JJNY : สรท.ประเมินทุ่มแสนล.ได้แค่ต่อลมหายใจ/เครือข่ายSMEประเมินทุ่มแสนล.ไม่ตรงจุด/หอการค้าฯชี้ทุ่มแสนล.ดันSMEไม่เป็นผล

สรท.ประเมินรัฐทุ่มแสนล้านอุ้มเอสเอ็มอี ช่วยได้แค่ต่อลมหายใจเฮือกสุดท้าย
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1864522
 
 
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า มาตรการดูแลผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เสริมแกร่ง เพิ่มทุนสร้างไทย เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยใช้วงเงิน 100,000 ล้านบาท ช่วยเหลือเอสเอ็มอีกกว่า 100,000 ราย มองว่าเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเท่านั้น เนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมา เอสเอ็มอีต้องเจอศึกหนักมากพอสมควร โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าเต็มที่ ส่วนเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจในประเทศ ก็ได้รับผลกระทบจากภาวเศรษฐกิจชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก
 
คนส่วนใหญ่กังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย การหมุนเวียนของเศรษฐกิจจึงไม่ค่อยเกิด เมื่อเอสเอ็มอีผลิตอะไรออกมา ทั้งสินค้าและบริการก็ขายได้ยาก ทำให้การทำกำไรทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากฝั่งความต้องการของผู้บริโภคมีไม่มาก การผลิตสินค้าก็ทำได้น้อยลง เมื่อผลิตสินค้าน้อยชิ้น ต้นทุนก็สูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ทำได้ยากมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้รับผลกระทบด้านต้นทุนเพิ่มขึ้น ในส่วนของการปรับขึ้นค่าแรง ทำให้ภาพรวมดูเป็นการต่อลมหายใจให้เอสเอ็มอี ท่ามกลางสภาวะที่ฝืดเคืองเท่านั้น” นายวิศิษฐ์กล่าว
 
นายวิศิษฐ์กล่าวว่า มาตรการที่ออกมา เป็นมาตรการระยะสั้น ที่คาดว่าจะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เอสเอ็มอีมีความจำเป็นที่จะต้องชะลอการผ่อนจ่ายหนี้คงค้าง เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในธุรกิจก่อน และหากจะมีการขอกู้เพิ่มเพื่อพยุงธุรกิจ ก็มีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากตัวเลขการเงินไม่ดี ทำจึงยากที่ธนาคารพาณิชย์จะอนุมัติเงินกู้ใหม่ให้ แต่หากมีมาตรการผ่อนปรนออกมา ก็อาจช่วยบรรเทาได้บ้าง โดยมาตรการที่คาดว่าจะตอบโจทย์เอสเอ็มอีที่สุดคือ การลดต้นทุนต่างๆ ที่เกิดจากภาครัฐ อาทิ การเก็บค่าธรรมเนียมและการขอนุญาตต่างๆ เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ถือเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น
 
นายวิศิษฐ์กล่าวว่า สำหรับกรณีข้อพิพาทระหว่างสหรัฐและอิหร่าน เบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินภาพในระยะยาวได้ เพราะสถานการณ์ดูยังมีความรุนแรงอยู่ แต่หากมองในมุมที่คาดว่าเหตุการณ์จะเกิดแค่ช่วงสั้นๆ ก็จะส่งผลกระทบกับเรื่องการเงิน ต้นทุน ราคาน้ำมันและการขนส่งโลจิสติกส์ในช่วงสั้นๆ แต่หากยืดเยื้อยาวนาน ผลกระทบก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่การบานปลายยังมีข้อจำกัด เพราะเกิดขึ้นในระหว่างประเทศกับประเทศ แต่หากเกิดขยายในวงกว้างมากขึ้น ก็จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลก ไม่เฉพาะภาคการส่งออกในประเทศเท่านั้น ส่วนเหตุการณ์จะรุนแรงและบานปลายจนเกิดเป็นสงครามขึ้นหรือไม่นั้น มองว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ก็ยังคาดหวังให้คลี่คลายได้ในเร็วๆ นี้



เครือข่ายเอสเอ็มอี ประเมินมาตรการทุ่มแสนล้านอุ้มเอสเอ็มอี ยังไม่ตรงจุด
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1864517
 
นายพรชัย รัตนตรัยภพ ประธานคณะกรรมการบริหาร เครือข่ายผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า มาตรการดูแลผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เสริมแกร่ง เพิ่มทุนสร้างไทย เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยใช้วงเงิน 100,000 ล้านบาท ช่วยเหลือเอสเอ็มอีกว่า 100,000 ราย เบื้องต้นมองว่ามาตรการที่ออกมาไม่ได้แตกต่างจากมาตรการช่วยเหลือที่ผ่านมามากนัก โดยเป็นการเพิ่มวงเงินกู้ยืมให้เอสเอ็มอี ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังพบปัญหา เนื่องจากเอสเอ็มอีที่มีความจำเป็นในการกู้เงิน ไม่สามารถกู้ได้ เพราะยอดขายลดลง ทำให้ตัวเลขการเงินไม่ออกมาดีเท่าที่ควร ส่วนเอสเอ็มอีที่ไม่มีความจำเป็นต้องกู้ เพราะวงเงินที่มีอยู่ก็เพียงพอในการประกอบธุรกิจ ก็ไม่ได้รับอานิสงค์เชิงบวกจากมาตรการดังกล่าว
 
ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหาในขณะนี้ ทำให้เอสเอ็มอีหลายราย ยอดขายลดลงจำนวนมาก ซึ่งเมื่อยอดขายลดลง รายได้ก็จะลดลงตามด้วย จึงมองว่าผู้ที่ไม่มีความสามารถในการกู้ ก็ยังกู้ไม่ได้เหมือนเดิม แม้จะมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือก็ตาม จากมาตรการที่ออกมาในช่วงที่ผ่านมา ต้องบอกว่าหลายมาตรการก็เกือบจะเป็นไปได้ เช่น การฟื้นกำลังซื้อให้กับประชาชนทั่วไป ผ่านมาตรการชิมช้อปใช้ แต่ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้สิทธิรับเงิน 1,000 บาท ใช้เงินควบคู่ไปกับกระเป๋า 2 เพื่อให้ใช้ทั้งเงินของรัฐและเงินของตนเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจจริงๆ แต่พอไม่ได้กำหนด คนก็ใช้แค่เงิน 1,000 บาทเท่านั้น ทำให้ผลเชิงบวกที่ออกมาไม่ได้ดีเท่าที่ควร” นายพรชัยกล่าว
 
นายพรชัยกล่าวว่า มาตรการใหม่ที่ออกมาคงไม่แตกต่างจากมาตรการให้กู้เก่าๆ มากนัก โดยเฉพาะการกำหนดไว้ให้ต้องกู้กับธนาคารใดธนาคารหนึ่งเท่านั้น ซึ่งกระบวนการอนุมัติต่างๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า ทำให้ผลที่ออกมาไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย และไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์จริงๆ โดยมองว่าหากรัฐบาลอยากให้มาตรการที่ออกมา เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ ควรจัดสรรงบประมาณลงไปยังธนาคารพาณิชย์ ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้ทำธุรกรรมทางการเงินไว้อยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าธนาคารเหล่านี้จะรู้จักลูกค้าของตนเองดี ทำให้การอนุมัติสินเชื่อไป จะไม่เกิดเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) แน่นอน
 
นายพรชัยกล่าวว่า ความจริงแล้วการที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นการใช้จ่าย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีและมาถูกทางแล้ว แต่ยังไม่ตรงจุดเท่าที่ควร โดยมาตรการช่วยเอสเอ็มอีที่จะออกมา มองว่าคงช่วยเหลือผู้ประกอบการได้บ้าง แต่การเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมคงมีน้อย สำกรับทิศทางเศรษฐกิจในปี 2563 หากมองในแง่ดีคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าขณะนี้อีกแล้ว เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจเจอหลายปัจจัยกระทบ จนชะลอการเติบโตลง จึงเชื่อว่าน่าจะมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยใหม่ๆ ให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่