กำลังจะเข้านอน พอดีเห็นข่าวนี้ เลยคิดว่า น่าสนใจ
อยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเองในเรื่อง การทำงานที่บ้าน (Telework)
ที่ทำงาน(ในค่าย) ในแต่ละออฟฟิต จะมีกฏ ระเบียบ เรื่องการทำงานที่บ้าน ต่างกันเล็กน้อย
กล่าวคือ ออฟฟิตข้างเคียง เขาอนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้อาทิตย์ละ 1 วัน ให้เลือกเองว่าจะทำวันไหน
ส่วนออฟฟิตเรา จะอนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้เฉพาะวันที่มีเหตุจำเป็นเท่านั้น (situational telework)
เหตุจำเป็นที่ว่า เช่น พายุหิมะ น้ำท่วม หรือเขาสั่งปิดค่าย (ด้วยเหตุฉุกเฉิน)
นอกเหนือจากนี้ เราอาจจะ...คุยกับหัวหน้าได้ ว่า ขอทำงานที่บ้านได้ไหม ไม่อยากลา
เหตุจำเป็นยังไง ก็ว่าไป...หัวหน้าจะอนุญาตหรือไม่ ก็อีกเรื่อง
ก่อนจะทำงานจากบ้านได้ ต้องมีการอบรม (ออนไลน์) ได้ใบเซอร์ฯ
แล้วก็ต้องทำ telework agreement ปีต่อปี
ก่อนหน้านั้น การทำงานที่บ้าน เราแค่อีเมล์บอกหัวหน้าตอนเริ่มงาน (อาจจะเซย์ ไฮด์ หรือ กู๊ดมอร์นิ่งอะไรก็ว่าไป)
พอเลิกงาน ก็อีเมล์อีกรอบ (แฮฟอะกู๊ดไนท์อะไรก็ว่าไป) แค่นี้
ตอนหลัง มีบางคน abuse ระบบ ก็อย่างที่ กลัว ๆ กันน่ะแหละ คือ ไม่ได้ทำงานหรอก
เอาเวลาไปทำเรื่องส่วนตัวบ้าง ไม่อยู่หน้าคอมฯ บ้าง ก็เลยมีการออกกฏใหม่ว่า
ถ้าจะเทเลเวิร์ค เธอต้องออนไลน์ skype นะ (ใช้ skype for business) เจ้าสไกยม์จะ inactive ได้ไม่เกิน 15 นาที
ทำเอาคนบ่นกันระงม (ออฟฟิตข้างเคียงนะที่บ่น พวกเราไม่เดือดร้อน...เพราะไม่ค่อยได้ telework กันไง ฮ่ะๆๆ)
สาเหตุที่ออฟฟิตเรา ไม่อนุญาตให้มี regular telework day เขาให้เหตุผลว่า พวกเราต้องซัพพอร์ต customer นะ
เธอจะมาทำงานที่บ้านได้ไง เวลาลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ เธอจะซัพพอร์ตเขายังไง...นี้ก็ทำเอาหลายคนบ่นเหมือนกัน
เพราะบางคนย้ายมาจากที่อื่น ที่เขาอนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้สัปดาห์ละวัน สองวัน มาเจอแบบ ไม่ให้สักวัน!!!
การทำงานที่บ้าน จะเหมาะสำหรับลักษณะงานที่ไม่ต้องการตัวคนเป็น ๆ present อยู่ในงาน
การทำงานที่บ้าน มันมีข้อดี มันทั้งประหยัดเวลา (ไม่ต้องฝ่าจราจรไปทำงาน) ทั้งประหยัดน้ำมันรถ
ทำงานก็มีสมาธิกว่า ไม่ต้องมีเสียงชาวบ้านคอยรบกวน
ไม่ต้องคุยกับชาวบ้าน (บางคนเขาก็มาชวนเราคุยไง) ... ตอนนี้ นึกออกแค่ไหน
ส่วนข้อเสียที่เห็นคือ บางคนอาจจะ abuse ระบบ อย่างว่า และมันมี บางคน ที่ไม่ชอบทำงานเงียบ ๆ ก็มี เหอ ๆ...
เมืองไทย ก็น่าจะลองดูสักตั้งนะ ยิ่ง กทม. เนี่ย ทั้งรถติด ทั้ง PM 2.5... situational telework ไปเลยค่ะ ^_^


[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้วันนี้ (13ม.ค.63) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโลก และพฤติกรรมของคนนี่เอง สิ่งที่ต้องคิดคือจะรับมืออย่างไร ตนเคยเสนอให้ทำงานที่บ้าน แล้วมีผู้ออกมาค้าน บอกว่าคนจะขี้เกียจ ไม่ทำงาน แต่จริงคนเราทำงาน ได้เงิน อยู่ที่ไหนเขาก็ทำ มันต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้กันใหม่ หน่วยงานเอกชน ท่านสามารถทำได้เลย ส่วนหน่วยงานราชการ ตนต้องไปหารือกับภาคส่วนอื่นๆก่อนว่าทำได้หรือไม่ ทำได้แค่ไหน
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เดินตามแนวทางนี้จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างไร ตนก็ต้องไปคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนตัวต้องการให้แนวคิดข้างต้นปฏิบัติได้จริง เพราะเป็นการเซฟสุขภาพประชาชนในหลายๆทางแน่นอน
นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขสำรองหน้ากากป้องกันฝุ่นพิษไว้แล้ว ประชาชนไปรับบริการได้ แต่หากใครมีกำลังทรัพย์จัดหาได้เอง ก็ขอให้บริการตนเอง เพราะภาครัฐ ไม่สามารถแจกจ่ายได้ครบทุกคน นอกจากนั้น แม้เราจะรับรักษาทุกความเจ็บป่วย แต่ประชาชนต้องตระหนักถึงการดูแลสุขภาพตัวเองบ้าง การออกกำลังกายในที่โล่งแจ้ง ต้องตรวจสอบค่าฝุ่น ว่าสมควรจะออกไปวิ่งหรือไม่
https://www.tnnthailand.com/content/26234?utm_source=social&fbclid=IwAR1Z5kky0LlHFJOYDCDCboU0lzh9r3i7rYc0O8ROdVUCphV82EuLiZqeeZM
ทำงานที่บ้าน แนวทางที่คุณ ‘อนุทิน’ เสนอ เป็นไปได้ไหม ที่ไทย??
อยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเองในเรื่อง การทำงานที่บ้าน (Telework)
ที่ทำงาน(ในค่าย) ในแต่ละออฟฟิต จะมีกฏ ระเบียบ เรื่องการทำงานที่บ้าน ต่างกันเล็กน้อย
กล่าวคือ ออฟฟิตข้างเคียง เขาอนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้อาทิตย์ละ 1 วัน ให้เลือกเองว่าจะทำวันไหน
ส่วนออฟฟิตเรา จะอนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้เฉพาะวันที่มีเหตุจำเป็นเท่านั้น (situational telework)
เหตุจำเป็นที่ว่า เช่น พายุหิมะ น้ำท่วม หรือเขาสั่งปิดค่าย (ด้วยเหตุฉุกเฉิน)
นอกเหนือจากนี้ เราอาจจะ...คุยกับหัวหน้าได้ ว่า ขอทำงานที่บ้านได้ไหม ไม่อยากลา
เหตุจำเป็นยังไง ก็ว่าไป...หัวหน้าจะอนุญาตหรือไม่ ก็อีกเรื่อง
ก่อนจะทำงานจากบ้านได้ ต้องมีการอบรม (ออนไลน์) ได้ใบเซอร์ฯ
แล้วก็ต้องทำ telework agreement ปีต่อปี
ก่อนหน้านั้น การทำงานที่บ้าน เราแค่อีเมล์บอกหัวหน้าตอนเริ่มงาน (อาจจะเซย์ ไฮด์ หรือ กู๊ดมอร์นิ่งอะไรก็ว่าไป)
พอเลิกงาน ก็อีเมล์อีกรอบ (แฮฟอะกู๊ดไนท์อะไรก็ว่าไป) แค่นี้
ตอนหลัง มีบางคน abuse ระบบ ก็อย่างที่ กลัว ๆ กันน่ะแหละ คือ ไม่ได้ทำงานหรอก
เอาเวลาไปทำเรื่องส่วนตัวบ้าง ไม่อยู่หน้าคอมฯ บ้าง ก็เลยมีการออกกฏใหม่ว่า
ถ้าจะเทเลเวิร์ค เธอต้องออนไลน์ skype นะ (ใช้ skype for business) เจ้าสไกยม์จะ inactive ได้ไม่เกิน 15 นาที
ทำเอาคนบ่นกันระงม (ออฟฟิตข้างเคียงนะที่บ่น พวกเราไม่เดือดร้อน...เพราะไม่ค่อยได้ telework กันไง ฮ่ะๆๆ)
สาเหตุที่ออฟฟิตเรา ไม่อนุญาตให้มี regular telework day เขาให้เหตุผลว่า พวกเราต้องซัพพอร์ต customer นะ
เธอจะมาทำงานที่บ้านได้ไง เวลาลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ เธอจะซัพพอร์ตเขายังไง...นี้ก็ทำเอาหลายคนบ่นเหมือนกัน
เพราะบางคนย้ายมาจากที่อื่น ที่เขาอนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้สัปดาห์ละวัน สองวัน มาเจอแบบ ไม่ให้สักวัน!!!
การทำงานที่บ้าน จะเหมาะสำหรับลักษณะงานที่ไม่ต้องการตัวคนเป็น ๆ present อยู่ในงาน
การทำงานที่บ้าน มันมีข้อดี มันทั้งประหยัดเวลา (ไม่ต้องฝ่าจราจรไปทำงาน) ทั้งประหยัดน้ำมันรถ
ทำงานก็มีสมาธิกว่า ไม่ต้องมีเสียงชาวบ้านคอยรบกวน
ไม่ต้องคุยกับชาวบ้าน (บางคนเขาก็มาชวนเราคุยไง) ... ตอนนี้ นึกออกแค่ไหน
ส่วนข้อเสียที่เห็นคือ บางคนอาจจะ abuse ระบบ อย่างว่า และมันมี บางคน ที่ไม่ชอบทำงานเงียบ ๆ ก็มี เหอ ๆ...
เมืองไทย ก็น่าจะลองดูสักตั้งนะ ยิ่ง กทม. เนี่ย ทั้งรถติด ทั้ง PM 2.5... situational telework ไปเลยค่ะ ^_^
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้