📍มาลาริน/เงิบหน้าถลอก...นาทอนวิ่งนอกสภา ชกลมวืดดดดๆอยู่ฝ่ายเดียว ยำพ.ร.บ.งบ 63 ด่าสภาฝักถั่ว แต่ในสภาฯดันงดออกเสียง

นิสัย!นอกสภาฯ'ทอน'นำทีมลูกพรรคส้มยำพ.ร.บ.งบ 63 ด่าสภาฝักถั่ว แต่ในสภาฯดันงดออกเสียง



14 ม.ค.63-เพจพรรคอนาคตใหม่ - Future Forward Party โพสต์ข้อความว่าเมื่อวานนี้ (13 มกราคม 2563) ณ ห้องประชุมวิวัฒนไชย อาคารไทยซัมมิท พรรคอนาคตใหม่ได้จัดการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "อนาคตงบประมาณไทย อนาคตใหม่ประชาชน" ซึ่งเป็นการเล่าประสบการณ์และข้อเสนอการจัดการงบประมาณประเทศฉบับอนาคตใหม่ โดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้นำทีม ส.ส.และคณะทำงานใน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ผู้ร่วมพูดคุย อาทิ ศิริกัญญา ตันสกุล, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, รอมฎอน ปันจอร์

นอกจากนี้ยังมีการเสวนาย่อย โดยคณะอนุกรรมาธิการ หัวข้อ “How to ตัด : ตัดงบอย่างไรให้เหลือเท่าเดิม” โดย จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์, เอกการ ซื่อทรงธรรม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, สุพิศาล ภักดีนฤนาถ และณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ โดยมีประชาชนที่สนใจเข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก โดยเริ่มต้น ธนาธร ได้แนะนำความสำคัญในการจัดกงานครั้งนี้ พร้อมทั้งแนะนำตัววิทยากรแต่ละคน และได้กล่าวสรุปปิดท้ายหัวข้อ "อนาคตงบประมาณ อนาคตประเทศไทย"

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เผยว่า ถ้าพรรคอนาคตใหม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร เงินงบประมาณแผ่นดินจะจัดสรรในการพัฒนาประเทศอย่างไรนั้น ขั้นแรก ต้องมองให้เห็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งวันนี้มี 5 ปัญหาหลัก ได้แก่

1) ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
2) เศรษฐกิจย่ำแย่
3) การใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ
4) รัฐราชการรวมศูนย์ และ
5) ขีดความสามารถแข่งขันประเทศที่ลดลง

ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่ต้องจัดสรรงบประมาณในการแก้ไข หากแต่สถานการณ์ที่ประสบในวันนี้คือ กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมลดลง เม็ดเงินที่ควรหมุนไปแก้ปัญหาไม่ได้ใช้อย่างจริงจัง มีความเหลื่อมล้ำกับบริการภาครัฐที่ย่ำแย่แม้แต่ในกรุงเทพ เช่น ศูนย์เด็กเล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน งบต่อหัวของนักเรียนที่ไม่เคยเพิ่มขึ้นเลยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยสรุปแล้ว ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

"หากปัญหาประเทศ 5 ข้อหลักนั้นคือ ปัจจุบัน อนาคตก็คงจะเป็นวิสัยทัศน์ที่เราอยากเห็น นั่นคือ คนเท่าเทียมกัน ไทยเท่าทันโลก ช่องว่างตรงนี้จะต้องถูกอุดด้วยการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะบทบาทของงบประมาณโดยเนื้อแท้คือตัวแทนความฝันและคำสัญญาที่รัฐบาลได้ให้ไว้กับประชาชน คิดฝันอย่างไร จัดสรรงบประมาณไปอย่างนั้น แต่ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เราไม่ได้เห็นการใช้ไปกับเรื่องเหล่านั้นเลย 

แต่เป็นเพื่อ 2 วัตถุประสงค์ คือ 1) ผู้มีอำนาจครองอำนาจต่อไป 2) ซื้อความภักดีเพื่อค้ำยันอำนาจนั้น ไม่เห็นการจัดสรรงบประมาณที่แก้ปัญหาประเทศ" ธนาธรกล่าว

ธนาธรกล่าวว่า การจะพาประเทศจากปัจจุบันไปสู่อนาคตที่เราอยากเห็นตามวิสัยทัศน์นั้น ต้องมีปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ คือ 1) ความมุ่งมั่น 2) มีอำนาจ และ 3) ฐานคิดใหม่ในการจัดสรรงบประมาณ โดยฐานคิดใหม่ของการจัดสรรงบประมาณที่พรรคอนาคตใหม่ขอนำเสนอ

ได้แก่ 1) เปลี่ยนงบดำเนินการ ที่ใช้ไปกับสิ่งไม่มีประโยชน์ เป็นงบลงทุนเพื่อตอบโจทย์ 2) อำนาจตัดสินใจใช้งบประมาณต้องให้ท้องถิ่น
3) เมกะโปรเจ็คต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้วเอื้อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ต้องเปลี่ยนเป็นโครงการขนาดย่อยที่ตอบสนองชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศ
และ 4) สวัสดิการที่พิสูจน์ความยากจน ต้องเปลี่ยนเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับทุกคน

"เรามีทรัพยากรเพียงพอสำหรับงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทต่อปี ถ้าเราจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ จะพาประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้ได้ จะสามารถสร้างสังคมที่คนเท่าเทียมกันได้... ตลอด 3 เดือนในการพิจารณางบประมาณที่ผ่านมา เราทำงานอย่างทุ่มเทเต็มที เพื่อปกป้องผลประโยชน์ ซึ่งเป็นภาษีของประชาชน ให้สมกับที่ประชาชนได้เลือกเราเข้าไปทำหน้าที่นี้ จากนี้ไป เราจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้น และเราจะตั้งทีมขึ้นมาตรวจสอบติดตามการใช้งบประมาณ 2563 ของรัฐบาลด้วย" ธนาธรกล่าว

ก่อนหน้านี้ ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และหนึ่งใน กมธ. งบประมาณ ’63 กล่าวถึงข้อสังเกตที่มีต่อวิธีการพิจารณางบประมาณและข้อเสนอต่อวิธีการพิจารณางบประมาณในอนาคต โดยระบุว่า ขั้นตอนการพิจารณางบประมาณ มี 3 วาระ โดยวาระที่ 1 มีการอภิปรายรับหลักการ ต่อมาตั้ง กมธ. ซึ่งได้ต้อนรับหน่วยงานมากมายมาชี้แจง แต่แทนที่จะเป็นการซักถามหน่วยงานเรื่องงบประมาณอย่างเข้มข้น ว่าจะเอางบประมาณไปใช้อย่างไร วิธีการพูดคุยกันในห้อง กมธ. ตนขอเรียกว่า กลับเป็นการสนทนาธรรม คือ การพูดคุยแลกเปลี่ยนทั่วไป ไม่เกี่ยวกับงบประมาณที่เรากำลังทำกันอยู่ กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ หมดเปลืองเวลาไปโดยที่เป้าหมายไม่ชัดเจน

"ส่วนวาระสุดท้าย แม้เราจะอภิปรายได้ดีแค่ไหน เปลี่ยนใจประชาชนทั่วไปได้เพียงใด แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนใจ ส.ส.ท่านอื่นได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเป็นสภาฝักถั่ว เห็นชอบกับทุกมาตราที่มีการเสนอกับสภา ทำให้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงงบประมาณในชั้นนี้ได้แม้แต่น้อย แต่เราก็ไม่ได้ท้อใจ และคิดว่าถึงแม้จะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มากในชั้นนี้ แต่ถ้าเราได้เล่าให้ประชาชนฟัง สามารถทำให้ประชาชนติดตามตรวจสอบงบไปกับพวกเรา จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต" ศิริกัญญากล่าว

ด้าน สุรเชษฐ์ ประวีณวงษ์วุฒิ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และหนึ่งใน กมธ. กล่าวว่า "ประเทศของเรามีเงิน แต่ใช้อย่างไม่ฉลาด ถ้าไปดูนโบายรัฐบาล ผมขอเรียกมันว่าเป็นนโยบายดาวล้านดวง มีดาวสวยหรูเต็มท้องฟ้าแล้วให้แต่ละหน่วยงานไปจับดาวกันคนละดวง แต่ไม่มีดาวเหนือดวงเดียวกันที่นำทาง ทำให้ทุกหน่วยงานไปกันคนละทิศละทาง ทำให้การใช้งบประมาณลงทุนที่ผ่านมาเต็มไปด้วยการซื้อของที่ไม่จำเป็น ลงทุนแบบไม่คุ้มค่า หรือลงทุนแบบซ้ำซ้อน" สุรเชษฐ์กล่าว

สุรเชษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่น่าหวาดเสียวคือ การจัดงบประมาณแบบนี้ทำให้ประเทศไม่พัฒนา ไม่ว่าจะสารพัดโครงการประชารัฐต่างๆ หรือนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่ การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส จัดงบแบบประเทศไม่อยากพัฒนา มือใครยาวสาวได้สาวเอาต้องแย่งงบประมาณกันใช้ สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาได้ นี่เป็นสาเหตุให้เราต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงบประมาณในด้านการลงทุนให้ได้ ถ้าอนาคตใหม่ได้เป็นรัฐบาล เราจะเข้าไปปรับแผนยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนขึ้นมา เราจะไม่ทำทุกอย่างแบบดาวล้านดวงที่ผ่านมา

"ประการต่อมา เราต้องเปลี่ยนจาก ‘กรุงเทพคือประเทศไทย’ เป็นการกระจายอำนาจและเม็ดเงินสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง นอกจากนี้จะต้องเป็นการลงทุนเพื่อทุกคน คือการให้อำนาจการตัดสินใจกับท้องถิ่นมากขึ้น สร้างงานในท้องถิ่นมากขึ้น แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง และสุดท้าย ด้วยความจำกัดของงบประมาณ เราต้องออกแบบการลงทุนที่ต้องคุ้มค่าและไม่ซ้ำซ้อนให้ได้ และนี่คือสิ่งที่อนาคตใหม่จะทำ" สุรเชษฐ์กล่าว

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเหตุว่า ในการโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯนั้น พรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้โหวตคว่ำ แต่งดออกเสียงทั้ง 3 วาระ

https://www.thaipost.net/main/detail/54486



นายกฯกล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เป็นการดำเนินนโยบายแบบขาดดุล

จำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 2,392,314.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 74.8 ของวงเงินงบประมาณ

รายจ่ายลงทุน จำนวน 655,805.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.5

รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 62,709.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.9

และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.8

ซึ่งอยู่ภายในกรอบวินัยการเงินการคลัง 

https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_238870

ในบรรดางบประมาณ อย่าลืมว่า รัฐบาลตัองมีงบใช้หนี้จำนำข้าวปีละ 30,000 ล้านบาท

เงินเดือนสว.ส.ส.ในสภาก็มาจากเงินงบประมาณ ไม่เห็นส.ส.อนาคตไหม้และกมธ.จะปรับลดลงเลย

ไม่เห็นด้วยแต่ไม่โหวตค้านให้ประชาชนเห็นๆ จะงดออกเสียงทำไมทั้งพรรค

ทำไมไม่โหวตคว่ำงบประมาณ พูดเอาดีใส่ตัวอีกแล้วพรรคนี้

ชกลมนอกสภาพูดเอามันพูดเอาได้แต่ฝ่ายเดียวอย่างนี้เอง  หน้าถลอกไปเถอะค่ะ

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่