JJNY : หมวดเจี๊ยบชี้ 3เงื่อนไขทำไมคนรุ่นใหม่ ร่วมวิ่งไล่/34วัน ฟาร์มไก่ปารีณายังเงียบ/เครือข่ายยางใต้ตอนกลางถาม3พรรคร่วม

กระทู้ข่าว
"หมวดเจี๊ยบ" ชี้ 3 เงื่อนไข โว ทำไมคนรุ่นใหม่ ร่วม "วิ่งไล่ลุง" เพียบ
https://www.thairath.co.th/news/politic/1746465
 
 
"หมวดเจี๊ยบ" ชี้ เงื่อนไข ทำคนรุ่นใหม่ "วิ่งไล่ลุง" จำนวนมาก คือ ปัญหา 2 มาตรฐาน-ล้มเหลวแก้เศรษฐกิจ และปิดกั้นเสรีภาพประชาชน จี้ เสียสละ ลาออก 
 
วันที่ 13 ม.ค. ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากกิจกรรมวิ่งไล่ลุง จะเห็นว่ามีสัดส่วนของคนรุ่นใหม่เข้าร่วมกิจกรรมค่อนข้างเยอะ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้คนหนุ่ม-สาว ออกมาแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลประยุทธ์ จำนวนมากขนาดนี้ น่าจะเกิดจากเงื่อนไข 3 ประการ คือ
 
1. ปัญหา 2 มาตรฐานในสังคมไทย เพราะคนฝ่ายรัฐบาลทำอะไรก็ไม่ผิด เช่น นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลบุกรุกป่าสงวน ก็ยังลอยนวลอยู่ได้ หรือนักการเมืองที่ย้ายค่ายไปอยู่กับรัฐบาล หรือทำตัวเป็นงูเห่า ก็รอดคดีได้ราวกับมีปาฏิหาริย์ เป็นต้น
 
เงื่อนไขที่ 2 คือ ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่บริหารประเทศมานาน 5-6 ปี ทำให้คนไทยยากจน และเป็นหนี้ท่วมหัวเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยแบงก์ชาติ ระบุว่า คนไทยเป็นหนี้ภาคครัวเรือน 13 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย และเป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยครึ่งหนึ่งของคนรุ่นใหม่ อายุ 30 ปี กำลังเป็นหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อรถยนต์ และ 20% ของหนี้เสียหรือ NPL กระจุกตัวอยู่กลุ่มคนอายุ 29 ปี ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ และนอกจากจะเป็นหนี้แล้ว ยังหางานทำยาก เพราะตัวเลขคนตกงานไตรมาส 3 ของปี 2562 มีจำนวน 385,000 คน โดย 45% ของผู้ตกงาน เป็นคนจบปริญญาตรี ในขณะที่มีธุรกิจจดทะเบียนเลิกกิจการ ถึง 14,070 แห่ง ณ เดือนตุลาคม 2562 ซึ่งมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ก็ตกต่ำที่สุดในรอบ 68 เดือน  เพราะคนไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง และไม่เชื่อมั่นว่า จะมีงานทำ
 
นอกจากนี้ ยอดการส่งออกก็ติดลบหนักที่สุดในรอบ 4 ปี ทำให้รายได้การส่งออกไทยหายไป 400,000 ล้านบาท และคาดว่าภาพรวมการส่งออกไทยทั้งปี 2562 น่าจะติดลบมากกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ เพราะยอดส่งออกในไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 ติดลบถึง 4.64 % ซึ่งติดลบหนักที่สุดในรอบ 4 ปี เมื่อบวกเข้ากับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากที่สุดในเอเชีย เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ส่งผลให้ ส่วนแบ่งของสินค้าไทยในตลาดโลกลดลงเหลือ 1.38 % จากเดิมมีส่วนแบ่ง 1.5% โดยตลาดสินค้าที่หายไป คือ จีนและอินเดีย
 
ส่วนเงื่อนไขที่ 3 คือ ปัญหาการปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างหนักในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกอึดอัดจึงออกมาแสดงพลังดังกล่าว ทั้งๆ ที่ โดนกีดกันทุกวิถีทาง ทั้งส่งเจ้าหน้าที่ตามประกบคนที่จะเข้าร่วมกิจกรรม และดิสเครดิตว่า กิจกรรมดังกล่าวสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองและยังมีการปล่อยข่าวข่มขู่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมว่า อาจไม่ปลอดภัยจากมือที่สาม แต่คนรุ่นใหม่ก็ยังออกมาแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลประยุทธ์จำนวนมากอยู่ดี คงเพราะคนรุ่นใหม่ เป็นห่วงอนาคตของประเทศ มากกว่าห่วงความปลอดภัยของตัวเอง และสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขาไม่ใช่มือที่สาม แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ กลัวมากกว่า คือ กลัวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่บริหารประเทศนานเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้ประเทศถอยหลังลงคลอง และเศรษฐกิจจะยิ่งพังพินาศ
 
ทั้งนี้ จะเห็นว่า เงื่อนไขที่ทำให้คนรุ่นใหม่ออกมาแสดงพลังขับไล่รัฐบาล ก็เป็นเงื่อนไขเดิมๆ ที่เคยทำให้เกิดม็อบคนเสื้อแดงในอดีต นอกจากนี้ กลุ่มคนที่สร้างเงื่อนไขสองมาตรฐานในสังคมไทย ก็ยังเป็นกลุ่มคนเดิม ๆ แต่วันนี้ แต่งหน้าทาปากใหม่ แปลงร่างกลายเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล บ้างก็ใส่สูทเป็น ส.ว. บ้างก็เป็น ส.ส. เป็นต้น ดังนั้น คนเหล่านี้ก็อย่าไปสบประมาทใครว่าเป็นม็อบข้างถนน เพราะที่มาในการเข้าสู่อำนาจของพวกท่านก็คือ ม็อบข้างถนน ที่สมคบคิดกันแบ่งอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และปูทางให้ทหารยึดอำนาจในอดีต ในส่วนของรัฐบาล ก็ไม่ควรรับมือม็อบขับไล่รัฐบาลด้วยการจัดม็อบชนม็อบ เพราะจะยิ่งเติมไฟของความขัดแย้ง และหาก พล.อ. ประยุทธ์ ไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย ก็ควรเสียสละด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อหลีกทางให้คนอื่นเข้ามาแก้ปัญหา และกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศ บ้านเมืองจะได้เจริญขึ้นและไม่วุ่นวาย.
  
 

 
34 วัน ที่ดินฟาร์มไก่ ‘ปารีณา’ ยังเงียบเชียบ รอกฤษฎีกาตอบข้อหารือ
https://www.thairath.co.th/news/politic/1746545
 
ฟาร์มไก่ ‘ปารีณา’ เขาสนฟาร์ม จ.ราชบุรี ยังเงียบเชียบ ไร้จนท.จากหน่วยงานใดเข้าไปตรวจสอบ รอกฤษฎีกาตอบข้อหารือ ขณะสำนักงานปฏิรูปที่ดิน ยังอ้าง ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้ หวั่น คลาดเคลื่อน
 
จากกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ บุกรุกป่าสงวนกว่า 46 ไร่ ใกล้แม่น้ำภาชี และครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.โดยมิชอบ 682 ไร่ ก่อนกรมป่าไม้แจ้งความกับ บก.ปทส.ดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา และทาง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี พร้อมรับมอบพื้นที่เขาสนฟาร์มจำนวน 682 ไร่ ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.62 ที่ผ่านมานั้น
 
จนเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.62 ผู้สื่อข่าวไทยรัฐพบว่า บริเวณหน้าฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี ได้นำป้ายประกาศไปติดบริเวณด้านหน้าประตูมีข้อความว่า 
 
“ประกาศสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี ที่ดินแปลงนี้เป็นทรัพย์สินของทางราชการ ในความดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จึงขอประกาศเพื่อทราบโดยทั่วกันดังนี้ 
1.ห้ามบุกรุกเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดิน 
2.ห้ามขนย้ายวัสดุสิ่งของ หรือทรัพย์สินใดๆ ออกนอกบริเวณพื้นที่ ยกเว้นเป็นผู้ได้รับอนุญาตจาก ส.ป.ก.ก่อนเท่านั้น
ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี”
  
โดยนับจากวันที่ทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี ได้นำป้ายไปติดตั้งจนถึงวันนี้ รวมระยะเวลา 34 วัน แต่ยังไร้วี่แววที่ทาง ส.ป.ก. หรือหน่วยงานใด จะเข้าไปดำเนินการรื้อถอนฟาร์มไก่ เพื่อนำพื้นที่มาจัดสรรให้กับเกษตรกร คนยากจน ที่ไม่มีพื้นที่ทำกิน และมีคุณสมบัติที่จะได้สิทธิ์ที่ดินทำกินอยู่อาศัยตามนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวว่า ได้สั่งให้เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับผู้บุกรุกครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ทุกราย โดยกำชับให้ ส.ป.ก. นำที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน โดยอนุญาตให้ผู้มีคุณสมบัติซึ่งลงทะเบียนขอรับการจัดสรรสิทธิ์ไว้วางใจต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีเข้าทำกินได้เร็วที่สุด
  
ล่าสุดวันนี้ (13 ม.ค.63) ทางผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ได้เดินทางไปที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี เพื่อสอบถามในการดำเนินการเข้าฟาร์มไก่ ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี แต่นายสุรินทร์ หาญมนัสเวทย์ ปฏิรูปที่ดิน จ.ราชบุรี ไม่อยู่ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า นายสุรินทร์ ไปประชุม และทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้ เพราะอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในข้อมูลได้ ซึ่งก่อนนี้หน้าเมื่อวันที่ (8 ม.ค.63) ทางผู้สื่อข่าวได้สอบถามทาง ปฏิรูปที่ดิน จ.ราชบุรี และได้รับคำตอบเช่นเดียวกันว่า ไม่สามารถให้ข้อมูลได้เนื่องจากข่าวดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนมาก ทางกรมต้นสังกัด จึงกำชับไม่ให้ข้อมูล เกรงว่าอาจเกิดความคลาดเคลื่อนในข้อมูลได้ ส่วนผู้ที่จะสามารถให้ข้อมูลในเรื่องนี้ได้ คือ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เท่านั้น โดยวันที่ (9 ม.ค.63) ทางกรมฯ ได้เรียกให้ทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี เข้าประชุมในช่วงบ่าย เพื่อวางแนวทางในการปฏิบัติงานในพื้นที่ “เขาสนฟาร์ม”
  
ต่อมา ทางผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปยังบริเวณหน้าฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยพบว่าที่หน้าฟาร์มนั้นยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาตรวจสอบแต่อย่างใด ด้านในของฟาร์มไก่ไม่พบบุคคลอยู่ภายใน หน้าประตูทางเข้านั้นมีการล็อกกุญแจไว้อย่างแน่นหนาถึง 2 ชั้น ส่วนบริเวณที่เป็นที่ตั้งกองขี้ไก่ก็ไม่มีแล้ว คาดว่าน่าจะมีการขนย้ายออกไปแล้วก่อนหน้านี้ และบริเวณที่เป็นฟาร์มวัวซึ่งอยู่ตรงข้ามกับฟาร์มไก่นั้นขณะนี้ก็ไม่มีฝูงวัวอยู่แล้วเช่นกัน
 
ด้าน พ.ต.อ.ไวโรจน์ แน่นพิมาย ผกก.สภ.จอมบึง จ.ราชบุรี กล่าวว่าทาง สภ.จอมบึง ได้มีการดูแลพื้นที่ปกติอยู่แล้ว และที่ผ่านมาทาง สภ.จอมบึง ยังไม่ได้รับการประสานงานเรื่องที่จะมีเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. หรือป่าไม้ จะเข้าพื้นที่ฟาร์มไก่ ถ้ามีการประสานมาเรื่องมา ทาง สภ.จอมบึง ก็มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดูแลความปลอดภัยให้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องคดีเกี่ยวกับเรื่องฟาร์มไก่ และที่ดินของ น.ส.ปารีณา สำนวนได้ส่งไปที่ บก.ปทส.แล้ว
 
ส่วนด้าน นายพัฒนะ ศิริมัย ผอ.ศูนย์ป่าไม้ราชบุรี กล่าวว่า ทางกรมป่าไม้ ได้มีการดำเนินคดีโดยส่งฟ้องเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.62 ที่สำนักงาน บก.ปทส. ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนของการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทาง บก.ปทส. ได้มีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลไปแล้วบางส่วน และได้มีการสอบปากคำพยานไปบางส่วนแล้ว โดยเฉพาะพยานของในส่วนเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ส่วนพื้นที่ที่เหลือ 682 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. ทางป่าไม้ได้ทำเรื่องหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ในพื้นที่ 682 ไร่ ที่อยู่ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. ทางกรมป่าไม้ยังมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการการกระทำความผิดหรือไม่อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาทางกรมป่าไม้ได้นำข้อมูลเพิ่มเติมไปมอบให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างรอการตอบข้อหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างเป็นทางการ เพื่อที่จะถือเป็นแนวทางใช้กฎหมายป่าไม้ ในพื้นที่ ส.ป.ก. ต่อไป ซึ่งมันก็จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับการใช้กับกรณีการดำเนินคดีกับผู้ถือครอบครองพื้นที่ ส.ป.ก. รายอื่นๆ ให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่