“พิชัย” ห่วงสงคราม สหรัฐ-อิหร่าน ทำเศรษฐกิจไทยยิ่งทรุด ชี้ “ดอน” ยิ่งแก้ตัวยิ่งผิด
https://www.matichon.co.th/politics/news_1875183
“พิชัย” ห่วง สงคราม สหรัฐ-อิหร่าน ทำเศรษฐกิจไทยยิ่งทรุด ชี้ “ดอน” ยิ่งแก้ตัวยิ่งผิด ควรต้องออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เย้ย รัฐบาลช่วงขาลงยิ่งพูดผิดพลาดสะเปะสะปะ ยิ่งเพิ่มคน “วิ่งไล่ลุง”
นาย
พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า รู้สึกกังวลสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ที่กำลังต่อสู้กันไปมาและทำท่าจะยิ่งทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ทรุดลงไปอีก โดยผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ไทยต้องเสียเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นในการนำเข้าน้ำมัน ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบว่า ในสมัยรัฐบาลพลเอก
ประยุทธ์ ราคาน้ำมันได้ลดลงมามากจากราคาในอดีตถึงกว่าครึ่งจากราคาเดิมที่ราคาเคยสูงถึงบาเรลละ 140 เหรียญ ลดลงมาอยู่ที่บาเรลละ 50-60 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ซึ่งทำให้ประเทศไทยประหยัดและลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันดิบได้ปีละหลายแสนล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลบริหารได้ดี เศรษฐกิจไทยคงต้องดีกว่านี้มาก และนี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าเป็นบวก ทั้งๆ ที่ส่งออกย่ำแย่ เพราะไทยสามารถลดการใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันดิบลงได้มากนั่นเอง ซึ่งหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับเดิมเศรษฐกิจไทยคงจะย่ำแย่กว่านี้มาก
โดยที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ลดราคาลงมาก แต่ราคาน้ำมันขายปลีกโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลยังอยู่ในระดับสูงเกือบเท่าราคาเดิมที่ลิตรละ 27-28 บาท สาเหตุเพราะรัฐบาลพลเอก
ประยุทธ์ ได้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นจากในอดีตที่เก็บลิตรละ 0.005 บาท (หรือเกือบไม่เก็บเลย) ขึ้นภาษีมาเป็นลิตรละ 5.99 บาท จึงเป็นสาเหตุที่ตนเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 5 บาท และสามารถทำได้ โดยที่ในอดีตไม่สามารถทำได้เพราะรัฐบาลในอดีตแทบไม่ได้เก็บภาษีนี้เลย ดังนั้นหากสงครามทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมาก รัฐบาลก็ควรจะพิจารณาลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันนี้ แต่ถ้ารัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตได้ตอนนี้เลย ก็จะช่วยค่าครองชีพของประชาชนได้มาก
ในขณะที่โลกกำลังกังวลกับภาวะสงคราม แต่ นาย
ดอน ปรมัตถ์วินัย รมต.ต่างประเทศ กลับชักศึกเข้าบ้าน พูดในสิ่งที่ รมต.ต่างประเทศไหนก็ไม่ควรพูด โดยอ้างว่า สหรัฐแจ้งไทยก่อนมีการโจมตี ซึ่งไม่แน่ใจว่าต้องการแสดงว่า ตนเองสนิทกับสหรัฐใช่หรือไม่ แต่กลับทำร้ายประเทศอย่างรุนแรง สร้างความไม่พอใจให้กับประเทศอิหร่านและพันธมิตรของอิหร่านขนาดนักการศาสนาผู้นำมุสลิมชีอะห์ในประเทศไทยยังออกมาตำหนิ และ กระทรวงต่างประเทศของไทยยังต้องออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว ซึ่งเป็นเหมือนการหักหน้านายดอนอย่างรุนแรง และต่อมานายดอน ก็ต้องออกมากลืนน้ำลายตัวเองแถลงยอมรับว่าเป็นข่าวคลาดเคลื่อน ซึ่งเป็นการแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ และยิ่งตอกย้ำความผิดพลาด เพราะประเด็นไม่ได้อยู่ว่าสหรัฐแจ้งมาหรือไม่ หรือ ข่าวคลาดเคลื่อนหรือไม่ แต่ประเด็นอยู่ที่ รมต. ต่างประเทศควรจะต้องมีวิจารณญาณในการที่จะพูดอะไรหรือไม่พูดอะไร ที่จะไม่ทำให้ประเทศเสียหายใช่หรือไม่ ซึ่งคำพูดของนาย
ดอนได้ทำความเสียหายให้แก่ประเทศอย่างมากแล้ว และนาย
ดอนควรต้องลาออกแล้ว เพื่อแสดงความรับผิดชอบและป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดเพิ่มขึ้นกับประเทศ โดยทั้งที่นาย
ดอนควรจะต้องออกตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วแล้ว ที่มีเรื่องการถือหุ้นของภรรยาซึ่งนาย
ดอนก็ยังยอมรับเองด้วย แต่ก็หลุดรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลในช่วงขาลงนี้ ได้มีการสื่อสารกับประชาชนผิดพลาดอย่างสะเปะสะปะอย่างมาก นับตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาแนะนำให้ประชาชนแก้ความเค็มของน้ำประปาด้วยการต้ม ซึ่งไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้ว่าการต้มไม่สามารถแก้ความเค็มได้ แต่จะยิ่งทำให้ความเค็มเข้มข้นขึ้น ขนาดเรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังไม่รู้ แล้วจะไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังย่ำแย่อยู่ได้อย่างไร อีกทั้งยังแนะนำให้ประชาชนขุดบ่อเก็บน้ำในช่วงน้ำแล้งนี้ โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะเอาน้ำมาจากไหนมาใส่บ่อที่จะขุดนี้ ซึ่งคงไม่ต่างกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ตอบนักข่าวที่ถามเรื่องที่มีประชาชนจำนวนมากฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากพิษเศรษฐกิจ ว่า แก้โดยให้ดูข่าวในโซเชี่ยลให้น้อยหน่อยจะดีเอง ซึ่งเหมือนเป็นการหลบปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา โดยก่อนนี้พึ่งขอให้คนไทยก้าวข้ามจีดีพีที่ต่ำเตี้ย ทั้งที่ จีดีพี เป็นตัวเลขสากลที่ใช้วัดการพัฒนาทางรายได้ของคนในประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะนายสมคิดคงหมดปัญญาจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้แล้วจึงต้องบอกเช่นนั้น ซึ่งก็ห่วงว่าจะมีประชาชนต้องฆ่าตัวตายกันอีกมากจากความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ และยังมาถึงเรื่องคำพูดที่ผิดพลาดของนายดอนอีก ซึ่งเชื่อว่ายิ่งรัฐบาลช่วงขาลงยิ่งพูดผิดพลาดแบบสะเปะสะปะมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มีประชาชนออกมา “
วิ่งไล่ลุง” ในวันที่ 12 มกราคมนี้กันมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ว่าความอดทนของประชาชนเริ่มจะถึงขีดจำกัดกันแล้ว
ปภ.ประกาศ16จังหวัดประสบภัยแล้ง เร่งแจกจ่ายน้ำกินใช้
https://www.dailynews.co.th/regional/750965
ภัยแล้งมาเยือนของจริง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงาน 16 จังหวัดในประเทศไทยประสบภัยแล้วแล้ว เร่งจัดรถบรรทุกน้ำกิน-ใช้ แจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมขอความร่วมมือใช้น้ำอย่างประหยัด
เมื่อวันที่ 9 ม.ค. นาย
มณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 16 จังหวัด รวม 80 อำเภอ 464 ตำบล 4,117 หมู่บ้าน/ชุมชน แยกเป็น
ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์ รวม 23 อำเภอ 127 ตำบล 980 หมู่บ้าน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ และ นครราชสีมา รวม 31 อำเภอ 215 ตำบล
2,151 หมู่บ้าน 20 ชุมชน
ภาคกลาง 5 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทราอุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ รวม 26 อำเภอ 122 ตำบล 966 หมู่บ้าน
นาย
มณฑล กล่าวอีกว่า ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง โดยสนับสนุนการแจกจ่ายน้ำบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งประสานจังหวัดเตรียมพร้อมแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ด้วยการจัดชุดปฏิบัติการสำรวจข้อมูลสถานการณ์น้ำ ข้อมูลแหล่งน้ำและประมาณการใช้น้ำในพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ โดยแยกเป็น น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงสำรวจและจัดทำบัญชีแหล่งน้ำ ควบคู่กับการปรับปรุงบัญชีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งให้เป็นปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังได้ตรวจสอบภาชนะกักเก็บน้ำให้ใช้การได้เพียงพอ พร้อมกำหนดจุดแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคที่เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ ตลอดจนรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนเกษตรกรให้ปรับวิถีทำการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ทั้งนี้หากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยแล้ง สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
JJNY : พิชัยห่วงสงคราม ทำศก.ไทยทรุด ชี้ดอนยิ่งแก้ตัวยิ่งผิด/ปภ.ประกาศ16 จว.ประสบภัยแล้ง/ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานพุ่ง26จุด
https://www.matichon.co.th/politics/news_1875183
“พิชัย” ห่วง สงคราม สหรัฐ-อิหร่าน ทำเศรษฐกิจไทยยิ่งทรุด ชี้ “ดอน” ยิ่งแก้ตัวยิ่งผิด ควรต้องออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เย้ย รัฐบาลช่วงขาลงยิ่งพูดผิดพลาดสะเปะสะปะ ยิ่งเพิ่มคน “วิ่งไล่ลุง”
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า รู้สึกกังวลสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ที่กำลังต่อสู้กันไปมาและทำท่าจะยิ่งทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ทรุดลงไปอีก โดยผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ไทยต้องเสียเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นในการนำเข้าน้ำมัน ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบว่า ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ราคาน้ำมันได้ลดลงมามากจากราคาในอดีตถึงกว่าครึ่งจากราคาเดิมที่ราคาเคยสูงถึงบาเรลละ 140 เหรียญ ลดลงมาอยู่ที่บาเรลละ 50-60 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ซึ่งทำให้ประเทศไทยประหยัดและลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันดิบได้ปีละหลายแสนล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลบริหารได้ดี เศรษฐกิจไทยคงต้องดีกว่านี้มาก และนี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าเป็นบวก ทั้งๆ ที่ส่งออกย่ำแย่ เพราะไทยสามารถลดการใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันดิบลงได้มากนั่นเอง ซึ่งหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับเดิมเศรษฐกิจไทยคงจะย่ำแย่กว่านี้มาก
โดยที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ลดราคาลงมาก แต่ราคาน้ำมันขายปลีกโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลยังอยู่ในระดับสูงเกือบเท่าราคาเดิมที่ลิตรละ 27-28 บาท สาเหตุเพราะรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ได้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นจากในอดีตที่เก็บลิตรละ 0.005 บาท (หรือเกือบไม่เก็บเลย) ขึ้นภาษีมาเป็นลิตรละ 5.99 บาท จึงเป็นสาเหตุที่ตนเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 5 บาท และสามารถทำได้ โดยที่ในอดีตไม่สามารถทำได้เพราะรัฐบาลในอดีตแทบไม่ได้เก็บภาษีนี้เลย ดังนั้นหากสงครามทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมาก รัฐบาลก็ควรจะพิจารณาลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันนี้ แต่ถ้ารัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตได้ตอนนี้เลย ก็จะช่วยค่าครองชีพของประชาชนได้มาก
ในขณะที่โลกกำลังกังวลกับภาวะสงคราม แต่ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมต.ต่างประเทศ กลับชักศึกเข้าบ้าน พูดในสิ่งที่ รมต.ต่างประเทศไหนก็ไม่ควรพูด โดยอ้างว่า สหรัฐแจ้งไทยก่อนมีการโจมตี ซึ่งไม่แน่ใจว่าต้องการแสดงว่า ตนเองสนิทกับสหรัฐใช่หรือไม่ แต่กลับทำร้ายประเทศอย่างรุนแรง สร้างความไม่พอใจให้กับประเทศอิหร่านและพันธมิตรของอิหร่านขนาดนักการศาสนาผู้นำมุสลิมชีอะห์ในประเทศไทยยังออกมาตำหนิ และ กระทรวงต่างประเทศของไทยยังต้องออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว ซึ่งเป็นเหมือนการหักหน้านายดอนอย่างรุนแรง และต่อมานายดอน ก็ต้องออกมากลืนน้ำลายตัวเองแถลงยอมรับว่าเป็นข่าวคลาดเคลื่อน ซึ่งเป็นการแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ และยิ่งตอกย้ำความผิดพลาด เพราะประเด็นไม่ได้อยู่ว่าสหรัฐแจ้งมาหรือไม่ หรือ ข่าวคลาดเคลื่อนหรือไม่ แต่ประเด็นอยู่ที่ รมต. ต่างประเทศควรจะต้องมีวิจารณญาณในการที่จะพูดอะไรหรือไม่พูดอะไร ที่จะไม่ทำให้ประเทศเสียหายใช่หรือไม่ ซึ่งคำพูดของนายดอนได้ทำความเสียหายให้แก่ประเทศอย่างมากแล้ว และนายดอนควรต้องลาออกแล้ว เพื่อแสดงความรับผิดชอบและป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดเพิ่มขึ้นกับประเทศ โดยทั้งที่นายดอนควรจะต้องออกตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วแล้ว ที่มีเรื่องการถือหุ้นของภรรยาซึ่งนายดอนก็ยังยอมรับเองด้วย แต่ก็หลุดรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลในช่วงขาลงนี้ ได้มีการสื่อสารกับประชาชนผิดพลาดอย่างสะเปะสะปะอย่างมาก นับตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาแนะนำให้ประชาชนแก้ความเค็มของน้ำประปาด้วยการต้ม ซึ่งไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้ว่าการต้มไม่สามารถแก้ความเค็มได้ แต่จะยิ่งทำให้ความเค็มเข้มข้นขึ้น ขนาดเรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังไม่รู้ แล้วจะไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังย่ำแย่อยู่ได้อย่างไร อีกทั้งยังแนะนำให้ประชาชนขุดบ่อเก็บน้ำในช่วงน้ำแล้งนี้ โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะเอาน้ำมาจากไหนมาใส่บ่อที่จะขุดนี้ ซึ่งคงไม่ต่างกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ตอบนักข่าวที่ถามเรื่องที่มีประชาชนจำนวนมากฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากพิษเศรษฐกิจ ว่า แก้โดยให้ดูข่าวในโซเชี่ยลให้น้อยหน่อยจะดีเอง ซึ่งเหมือนเป็นการหลบปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา โดยก่อนนี้พึ่งขอให้คนไทยก้าวข้ามจีดีพีที่ต่ำเตี้ย ทั้งที่ จีดีพี เป็นตัวเลขสากลที่ใช้วัดการพัฒนาทางรายได้ของคนในประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะนายสมคิดคงหมดปัญญาจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้แล้วจึงต้องบอกเช่นนั้น ซึ่งก็ห่วงว่าจะมีประชาชนต้องฆ่าตัวตายกันอีกมากจากความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ และยังมาถึงเรื่องคำพูดที่ผิดพลาดของนายดอนอีก ซึ่งเชื่อว่ายิ่งรัฐบาลช่วงขาลงยิ่งพูดผิดพลาดแบบสะเปะสะปะมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มีประชาชนออกมา “วิ่งไล่ลุง” ในวันที่ 12 มกราคมนี้กันมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ว่าความอดทนของประชาชนเริ่มจะถึงขีดจำกัดกันแล้ว
ปภ.ประกาศ16จังหวัดประสบภัยแล้ง เร่งแจกจ่ายน้ำกินใช้
https://www.dailynews.co.th/regional/750965
ภัยแล้งมาเยือนของจริง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงาน 16 จังหวัดในประเทศไทยประสบภัยแล้วแล้ว เร่งจัดรถบรรทุกน้ำกิน-ใช้ แจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมขอความร่วมมือใช้น้ำอย่างประหยัด
เมื่อวันที่ 9 ม.ค. นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 16 จังหวัด รวม 80 อำเภอ 464 ตำบล 4,117 หมู่บ้าน/ชุมชน แยกเป็น
ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์ รวม 23 อำเภอ 127 ตำบล 980 หมู่บ้าน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ และ นครราชสีมา รวม 31 อำเภอ 215 ตำบล 2,151 หมู่บ้าน 20 ชุมชน
ภาคกลาง 5 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทราอุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ รวม 26 อำเภอ 122 ตำบล 966 หมู่บ้าน
นายมณฑล กล่าวอีกว่า ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง โดยสนับสนุนการแจกจ่ายน้ำบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งประสานจังหวัดเตรียมพร้อมแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ด้วยการจัดชุดปฏิบัติการสำรวจข้อมูลสถานการณ์น้ำ ข้อมูลแหล่งน้ำและประมาณการใช้น้ำในพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ โดยแยกเป็น น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงสำรวจและจัดทำบัญชีแหล่งน้ำ ควบคู่กับการปรับปรุงบัญชีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งให้เป็นปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังได้ตรวจสอบภาชนะกักเก็บน้ำให้ใช้การได้เพียงพอ พร้อมกำหนดจุดแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคที่เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ ตลอดจนรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนเกษตรกรให้ปรับวิถีทำการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ทั้งนี้หากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยแล้ง สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป