าเรื่องราวกับหมอยังดี
พอมาถึง รพ. ได้สักพักใหญ่ ๆ อาการกำเริบเว้ย คิดถึงเรื่องที่เสียใจ พอคุยกับเจ้าหน้าที่ พยาบาล ก็ต้องกลั้นเอาไว้ไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา
เนื่องจากหมอวอร์ดปกติเต็ม ก็เลยโดยย้ายมาคุยกับหมอในแผนกฉุกเฉิน ก็รอคิดยาวไป จนท. ให้ไปกินข้าวก่อน ค่อยกลับมาตอนบ่าย ๆ
พอกลับมาปุ๊บก็รอคิวคุยกับหมอ ตอนนั้นรู้สึกว่าแต่ละคำที่เราพูดอ่ะ เล่าเรื่องได้ไม่เต็มที่ มีอาการแบบพูดเบามาก (จริง ๆ เป็นปกติของเรานะ เพราะแบบไม่ค่อยกล้าคุยกับใคร ก็ไม่รู้ว่าเสียงต้องดังแค่ไหน) แต่เหมือนหมอสังเกตุอาการว่า อาการหนักนะ หมอให้เลือกว่าจะให้โทรคุยกับผู้ปกครอง หรือพักอยู่ที่นี่ดูอาการกับปรับยาไปก่อน
ในใจก็คิดนะว่า ไม่อยากนอนที่นี่ ภารกิจต้องไปทำต่อ เลยเลือกโทรคุยกับแม่ไป...
สุดท้ายเป็นไง แม่นั่งรถมาตัดสินใจให้พักอยู่ที่ รพ. จ้า.... โดนหลอกนึกว่าวันสองวันก็ออก
ณ ตอนนั้นถามว่ารู้สึกยังไง ? คือรู้สึกโกรธมาก เหมือนมาโดนขัง
ตอนกำลังไปตึกนะ ก็มี จนท. สองคนประกบ มาพร้อมกับแม่
สิบวันแรกก็พักอยู่ที่ ตึกราตรี (วิกฤต) รู้สึกว่าคนที่เป็นหนัก ๆ ก็จะมารวมกันที่ตึกนี้ก่อน อย่างเช่น พวกอารวาท ทำลายข้าวของ เพี้ยน ๆ ก็จะมาอยู่ที่ตึกนี้กันก่อน
พออาการดีขึ้นก็จะถูกย้ายไปตึกอื่น ๆ
สิบสองวันให้หลังก็ย้ายไปที่ ตึกราชพฤกษ์ เป็นตึกพิเศษสำหรับผู้ป่วย มีแอร์เย็นสบาย
ณ ตึกราตรี
เรื่องตั้งแต่ก้าวเข้ามาตอนนั้นรู้สึกโมโหมาก ว่า ทำไมต้องมาอยู่ที่นี่ คิดแค่ว่าจะมาหาหมอ ได้ยากิน ไปทำธุระต่อ
แต่ไม่ใช่เลย อยู่ค้างยาวไปจร้า
มีแค่ตัวกับหัวใจ ของที่เหลือก็กลับบ้านไปพร้อมกับแม่ เหมือนกับถูกตัดอิสรภาพจากโลกภายนอก โทรสัพท์ก็ใช้ไม่ได้เลย
ณ วันนั้นเครียดมาก ว่า ทำไมเราต้องมาอยู่ที่นี่ ห้องนอนก็นอนเตียงรวม ห้องน้ำที่ติดกับห้องนอนก็ไม่มีประตูเปิดโล่งโจ้งเลยจ้า แอร์ก็ไม่มี
เหมือนโดนขังในคุก มีทีวีให้ดู มีชั้นวางหนังสือ ที่มีหนังสืออันน้อยนิด มีที่ให้เดินไปมา กว่าจะนอนหลับคืนนั้นได้ก็แย่เลย
ณ วันนั้นเดินไปถึงห้องขังแล้ว (มันเป็นชั้นที่มีประตูเหล็กที่เปิดได้จากข้างในห้องพยาบาลอย่างเดียว มีเส้นสีแดงล้อมกรอบไว้หน้าประตูห้ามเดินเข้าไป ก็เรียกว่าห้องขังละกัน) ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นสีม่วง เดินกลับมาให้พยาบาลเจอะเลือดไปตรวจ นั่งจับเจ่าอยู่กับแม่สักพัก แม่ก็กลับ แล้วนั่งจับเจ่าต่อจนถึงเวลาข้าวเย็นมื้อแรกที่เป็นถาดอาหารหลุมเหมือนที่กินตอนอนุบาลประถม ไม่ก็ถาดที่กินตอนไปรด. ที่เขาชนไก่ พร้อมด้วยช้อนคันนึง (ไม่มีซ่อมนะ เพราะน่าจะเป็นการป้องกันอันตราย) กับข้าวราดแกงที่รสชาติที่ห่วยแตกมาก ก็พยายามกินเข้าไปนะ เดียวกลางคืนหิวแล้วจะนอนไม่หลับ
ค่ำวันนั้น คุณหมอคนสวยก็เข้ามาคุยอาการต่อ เป็นการพูดคุยแบบบำบัดรักษาจิตใจอะนะ ตอนนั้นร้องให้โฮเลย
ที่หมอคุยที่จำได้เรื่องแบบการตัดใจจากแฟนเก่า ก็ประมาณนี้
https://www.youtube.com/watch?v=hUhUBRWKcPk
กิจกรรมที่นี่ก็มี ตื่นหกโมงมาวัดความดัน เดินไปหยิบเสื้อผ้า ของอาบน้ำ ไปอาบน้ำเห็นคนเปลือยแก้ผ้าเป็นเรื่องปกติไปเลย
เดินมาชั่งน้ำหนัก เจ็ดโมงกินข้าวเช้าซึ่งเป็นข้าวต้มโทนสีน้ำตาลอ่อน ความรู้สึกส่วนตัวว่ามันเค็มนะ แต่คนอื่นเหยาะน้ำปลาเฉยเลย ไม่กลัวเป็นโรคไตรึไง หลังจากนั้นก็นั่งรอ กินยา อ้าปาก เก้าโมงกินของว่างที่เบิกจากสโม สิบเอ็ดโมงกินข้าวกลางวัน กินยาสำหรับคนที่มียาทานตอนกลางวัน บ่ายโมงสั่งขนมจากสโม ซึ่งมีงบแค่ ยี่สิบบาทต่อวัน
บ่ายสองอาบน้ำชั่งน้ำหนักอีกรอบ สี่โมงเย็นกินข้าวกันยา หนึ่งทุ่มกินขนม ของว่าง และสองทุ่มสวดมนต์ กินยาแล้วก็เข้านอน สามทุ่มวัดความดัน วัดอีกรอบก็เที่ยงคืน
เวลาที่เหลือ ก็นั่งหายใจทิ้งไปวัน ๆ โดนปรับพฤติกรรม ปรับการใช้ชีวิตไปอีกแบบเลย
กว่าจะปรับตัวได้ก็หลายวันเลย
แต่ก็ดีนะ ได้ฝึกตัวเอง ได้อยู่กับตัวเอง ใช้เวลาคิดเรื่องต่าง ๆ คิดอยู่ว่า จะต้องไม่ทำให้ตัวเองกลับมาอยู่ที่นี่อีก
เขามีป้ายชื่อแจกด้วยนะให้หนีบไว้กับเสื้อ ก็มีรายละเอียด มีชื่อ แพทย์ประจำตัว ติ๊กอาการที่เราเป็นและระดับความรุนแรง ที่จำได้ก็มี เสี่ยงทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น อารวาท พังข้าวของ ประมาณนี้
หลังจากวันสองวันที่อยู่ คุณหมอก็ให้การบ้านมาชิ้นหนึ่งว่า ให้ลองทักคุยกับคนอื่น คนที่พจะคุยรู้เรื่องเริ่มต้นวันละคน
ทีนี้ก็เอาแหละ ก็คิดว่าจะทำไงดี ต้องทักเขาไปด้วยคำไหน ก็รู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่นะ
พอรวบรวมความกล้าได้ ก็ทักคนแรกไป เหมือนเป็นการปลดล๊อคตัวเองในเรื่องการพูดนี้ในระดับหนึ่ง
ทำให้กล้าที่จะทักไปคุยกับคนอื่น ๆ อีก รู้สึกดีมากเลย เหมือนกับว่าได้ทำลายกำแพงไปสู่อิสระ
มีความกล้าที่จะคุยกับคนอื่น ๆ ขึ้น
ระหว่างที่อยู่ที่นี่ก็มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นนะ
ก็ได้เจอหลายเกตุการณ์นะ เช่น คนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ อาวาท ก็จะโดนขัง หรือโดนมัดอะไรงี้
ที่จำได้ก็มีคนที่เป็นคนจีน พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง พยาบาลคุย แล้วต้องใช้กูลเกิลทรานสเลท แปล ก็ยังไม่รู้เรื่อง
พูดอิ้งคำ จีนคำ
แล้วก็มีคนที่โวยวายตลอดทั้งวันทั้งคืน น่าจะโดนส่งมาจากตึกพิเศษมั้ง เพราะไม่ใส่ชุดเหมือนกันอะ เป็นชุดสีฟ้า ๆ ไม่ใช่คนไทยอะ ร้องตะโกนจนหนวกหู โดนจับมัด โดนขัง
ก็มีคุยกับเพื่อน ๆ ประมาณว่า เป็นอะไรทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ วันนี้เป็นไงบ้าง
นั่งโง่ ๆ นอนโง่ ๆ ทำสติให้ดี คิดอะไรเรื่อยเปื่อย อยู่กับตัวเอง อย่าอารวาทไรงี้
ก็พยายามหาย พยายามปรับตัว ทำตัวให้เป็นปกติ
แม่ก็มาเยี่ยมเกือบทุกวันนะ แต่ก็ได้แค่ชม สองชม. เท่านั้น
ได้คุยกับนักจิตบางครั้ง ทำแบบทดสอบอะไรงี้
ที่ทำแบบทดสอบก็หลายอย่างเลย ก็มีแบบหยดหมึกงี้ วาดรูปตามภาพที่เห็น วาดรูปต่าง ๆ
ในแต่ละวันก็จะมีพยาบาลเข้ามาคุยอยู่เรื่อย ๆ ถามอาการว่าวันนี้เป็นไงบ้าง ประเมินอาการของเราอยู่ตลอด
ก็มีบางครั้งนะที่คุยกับพยาบาลก็หัวร้อนอะ แบบมาตัดสินเราแบบนี้ทำไม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เรื่องที่จำได้ก็มีอยู่ว่า คุยกับเราแล้วแบบ พูดประมาณว่า แบบนี้ผู้หญิงก็ไม่เลือกอยู่แล้วม่ะ เอออาจจะมีคนอายุมากกว่าที่จะชอบก็ได้ (ในใจก็อ้าวเห้ย กุก็ไม่อยากเป็นแบบนี้มั้ยละ กำลังเปลี่ยนตัวเองอยู่ แล้วมาเกิดเรื่องบ้า ๆ นี้ขึ้นก็ไปต่อไม่ถูก ทำไรไม่ได้ พยายามคิดจนเป็นซึมเศร้าเนี่ย แล้วมาวิจารกันอีก)
ก็มีคุยกับหัวหน้าพยาบาลมั้ง เรื่องที่คุยก็จำไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เพราะตอนนั้นอยู่ในช่วงปรับยามั้ง ก็มีเอฟเฟคอยู่ คือสมาธิสั้น สับส่าย มองไม่ชัก ตาไวต่อแสงแล้วรู้สึกหงุดหงิด อาจเพราะว่าได้ยาเกินด้วยมั้ง เขาก็คุยแบบพยายามเข้าไปในจิตใจของตัวเอง ให้อภัยตัวเอง อะไรประมาณนี้เนี่ยแหละจำไม่และ
มีช่วงวันสองวันที่หมอปรับยาให้ คิดว่าแบบ น่าจะได้ยาเกิน แล้วมีเอฟเฟคตามมา คือ ในหัวมีความรู้สึกกระวนกะวายอยู่ตลอด
ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้คิดอะไร แล้วพยายามทำสมาธิ นั่งสมาธิ เดินจงกรม แล้วก็ไม่หาย เวลาเข้านอนก็นอนไม่หลับนะ มันสับส่ายมาก แบบกูอยากนอน

ไม่หลับ ก็มีแบบทำกิจกรรมบนเตียง ลุกขึ้นมานั่ง นอนปั่นจักรยานไรงี้
หลังจากนั้นก็มีอาการทางกายคือ รู้สึกปวดตรงคอ ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ กล้ามเนื้อคอ แข็ง เกร็ง ขยับไม่ได้ (จนท. ก็แซวนะว่า ชวนกินเหล้าไม่ได้ คอแข็ง 555) ก็เลยโดนฉีดยาที่ก้นไปหนึ่งเข็ม ก็ดีขึ้น หลับไปสักพัก ตื่นแล้วก็หายเลย อาการวุ่นวายในหัวก็หายไปด้วย
หมอก็ปรับยาให้อีก ก็รู้สึกดีขึ้นมาเรื่อย ๆ
มาอยู่ได้หลายวันแล้ว ก็มีเพื่อนเยอะขึ้น แล้วก็มีเพื่อนใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้น คนเก่า ๆ ก็ทยอยออกไป ในแต่ละวันก็จับนั่งเป็นกลุ่มเลย
ก็มีคนที่เป็นซึมเศร้านะ เข้ามาใหม่ ทำร้ายตัวเองมา นั่งจับเจ่า ไม่ค่อยกินข้าว กลางวันก็นอนพื้น เราก็เข้าไปคุยกับเขานะ ให้กำลังใจน้องเขางี้
เรื่องการเข้ามาอยู่ที่นี่แล้วต้องการออกก็ไม่ใช่ง่าย ๆ นะ ต้องรอคุณหมอประเมินอาการว่าดีขึ้นมั้ย ถ้าดีขึ้นแล้ว ก็จะต้องต่อคิวเพื่อย้ายตัวไปตึกอื่น ๆ ต่อไป
พอชินกับที่นี่ วันที่สิบก็โดนย้ายไปตึกราชพฤกษ์ ยังไม่ทันบอกลาเพื่อนเลย ก็โดนย้ายซะแล้ว งงเลยตอนนั้น
เดียวมาต่อนะครับ กับ 12 วันให้หลังในตึกพิเศษ
[CR] ระบายปนบ่นระหว่างพักอยู่ รพ.จิตเวช 22 วัน
ก็คิดอยู่นะว่าจะเขียนดีไหม จะเขียนเล่าเรื่องราวยังไงให้ดูสนุก
คนมาอ่านแล้วคอมเม้นให้กำลังใจ มันก็รู้สึกดีนะ ได้คิดอีกมุมมองนึง
ก็กลัวนะว่าจะโดนคอมเม้นด่าไหม 555
เอาเป็นว่า ระบายปนบ่น อาจมีเนื้อหาที่เป็นเชิงลบหน่อย(รึเปล่า) ผู้อ่านก็ใช้วิจารณญาณแล้วกันครับ ส่วนคนที่จิตใจอ่อนไหว ก็ทำใจให้ดี
ระหว่างอยู่ที่นี่ผมจำเรื่องราวแทบจำได้เกือบทุกเรื่อง
มาเริ่มเรื่องกัน
จากเรื่องกระทู้ก่อน ผมพยายามหาทางรักษาเอง พยายามหาวิธีแก้ไขเอง ทั้งออกกำลังกายทำให้ร่างกายเหนื่อย ให้รู้สึกดีขึ้นแทนการทำร้ายตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ผล มันยังจมดิ่งอยู่เรื่อย ๆ สุดท้ายรอเวลาหลังจากจบจากการฝึกงานที่ต้องใช้กำลังใจมากในแต่ละวันในการไปบริษัทไปนั่งทำงานโง่ ๆ ตากแอร์ที่เย็นฉ่ำ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
พอมาวันรุ่งขึ้นเอาและ มีเวลาว่างและ ก็เอาหน่อย ผลักดันตัวเองให้ไป รพ. ให้ได้ ไปตัวคนเดียวเนี่ยแหละ ไม่มีผู้ติดตามไปด้วยสักตัวเลย 555
ตอนออกไปนั่งรอรถเมล์ ในใจก็มีความคิดอยู่นะว่า ตัวเองก็ปกตินี่ จะเล่าเรื่องราวกับหมอยังดี
พอมาถึง รพ. ได้สักพักใหญ่ ๆ อาการกำเริบเว้ย คิดถึงเรื่องที่เสียใจ พอคุยกับเจ้าหน้าที่ พยาบาล ก็ต้องกลั้นเอาไว้ไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา
เนื่องจากหมอวอร์ดปกติเต็ม ก็เลยโดยย้ายมาคุยกับหมอในแผนกฉุกเฉิน ก็รอคิดยาวไป จนท. ให้ไปกินข้าวก่อน ค่อยกลับมาตอนบ่าย ๆ
พอกลับมาปุ๊บก็รอคิวคุยกับหมอ ตอนนั้นรู้สึกว่าแต่ละคำที่เราพูดอ่ะ เล่าเรื่องได้ไม่เต็มที่ มีอาการแบบพูดเบามาก (จริง ๆ เป็นปกติของเรานะ เพราะแบบไม่ค่อยกล้าคุยกับใคร ก็ไม่รู้ว่าเสียงต้องดังแค่ไหน) แต่เหมือนหมอสังเกตุอาการว่า อาการหนักนะ หมอให้เลือกว่าจะให้โทรคุยกับผู้ปกครอง หรือพักอยู่ที่นี่ดูอาการกับปรับยาไปก่อน
ในใจก็คิดนะว่า ไม่อยากนอนที่นี่ ภารกิจต้องไปทำต่อ เลยเลือกโทรคุยกับแม่ไป...
สุดท้ายเป็นไง แม่นั่งรถมาตัดสินใจให้พักอยู่ที่ รพ. จ้า.... โดนหลอกนึกว่าวันสองวันก็ออก
ณ ตอนนั้นถามว่ารู้สึกยังไง ? คือรู้สึกโกรธมาก เหมือนมาโดนขัง
ตอนกำลังไปตึกนะ ก็มี จนท. สองคนประกบ มาพร้อมกับแม่
สิบวันแรกก็พักอยู่ที่ ตึกราตรี (วิกฤต) รู้สึกว่าคนที่เป็นหนัก ๆ ก็จะมารวมกันที่ตึกนี้ก่อน อย่างเช่น พวกอารวาท ทำลายข้าวของ เพี้ยน ๆ ก็จะมาอยู่ที่ตึกนี้กันก่อน พออาการดีขึ้นก็จะถูกย้ายไปตึกอื่น ๆ สิบสองวันให้หลังก็ย้ายไปที่ ตึกราชพฤกษ์ เป็นตึกพิเศษสำหรับผู้ป่วย มีแอร์เย็นสบาย
ณ ตึกราตรี
เรื่องตั้งแต่ก้าวเข้ามาตอนนั้นรู้สึกโมโหมาก ว่า ทำไมต้องมาอยู่ที่นี่ คิดแค่ว่าจะมาหาหมอ ได้ยากิน ไปทำธุระต่อ แต่ไม่ใช่เลย อยู่ค้างยาวไปจร้า มีแค่ตัวกับหัวใจ ของที่เหลือก็กลับบ้านไปพร้อมกับแม่ เหมือนกับถูกตัดอิสรภาพจากโลกภายนอก โทรสัพท์ก็ใช้ไม่ได้เลย ณ วันนั้นเครียดมาก ว่า ทำไมเราต้องมาอยู่ที่นี่ ห้องนอนก็นอนเตียงรวม ห้องน้ำที่ติดกับห้องนอนก็ไม่มีประตูเปิดโล่งโจ้งเลยจ้า แอร์ก็ไม่มี เหมือนโดนขังในคุก มีทีวีให้ดู มีชั้นวางหนังสือ ที่มีหนังสืออันน้อยนิด มีที่ให้เดินไปมา กว่าจะนอนหลับคืนนั้นได้ก็แย่เลย
ณ วันนั้นเดินไปถึงห้องขังแล้ว (มันเป็นชั้นที่มีประตูเหล็กที่เปิดได้จากข้างในห้องพยาบาลอย่างเดียว มีเส้นสีแดงล้อมกรอบไว้หน้าประตูห้ามเดินเข้าไป ก็เรียกว่าห้องขังละกัน) ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นสีม่วง เดินกลับมาให้พยาบาลเจอะเลือดไปตรวจ นั่งจับเจ่าอยู่กับแม่สักพัก แม่ก็กลับ แล้วนั่งจับเจ่าต่อจนถึงเวลาข้าวเย็นมื้อแรกที่เป็นถาดอาหารหลุมเหมือนที่กินตอนอนุบาลประถม ไม่ก็ถาดที่กินตอนไปรด. ที่เขาชนไก่ พร้อมด้วยช้อนคันนึง (ไม่มีซ่อมนะ เพราะน่าจะเป็นการป้องกันอันตราย) กับข้าวราดแกงที่รสชาติที่ห่วยแตกมาก ก็พยายามกินเข้าไปนะ เดียวกลางคืนหิวแล้วจะนอนไม่หลับ
ค่ำวันนั้น คุณหมอคนสวยก็เข้ามาคุยอาการต่อ เป็นการพูดคุยแบบบำบัดรักษาจิตใจอะนะ ตอนนั้นร้องให้โฮเลย
ที่หมอคุยที่จำได้เรื่องแบบการตัดใจจากแฟนเก่า ก็ประมาณนี้ https://www.youtube.com/watch?v=hUhUBRWKcPk
กิจกรรมที่นี่ก็มี ตื่นหกโมงมาวัดความดัน เดินไปหยิบเสื้อผ้า ของอาบน้ำ ไปอาบน้ำเห็นคนเปลือยแก้ผ้าเป็นเรื่องปกติไปเลย เดินมาชั่งน้ำหนัก เจ็ดโมงกินข้าวเช้าซึ่งเป็นข้าวต้มโทนสีน้ำตาลอ่อน ความรู้สึกส่วนตัวว่ามันเค็มนะ แต่คนอื่นเหยาะน้ำปลาเฉยเลย ไม่กลัวเป็นโรคไตรึไง หลังจากนั้นก็นั่งรอ กินยา อ้าปาก เก้าโมงกินของว่างที่เบิกจากสโม สิบเอ็ดโมงกินข้าวกลางวัน กินยาสำหรับคนที่มียาทานตอนกลางวัน บ่ายโมงสั่งขนมจากสโม ซึ่งมีงบแค่ ยี่สิบบาทต่อวัน บ่ายสองอาบน้ำชั่งน้ำหนักอีกรอบ สี่โมงเย็นกินข้าวกันยา หนึ่งทุ่มกินขนม ของว่าง และสองทุ่มสวดมนต์ กินยาแล้วก็เข้านอน สามทุ่มวัดความดัน วัดอีกรอบก็เที่ยงคืน เวลาที่เหลือ ก็นั่งหายใจทิ้งไปวัน ๆ โดนปรับพฤติกรรม ปรับการใช้ชีวิตไปอีกแบบเลย กว่าจะปรับตัวได้ก็หลายวันเลย แต่ก็ดีนะ ได้ฝึกตัวเอง ได้อยู่กับตัวเอง ใช้เวลาคิดเรื่องต่าง ๆ คิดอยู่ว่า จะต้องไม่ทำให้ตัวเองกลับมาอยู่ที่นี่อีก
เขามีป้ายชื่อแจกด้วยนะให้หนีบไว้กับเสื้อ ก็มีรายละเอียด มีชื่อ แพทย์ประจำตัว ติ๊กอาการที่เราเป็นและระดับความรุนแรง ที่จำได้ก็มี เสี่ยงทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น อารวาท พังข้าวของ ประมาณนี้
หลังจากวันสองวันที่อยู่ คุณหมอก็ให้การบ้านมาชิ้นหนึ่งว่า ให้ลองทักคุยกับคนอื่น คนที่พจะคุยรู้เรื่องเริ่มต้นวันละคน ทีนี้ก็เอาแหละ ก็คิดว่าจะทำไงดี ต้องทักเขาไปด้วยคำไหน ก็รู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่นะ พอรวบรวมความกล้าได้ ก็ทักคนแรกไป เหมือนเป็นการปลดล๊อคตัวเองในเรื่องการพูดนี้ในระดับหนึ่ง ทำให้กล้าที่จะทักไปคุยกับคนอื่น ๆ อีก รู้สึกดีมากเลย เหมือนกับว่าได้ทำลายกำแพงไปสู่อิสระ มีความกล้าที่จะคุยกับคนอื่น ๆ ขึ้น
ระหว่างที่อยู่ที่นี่ก็มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นนะ
ก็ได้เจอหลายเกตุการณ์นะ เช่น คนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ อาวาท ก็จะโดนขัง หรือโดนมัดอะไรงี้
ที่จำได้ก็มีคนที่เป็นคนจีน พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง พยาบาลคุย แล้วต้องใช้กูลเกิลทรานสเลท แปล ก็ยังไม่รู้เรื่อง
พูดอิ้งคำ จีนคำ
แล้วก็มีคนที่โวยวายตลอดทั้งวันทั้งคืน น่าจะโดนส่งมาจากตึกพิเศษมั้ง เพราะไม่ใส่ชุดเหมือนกันอะ เป็นชุดสีฟ้า ๆ ไม่ใช่คนไทยอะ ร้องตะโกนจนหนวกหู โดนจับมัด โดนขัง
ก็มีคุยกับเพื่อน ๆ ประมาณว่า เป็นอะไรทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ วันนี้เป็นไงบ้าง
นั่งโง่ ๆ นอนโง่ ๆ ทำสติให้ดี คิดอะไรเรื่อยเปื่อย อยู่กับตัวเอง อย่าอารวาทไรงี้
ก็พยายามหาย พยายามปรับตัว ทำตัวให้เป็นปกติ
แม่ก็มาเยี่ยมเกือบทุกวันนะ แต่ก็ได้แค่ชม สองชม. เท่านั้น
ได้คุยกับนักจิตบางครั้ง ทำแบบทดสอบอะไรงี้
ที่ทำแบบทดสอบก็หลายอย่างเลย ก็มีแบบหยดหมึกงี้ วาดรูปตามภาพที่เห็น วาดรูปต่าง ๆ
ในแต่ละวันก็จะมีพยาบาลเข้ามาคุยอยู่เรื่อย ๆ ถามอาการว่าวันนี้เป็นไงบ้าง ประเมินอาการของเราอยู่ตลอด
ก็มีบางครั้งนะที่คุยกับพยาบาลก็หัวร้อนอะ แบบมาตัดสินเราแบบนี้ทำไม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ก็มีคุยกับหัวหน้าพยาบาลมั้ง เรื่องที่คุยก็จำไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เพราะตอนนั้นอยู่ในช่วงปรับยามั้ง ก็มีเอฟเฟคอยู่ คือสมาธิสั้น สับส่าย มองไม่ชัก ตาไวต่อแสงแล้วรู้สึกหงุดหงิด อาจเพราะว่าได้ยาเกินด้วยมั้ง เขาก็คุยแบบพยายามเข้าไปในจิตใจของตัวเอง ให้อภัยตัวเอง อะไรประมาณนี้เนี่ยแหละจำไม่และ
มีช่วงวันสองวันที่หมอปรับยาให้ คิดว่าแบบ น่าจะได้ยาเกิน แล้วมีเอฟเฟคตามมา คือ ในหัวมีความรู้สึกกระวนกะวายอยู่ตลอด ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้คิดอะไร แล้วพยายามทำสมาธิ นั่งสมาธิ เดินจงกรม แล้วก็ไม่หาย เวลาเข้านอนก็นอนไม่หลับนะ มันสับส่ายมาก แบบกูอยากนอน
มาอยู่ได้หลายวันแล้ว ก็มีเพื่อนเยอะขึ้น แล้วก็มีเพื่อนใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้น คนเก่า ๆ ก็ทยอยออกไป ในแต่ละวันก็จับนั่งเป็นกลุ่มเลย
ก็มีคนที่เป็นซึมเศร้านะ เข้ามาใหม่ ทำร้ายตัวเองมา นั่งจับเจ่า ไม่ค่อยกินข้าว กลางวันก็นอนพื้น เราก็เข้าไปคุยกับเขานะ ให้กำลังใจน้องเขางี้
เรื่องการเข้ามาอยู่ที่นี่แล้วต้องการออกก็ไม่ใช่ง่าย ๆ นะ ต้องรอคุณหมอประเมินอาการว่าดีขึ้นมั้ย ถ้าดีขึ้นแล้ว ก็จะต้องต่อคิวเพื่อย้ายตัวไปตึกอื่น ๆ ต่อไป
พอชินกับที่นี่ วันที่สิบก็โดนย้ายไปตึกราชพฤกษ์ ยังไม่ทันบอกลาเพื่อนเลย ก็โดนย้ายซะแล้ว งงเลยตอนนั้น
เดียวมาต่อนะครับ กับ 12 วันให้หลังในตึกพิเศษ
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้