เคยมีความรู้สึกว่า..อยู่ดีๆก็ถูกบางอย่างกระชากแรงๆจนทำให้เห็นถึงความจริงที่พยามหลอกตัวเองมั้ยคะ?
.
.
ปล.ยาวหน่อยนะ
.
.
เราคบกับแฟนมาเกือบปีแล้ว ทุกอย่างราบรื่นมีทะเลาะเข้าใจผิดกันบ้างแต่ก็ได้คุยกันปรับความเข้าใจกันตลอด ตอนนี้เราใกล้จะต้องเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองแล้ว ที่บ้านของเราพ่อกับแม่เราบอกเราอยู่เสมอว่าเรียนให้เก่งไว้อยากจะเรียนหรือเป็นอะไรก็จะได้เป็น เราไม่ได้เชื่อมันนักหรอกจนกระทั่งเราถึงเวลาที่จะต้องเลือดมันแล้วเรากลับไม่มีเป้าหมายอะไรเลย สุดท้ายเราตัดสินใจเรียนสายวิทย์ที่สามารถทำให้เรามีทางเลือกหลายทางได้ในอนาคต ในปีหลังๆร.ร.ของเราแผนการเรียนวิทย์เริ่มด้อยกว่าศิลแล้วเราเลยมองหาร.ร.อื่นสอบดู
แน่นอนว่า มันยาก และต้องเตรียมตัว
เราเริ่มโฟรกัสกับอนาคตตัวเองมากขึ้น เริ่มมีความฝันและแรงบันดาลใจ เราดีใจนะแต่มันแลกกับการที่เราจำเป็นต้องทิ้งแฟนของเราไว้ข้างหลัง เราทำให้เข้ารอเราแม้ว่าเรารู้ว่าเขาเต็มใจแต่เราอยากให้เขาไปหาคนอื่นไมอยากให้มารอเรา เราไม่สามารถจัดการตัวเองได้เราไม่สามารถโฟกัสทั้งอนาคตเรากับคนรักเราได้ เราอยากเต็มที่แล้วก็เอนจอยไปกับความฝันของเราแบบไม่ต้องรีบเร่งเพื่อคนที่รอเรา เราอยากใช้ชีวิตอยากเรียนรุ้อยากผิดพลาดด้วยประสบการณ์และศักยภาพของตัวเอง
ประมาณเกือบครึ่งปีก่อนเราสองคนเริ่มมีปัญหาเรื่องเวลา เวลาที่เราไม่ได้มีให้กันมากเหมือนเมื่อก่อน ช่วงขณะนึงที่เราทะเลาะกัน ประโยคนึงของเขาทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนกระชากแรงๆให้ได้รู้สึกตัวว่าควรเจอความจริงได้แล้วนะ
เราไม่ชอบการจมปลักกับอดีตหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ดังนั้นเราจึงยอมรับได้ทุกๆการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งกับเราเองและคนรอบๆตัวเรา เราพยามใจดีกับตัวเองด้วยการไม่ยึดติดมันมากนัก เราไม่ได้จะลืมมันนะเพราะเราจะลืมมันไม่ได้มันคือครูที่สอนเราว่าทำแบบนั้นแบบนี้มันไม่ดีนะต้องแก้ไขยังไง เราหวังความเสมอภาคจากทุกคนเสมอ หวังว่าเขาจะมอบมันกลับคืนมาให้เราบ้าง(แม้ว่าจะมั่นใจว่าไม่ค่อยได้คืนก็เถอะ55)
หลังจากที่เราทะเลาะกันครั้งนั้นเราก็คืนดีกันปรับความเข้าใจกันเหมือนเดิม...แต่จิตใจของเราไม่เหมือนเดิม
เราเริ่มเห็นปัญหามากขึ้น เรารู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่าการหายใจมันยากเพราะมันอกมันหนักอึ้งเหมือนมีอะไรมาอยู่ใช้ปอดเราเป็นบ้าน เราเริ่มเห็นว่าการที่เรานำเรื่องที่เราไม่สบายใจไปปรึกษาเขาทำให้เขาไม่สบายใจเขาหลุดพูดมันมา2-3ครั้งน่ะนะตอนที่เขาทนไม่ไหว เห็นแบบนั้นก็เลยคิดว่าตัวเองไม่ควรแสดงให้เขาเหนนะว่าว่าเราเหนื่อยเราอยากได้กำลังใจจากเขาเหมือนกันเลยบีบให้ความรู้สึกเหนื่อยกลายเป็นก้อนกลมๆแล้วฝังมันในสักส่วนของจิตใจแทน เราเลือกที่จะเลิกมองหาความช่วยเหลือจากคนอื่น ดิ้นรนเอง เหนื่อยหน่อย ล้าบ้าง ร้องไห้เองก็ปลอบตัวเองเอง เพราะสุดท้ายแม้ว่าเราจะมีใครที่พร้อมเคียงข้างแต่คนที่เคียงข้างเราไปตลอดกาลยันวันสุดท้ายก็คือตัวเราเองเท่านั้น
จากนั้นเราก็คิดถึงการเลิกกัน นึกย้อนได้ว่าเราช่างใจดีกับคนอื่นแต่ใจร้ายกับตัวเองจริงๆ โยนตัวเองเข้าไปอยุ่เป็นเพื่อนกับเขาที่เผชิญปัญหา จนตอนนี้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว เราก็ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จแล้ว
เราอยากใจดีกับตัวเองบ้างหลังจากที่ใจร้ายมาตั้งนาน เกือบปีที่คบกันเป็นความสุขซะครึ่งปวดใจซะครึ่ง อยากเอาตัวเองออกมาจากจุดนั้นซะแล้วก็จริงจังกับอนาคต
.
.
.
เรายังมีความห่วงใยให้เขาเหมือนเดิมนะ เราขอโทษที่ในเวลานั้นเราดันไปตั้งชื่อสถานะว่างๆของเราว่าคนรักมันเลยกลายเปนแบบนี้ กลายเป็นเสียเวลาตั้งปีที่จะมองหาคนที่ใช่ ขอโทษนะ
.
.
.
.
.
เห็นแก่ตัวเนาะ
.
.
.
.
.
.
ขอบคุณที่อ่านจนจบ(รึเปล่าหว่า?)แค่อยากระบายมันออกมาสิ่งที่เรารู้สึกและคิดอยู่ แม้ว่าในสุดท้ายนี้เราเลือกที่จะไม่พูดมันอกไปให้เขารู้ว่า
ระหว่างเรามันไม่ใช่ แฟน หรือ คนรัก กันมาตั้งแต่ต้น
เข้ามาอ่านเล่นๆได้นะคิดซะว่าเป็นเรื่อง(ไม่)แต่งซักเรื่องนึงก็พอ
.
.
ปล.ยาวหน่อยนะ
.
.
เราคบกับแฟนมาเกือบปีแล้ว ทุกอย่างราบรื่นมีทะเลาะเข้าใจผิดกันบ้างแต่ก็ได้คุยกันปรับความเข้าใจกันตลอด ตอนนี้เราใกล้จะต้องเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองแล้ว ที่บ้านของเราพ่อกับแม่เราบอกเราอยู่เสมอว่าเรียนให้เก่งไว้อยากจะเรียนหรือเป็นอะไรก็จะได้เป็น เราไม่ได้เชื่อมันนักหรอกจนกระทั่งเราถึงเวลาที่จะต้องเลือดมันแล้วเรากลับไม่มีเป้าหมายอะไรเลย สุดท้ายเราตัดสินใจเรียนสายวิทย์ที่สามารถทำให้เรามีทางเลือกหลายทางได้ในอนาคต ในปีหลังๆร.ร.ของเราแผนการเรียนวิทย์เริ่มด้อยกว่าศิลแล้วเราเลยมองหาร.ร.อื่นสอบดู
แน่นอนว่า มันยาก และต้องเตรียมตัว
เราเริ่มโฟรกัสกับอนาคตตัวเองมากขึ้น เริ่มมีความฝันและแรงบันดาลใจ เราดีใจนะแต่มันแลกกับการที่เราจำเป็นต้องทิ้งแฟนของเราไว้ข้างหลัง เราทำให้เข้ารอเราแม้ว่าเรารู้ว่าเขาเต็มใจแต่เราอยากให้เขาไปหาคนอื่นไมอยากให้มารอเรา เราไม่สามารถจัดการตัวเองได้เราไม่สามารถโฟกัสทั้งอนาคตเรากับคนรักเราได้ เราอยากเต็มที่แล้วก็เอนจอยไปกับความฝันของเราแบบไม่ต้องรีบเร่งเพื่อคนที่รอเรา เราอยากใช้ชีวิตอยากเรียนรุ้อยากผิดพลาดด้วยประสบการณ์และศักยภาพของตัวเอง
ประมาณเกือบครึ่งปีก่อนเราสองคนเริ่มมีปัญหาเรื่องเวลา เวลาที่เราไม่ได้มีให้กันมากเหมือนเมื่อก่อน ช่วงขณะนึงที่เราทะเลาะกัน ประโยคนึงของเขาทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนกระชากแรงๆให้ได้รู้สึกตัวว่าควรเจอความจริงได้แล้วนะ
เราไม่ชอบการจมปลักกับอดีตหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ดังนั้นเราจึงยอมรับได้ทุกๆการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งกับเราเองและคนรอบๆตัวเรา เราพยามใจดีกับตัวเองด้วยการไม่ยึดติดมันมากนัก เราไม่ได้จะลืมมันนะเพราะเราจะลืมมันไม่ได้มันคือครูที่สอนเราว่าทำแบบนั้นแบบนี้มันไม่ดีนะต้องแก้ไขยังไง เราหวังความเสมอภาคจากทุกคนเสมอ หวังว่าเขาจะมอบมันกลับคืนมาให้เราบ้าง(แม้ว่าจะมั่นใจว่าไม่ค่อยได้คืนก็เถอะ55)
หลังจากที่เราทะเลาะกันครั้งนั้นเราก็คืนดีกันปรับความเข้าใจกันเหมือนเดิม...แต่จิตใจของเราไม่เหมือนเดิม
เราเริ่มเห็นปัญหามากขึ้น เรารู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่าการหายใจมันยากเพราะมันอกมันหนักอึ้งเหมือนมีอะไรมาอยู่ใช้ปอดเราเป็นบ้าน เราเริ่มเห็นว่าการที่เรานำเรื่องที่เราไม่สบายใจไปปรึกษาเขาทำให้เขาไม่สบายใจเขาหลุดพูดมันมา2-3ครั้งน่ะนะตอนที่เขาทนไม่ไหว เห็นแบบนั้นก็เลยคิดว่าตัวเองไม่ควรแสดงให้เขาเหนนะว่าว่าเราเหนื่อยเราอยากได้กำลังใจจากเขาเหมือนกันเลยบีบให้ความรู้สึกเหนื่อยกลายเป็นก้อนกลมๆแล้วฝังมันในสักส่วนของจิตใจแทน เราเลือกที่จะเลิกมองหาความช่วยเหลือจากคนอื่น ดิ้นรนเอง เหนื่อยหน่อย ล้าบ้าง ร้องไห้เองก็ปลอบตัวเองเอง เพราะสุดท้ายแม้ว่าเราจะมีใครที่พร้อมเคียงข้างแต่คนที่เคียงข้างเราไปตลอดกาลยันวันสุดท้ายก็คือตัวเราเองเท่านั้น
จากนั้นเราก็คิดถึงการเลิกกัน นึกย้อนได้ว่าเราช่างใจดีกับคนอื่นแต่ใจร้ายกับตัวเองจริงๆ โยนตัวเองเข้าไปอยุ่เป็นเพื่อนกับเขาที่เผชิญปัญหา จนตอนนี้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว เราก็ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จแล้ว
เราอยากใจดีกับตัวเองบ้างหลังจากที่ใจร้ายมาตั้งนาน เกือบปีที่คบกันเป็นความสุขซะครึ่งปวดใจซะครึ่ง อยากเอาตัวเองออกมาจากจุดนั้นซะแล้วก็จริงจังกับอนาคต
.
.
.
เรายังมีความห่วงใยให้เขาเหมือนเดิมนะ เราขอโทษที่ในเวลานั้นเราดันไปตั้งชื่อสถานะว่างๆของเราว่าคนรักมันเลยกลายเปนแบบนี้ กลายเป็นเสียเวลาตั้งปีที่จะมองหาคนที่ใช่ ขอโทษนะ
.
.
.
.
.
เห็นแก่ตัวเนาะ
.
.
.
.
.
.
ขอบคุณที่อ่านจนจบ(รึเปล่าหว่า?)แค่อยากระบายมันออกมาสิ่งที่เรารู้สึกและคิดอยู่ แม้ว่าในสุดท้ายนี้เราเลือกที่จะไม่พูดมันอกไปให้เขารู้ว่า