จากปมด้อยที่ไม่เคยสนใจ และไม่คิดว่ามันจะมีปัญหาการใช้ชีวิต

กระทู้คำถาม
สวัสดีครับ ผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ขอแทนตัวเองว่าทีนะครับ ปัจจุบันก็จะเลยวัยเบญเพศละ  จากหัวข้อกระทู้มันก็จะดูงงๆ ว่าเนื้อหามันจะไปในเทิศทางไหน  


เริ่มตั้งแต่สมัยเด็กๆตอนที่จำความได้ ก็จะมีคนมาชมอยู่เสมอว่าฟันสวย ฟันขาว (5555ฟันจะไม่ขาวได้ไง ก็คนมันตัวดำ) (ตอนนั้นยังเด็ก ชอบแปรงฟัน เพราะยาสีฟันเด็กมันอร่อย) แต่พอเริ่มโตขึ้นมาแล้วมันไม่ใช่ ตั้งแต่ชั้นประถมปลาย เริ่มรู้สึกว่าฟันเรามันไม่สบกัน ฟันบนยื่นออกมาครอบฟันหน้า (ยังยื่นออกมาไม่เยอะ เลยยังไม่เอะใจ)  ก็ใช้ชีวิตโตมาเรื่อยๆ  แต่ก็เริ่มมีคนล้อว่า ฟันเหยินบ้าง ฟันทูนบ้าง เพราะฟันมันเริ่มไม่สบกันมากขึ้น (ธรรมดาอะครับ แลกๆก็โกรธ หลังๆมาเริ่มชิน  จนพอตัวเองโตขึ้นมาแล้วนึกย้อนกลับไป สรุปว่าเราโดนบูลี่ตั้งแต่เด็กๆ) เราก็ใช้ชีวิตมาเรื่อยๆ ไม่เคยปรึกษาทันตกรรมในเรื่องของฟันเลย อย่างมากสุดก็แค่ อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน (พอโตมาก็เริ่มขี้เกียจแปรงฟัน แมงก็เลยกินฟัน ***ยาสีฟันของผู้ใหญ่ไม่อร่อย)  จนเราใช้ชีวิตผ่านวัยมัธยมมาได้ด้วยดีในเรื่องของการเรียน(ปกติเราไม่ชอบเที่ยว ไม่ติดเกม ใช้ชีวิตแค่มาโรงเรียน เลิกเรียนก็ไปเรียนพิเศษ กลับบ้าน แล้วก็มาโรงเรียน จะมีบ้างที่แอบโดดเรียน แต่ก็ออกมานั่งเล่นอยู่ในโรงเรียนนั่นแหละ) ส่วนในเรื่องของการใช้ชีวิตนั้นถือว่าห่วยแตก (ปกติเราเป็นคนพูดเยอะ เน้นสายฮาเพื่อมากลบเกลื่อนปมตัวเอง เพื่อนก็เลยมีเยอะตาม รู้จักคนเยอะ แต่ด้วยความที่เราไม่เที่ยว มีแค่เรียน เพื่อนที่รู้จักก็รู้จักผิวเผินพอที่จะคุยจะแกล้งได้ ส่วนเพื่อนที่สนิทๆก็จะเหลือแค่เพื่อนในห้องที่ต้องไปเรียนด้วยกัน) เรื่องความรักนั้น เต็มร้อย ได้2คะแนน อารมณ์วัยมัธยมมันก็มีก็ทุกคนแหละที่แอบชอบคนโน้น แอบมองคนนี้ ปลื้นรุ่นพี่คนนั้น แต่ด้วยที่เรามีปม เราเลยได้แต่เก็บ เก็บๆๆๆๆทุกอย่างไว้  ไม่เคยบอกชอบ หรือบอกรักใครเลย เพราะเราคิดมาตลอดว่าคนแบบเราใครจะเอา (555 มันก็จริง) สุดท้ายเราก็ผ่านชีวิตวัยมัธยมมาด้วยความเรียบง่าย เข้าสู่ชีวิตมหาลัย (คิดในใจคือน่าจะเป็นช่วงที่สนุกสุดๆแล้ว ???) เริ่มต้นจากการเดินทางไกลบ้านแบบโคตรๆ มาเรียนต่างถิ่น เพื่อนเก่าก็ไม่มี ทุกคนกระจัดกระจายแยกย้าย เท่ากับว่าเริ่มนับ1ใหม่  ทีก็เริ่มกลับเข้าสู่การใช้ชีวิตแบบเดิม เพิ่มเติมคือไม่มีเรียนพิเศษ กลายเป็น มาเรียน เล่นกีฬา กลับห้อง วนๆๆกันไป (ถึงตอนนั้น เราไม่ได้โฟกัสเรื่องฟันกับโครงหน้าว่ามันเปลี่ยนไปขนาดไหน อาจเป็นเพราะเพื่อนมหาลัยทุกคนก็เฉยๆไม่มีใครบูลี่อะไร แต่ก็รับรู้ได้ว่ามันเป็นไปเยอะมากแล้ว)  ช่วงนั้นเทรนต์จัดฟันกำลังมา ทั้งจัดแฟชั่น จัดทั่วไป แต่นี่ก็ยังเฉยๆ  ผ่านไปอีกทีก็ปี2 เริ่มรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง อยากทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองดูดีขึ้น (การใช้ชีวิตในมหาลัยใหญ่ๆ คนมากหน้าหลายตา ความรู้สึก ชอบคนนั้น ปลื้มคนนี้มันก็ยังมีเหมือนเดิม เพิ่มเติมก็ยังไม่บอกชอบหรือปลื้มใคร) เลยมีเพื่อนคนนึงมันจัดฟันกับหมอประจำ มันชวนให้ไปจัดฟันดู นี่ก็คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่แล้วกับที่เคยๆคุยกับที่บ้านมาตลอด  เลยลองไปปรึกษาดู เผื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้น

กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งมันส์ๆหมอก็เรียกเข้าไปคุย(แน่นอนว่าหมากฝรั่งก็ยังอยู่ในปาก) ขึ้นเตียงหมอก็ให้นอนอ้าปาก ยิงฟัน ........ เท่เด้นนนนน  หมากฝรั่ง!!!!   โดนด่าก่อนที่จะถามด้วยซ้ำว่าจะทำอะไร 😂😂😂   และแล้วผลสุดท้ายที่จะตัดสินว่าทีจะได้ไปต่อหรือพอแค่นี้ก็คือ....หมอ....
หมอ....
....
..
.
หมอบอกว่า ”.....” จำไม่ได้ แต่ที่จำได้คือ จัดฟันไม่ได้ มันไม่ได้ช่วย มันไม่ได้อยู่ที่ตัวฟัน มันอยู่ที่ตัวกราม แกแนะนำให้ไปตัดกรามออกก่อน แล้วค่อยมาจัดฟัน ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็พอช่วยได้อยู่


สรุป การปรึกษาทันตแพทย์ครั้งนี้ นอกจากจะไม่ปังก็ยังพังอีก 😂  

เลยรวบรัดตัดตอนโทรคุยกับที่บ้านว่าปัญหามันคืออะไร  สุดท้ายประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ตกไป เพราะต้องใช้ทั้งเงินก้อนใหญ่และเวลา  ซึ่งทีหามาให้ไม่ได้อยู่ละ  ทั้งค่าเทอมที่แสนแพงกับเรื่องเรียนที่หนักหนาเหลือเกิน  จนเรื่องนี้จางหายไป

ผ่านมาอีกทีปี4เริ่มมีเพื่อนที่มีปัญหาเรื่องจองกรามกับขากรรไกรไปปรึกษาในเรื่องของการทำศัลยกรรม(เพื่อนที่ไปมี2คน แต่มีปัญหาส่วนขากรรไกรล่างที่มันยื่นออกมาเหมือนกัน  *ไปปรึกษากับทำมาคนละที่)  จนปี5 เพื่อนทั้ง2คนก็ไปทำ ทำมาก็ดูดีขึ้น แล้วเพื่อนก็ยังโอเค ไม่ได้ดูเจ็บปวดหรือใช้ชีวิตลำบากอะไร  จนถึงตอนนี้ในใจเริ่มมีประเด็นการศัลยกรรมเข้ามาให้คิด แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรมาก เพราะใกล้จะสอบใบประกอบวิชาชีพกับใกล้จบ เรื่องพวกนี้เลยเป็นประเด็นรองๆๆๆ

สุดท้ายก็เรียนจบ เข้าสู้วัยทำงาน มีเวลากับตัวเองมากขึ้น ประเด็นรองๆที่ถูกลืมไปก็เอากลับมาคิดใหม่อีกหลายๆๆรอบ   จนวันนึงได้มีโอกาสเข้ากทม.เพื่อไปปรึกษากับหมอศัลยกรรมที่เขาเชี่ยวชาญด้านโครงหน้าจริงๆจัง(โชว์สกิลเทพ ไปคนเดียว ไม่ปรึกษาใครเลย)  หมอที่ไปปรึกษาก็เป็นหมอที่มาจากโรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดังของเกาหลี(ใครที่สนใจเรื่องศัลยกรรม ถ้าพูดชื่อโรงพยาบาลนี้ ทุกคนก็น่าจะรู้จัก)
วันที่ปรึกษา ทีก็เข้าไปกับล่ามที่ช่วนแปลสื่อสาร หมอก็ให้นั่งหน้าตรง ยิ้มปกติ ยิ้มยิงฟัง หมุนซ้ายขวา ก้มเงยหน้า แล้วก็จับๆคลำๆทั่วหน้า  จนสุดท้ายได้ความว่า

“โครงหน้าของเราเบี้ยวไปทางด้านขวา กรามบนยื่นออกมาค่อนข้างเยอะ ทำให้ฟันไม่สบกัน แนวฟันกรามดานขวาเริ่มไม่สบกัน ถ้าปล่อยไว้หน้าจะเบี้ยว จะมีปัญหาเรื่องการกินอาหาร ”

😵  damages ของหมอประมาณ 2000 heal เลือดได้ทีละ 50 ตั้งตัวแทบไม่ทัน ถือว่าเกือบตาย

***จากที่คิดว่าเป็นเด็กฟันเหยินใส่เหล็กดัดฟันก็จบ กลายเป็นคนที่มีโครงหน้าเบี้ยวจากการที่ฟันไม่สบกัน***
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่