JJNY : พท.ชำแหละความล้มเหลวทางการคลัง/พท.เชื่อคนไล่ลุงเพิ่ม หลังดอนเสี่ยงพาปท.อันตราย/“ชวน”รับส.ส.ยื่นศาลรธน.ได้

'เพื่อไทย' ชำแหละ ความล้มเหลวทางการคลัง 4 ระยะ ไล่ตั้งแต่ รบ.คสช.-ปัจจุบัน ต้นตอ ศก.เสื่อม เอื้อกลุ่มทุน-สารพัดแจกมั่วซั่ว
https://www.matichon.co.th/politics/news_1875380
 
 
เมื่อวันที่ 9 มกราคม นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) และคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคพท. ให้สัมภาษณ์ถึงความล้มเหลวของมาตรการทางการคลังของรัฐบาล คสช. ที่ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลปัจจุบันว่า 
 
ต้องอย่ามองว่ารัฐบาลนี้ทำงานมาแค่ 6 เดือน แต่อยากให้มองความเชื่อมโยงจากรัฐบาล คสช. มาถึงรัฐบาลปัจจุบัน และแนวทางการบริหารประเทศที่ผิดพลาดเรื้อรังและต่อเนื่องตลอดเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ขอฉายภาพว่าทำไมเศรษฐกิจไทยของเราจึงเสื่อมถอย ผมมองไปที่ความผิดพลาดเรื้อรังของมาตรการทางการคลังของรัฐบาล คสช. เชื่อมต่อมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน โครงหลักของมาตรการการคลังที่ผ่านมา สามารถแบ่งออกเป็น 4 ช่วงใหญ่ๆ แห่งความผิดพลาด 
 
ระยะที่ 1 พ.ศ. 2557-2558 ช่วงทำลายเศรษฐกิจฐานราก ช่วงแรกหลังการรัฐประหาร ยกเลิกมาตรการสนับสนุนสินค้าราคาเกษตรเกือบทั้งหมด ติดกับดักคำว่าประชานิยม โดยไม่เข้าใจว่าแก่นแท้ของว่าการสนับสนุนสินค้าการเกษตรเป็นสิ่งที่จำเป็นและช่วยประคองในช่วงที่การปรับโครงสร้างการผลิตยังไม่บรรลุผล ต้องทำควบคู่กันไป การยกเลิกมาตรการเหล่านั้นแบบกระทันหัน สะเทือนและทำลายเศรษฐกิจฐานรากแบบไม่ทันตั้งตัว และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหากำลังซื้อที่ล้มแล้วยังไม่ฟื้นจนถึงทุกวันนี้
 
นายเผ่าภูมิกล่าวต่อว่า ระยะที่ 2 พ.ศ. 2559-2560 ช่วง คสช. เถลิงอำนาจ มาตรการทางการคลังในช่วงนั้นถูกสังคมตั้งข้อสังเกตอย่างหนักถึงการเอื้อกลุ่มทุนกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการอีอีซีโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่สังคมตั้งคำถามว่าเป็นการยืมมือคนจนเป็นทางผ่านของเงินไปสู่คนรวยหรือไม่ เงินไม่ได้ถูกหมุนเวียนอยู่ในฐานรากแบบที่ควรจะเป็น ไม่สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น นอกจากนั้นยังหมายรวมถึงโครงการ Mega Project ต่างๆ  โดยละเลยการก่อสร้างขนาดเล็กแต่กระจายตัวที่สามารถสร้างงาน และการหมุนเวียนของห่วงโซอุปทานได้มากกว่า
 
ระยะที่ 3 พ.ศ. 2561-2562 ช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง เป็นช่วงสารพัดแจกมั่วซั่ว การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในระยะหลัง โครงการชิมช็อปใช้เฟสต่างๆ โครงการแจกเงินเที่ยว โครงการบ้านดีมีดาวน์ เหล่านี้เป็นการใช้งบประมาณแบบใช้ครั้งเดียวแล้วหมดไป ไม่มีผลเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ และยังเป็นการใช้ระบบคัดกรองอย่างเจาะจง (Targeting) ที่คุณภาพต่ำ กลายเป็นการแจกหว่านงบประมาณไปทั่ว ไร้ทิศทาง ซึ่งการแจกเงินแบบหว่านแบบนี้เป็นการใช้เงินที่มีตัวคูณทางเศรษฐกิจต่ำ มีผลต่อเศรษฐกิจต่ำ ไม่ใช่การใช้เงินอย่างชาญฉลาด
 
นายเผ่าภูมิ กล่าวอีกว่า ระยะที่ 4 พ.ศ. 2562-2563 ช่วงทุ่มให้สินเชื่อแต่ไร้กำลังซื้อ ไม่ว่าจะเป็นโครงการประชารัฐสร้างไทย มาตรการต่อเติมเสริมทุน SMEs สร้างไทย เป็นมาตรการการคลังที่ไม่ถูกกับช่วงเวลา ปัญหาของประเทศคือด้านอุปสงค์ คนไม่มีกำลังซื้อ ผู้ผลิตจึงไม่ผลิตของมาขาย แต่การทุ่มเงินจำนวนมากให้สินเชื่อแก่ภาคเอกชนในช่วงที่ไม่มีกำลังซื้อนั้น ผลประโยชน์จึงตกอยู่ในมือของเอกชนที่แข็งแกร่งและเป็นรายใหญ่อยู่แล้ว เอกชนรายย่อยไม่ได้ประโยชน์ เอกชนที่แข็งแรงอยู่แล้วกลับได้ประโยชน์ การใช้มาตรการทางการคลังที่ผิดพลาดเรื้อรังเป็นเวลาต่อเนื่องนั้นเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจประเทศ คนเสียประโยชน์คือประชาชนและประเทศ อยากฝากว่าการรับฟังและแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดไม่ใช่เรื่องที่น่าละอาย


 
พท.เชื่อ 'คนไล่ลุง' เพิ่มขึ้น หลัง 'ดอน' เสี่ยงพาปท.อันตราย พูดเรื่องสหรัฐ-อิหร่าน
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/861346
 
รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เชื่อ "คนไล่ลุง" เพิ่มมากขึ้น เหตุเบื่อรัฐบาล หลัง "ดอน" รมว.ต่างประเทศ เสี่ยงพาประเทศตกอยู่ในอันตราย กรณีพูดถึงสหรัฐ-อิหร่าน
 
นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อฯ ว่าอเมริกาได้ประสานมายังไทย 1 วันก่อนเกิดเหตุการณ์โจมตีผู้นำสูงสุดทางการทหารของอิหร่านนั้น ตนไม่เข้าใจว่านายดอนพูดเพื่ออะไร มีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ใด ของใคร ซึ่งหากพิจารณาตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ
  
เนื่องจากกรณีดังกล่าวอาจทำให้นายดอนขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ตาม รธน.มาตรา 160 (5) ที่บัญญัติว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ประกอบกับ พรบ.มาตรฐานทางจริยธรรมพ. ศ. 2562 มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า มาตรฐานทางจริยธรรม คือหลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะต้องคิดถึงประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยต้องคำนึงว่า การปฏิบัติหน้าที่ใดๆ เป็นเรื่องที่ควรกระทำหรือไม่ควรกระทำ นายชุมสายกล่าวต่อว่า อีกประเด็นหนึ่ง คือ รัฐธรรมนูญมาตรา 164 ที่บัญญัติว่า ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องมีความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินกิจกรรมต่างๆเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม
 
ดังนั้น การให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเช่นนั้น น่ากังวลว่า เป็นการก่อหรือนำประเทศเข้าสู่สนามความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศของมหาอำนาจหรือไม่ และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการกระทำในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ นายดอนฯ จึง ไม่สามารถที่จะปฏิเสธ ความรับผิดชอบในสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งเรื่องการทูตและการต่างประเทศเป็นเรื่อง สำคัญและละเอียดอ่อน มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นักการทูตรุ่นใหญ่อย่างนายดอนฯ ไม่ควรแสดงทรรศนะและพูดออกไปเช่นนั้น จึงต้องมีความรับผิด ชอบทางการเมือง
 
ซึ่งกรรมาธิการความมั่นคงมีอำนาจเชิญ นายดอนฯ มาชี้แจง ในเรื่องดังกล่าว ในทางการทูต ต้องถือว่าเป็นความไม่ฉลาดและผิดพลาดครั้งสำคัญ และเป็นการเสียมารยาททางการทูตอย่างรุนแรงหรือไม่ ซึ่งประเด็นที่พูดออกไป แม้เป็นความจริงก็ไม่ควรพูด เพราะเป็นการเปิดเผยความลับระหว่างประเทศ แต่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นความจริง ซึ่งถ้าไม่จริงแต่ไปพูด จะเสียหายยิ่งกว่า จึงควรต้องแสดงความรับผิดชอบในการกระทำครั้งนี้
 
และการที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคง บอกว่าเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศไม่กระทบความมั่นคง ยิ่งเป็นการซ้ำเติม สถานการณ์ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ หัวหน้ารัฐบาล ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้
 
นายชุมสายฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั่วโลกทราบและกังวลถึงปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างอเมริกา กับอิหร่าน ประเทศอิหร่าน เป็นประเทศมหาอำนาจในโลกอาหรับซึ่งไทยมีความสัมพันธ์อันดีในหลายมิติมาช้านาน การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้สถานะของประเทศและประชาชนสุ่มเสี่ยงตกอยู่ในอันตราย หากแต่ยังทำให้นานาชาติและมิตรประเทศในกลุ่มอาเซียนไม่สบายใจกับท่าทีของประเทศไทยด้วย เพราะเป็นการทำในฐานะ รมว.ต่างประเทศ ส่วนตัวเชื่อว่า คำพูดดังกล่าวทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยเบื่อรัฐบาลมากขึ้น และอาจส่งผลให้คนไทยออกมาวิ่งไล่ลุงมากขึ้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่