
วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2563 เวลา 21.17 น. (เพิ่งมีเวลาเขียนต่อข้ามปีนะครับ) ผมเกิดที่โรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่งในเขตธนบุรี มีน้องสาวอยู่ 1 คน ซึ่งเรามีอายุห่างกัน 2 ปี โดยขณะนั้น เราพักอาศัยกันอยู่ที่บ้านของคุณตาแถวถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่ผมเกิด ผมเองรู้สึกผูกพันกับผู้หญิงเสียซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะผมถูกเลี้ยงดูโดยคุณป้า ซึ่งเป็นพี่สาวของคุณแม่ ด้วยความที่ท่านไม่มีทายาทสืบสกุล กอปรกับการที่คุณแม่ของผมโหมงานหนัก และทำงานหลายที่ในแต่ละวัน จึงไม่มีเวลาพอที่จะคอยมาดูแลอบรมสั่งสอนผม จึงทำให้กลายเป็นหน้าที่ของคุณป้าท่านนี้แทน ผมกับคุณป้าท่านนี้จึงมีความสนิทสนมกันมาก ส่วนน้องสาวผม ได้ถูกเลี้ยงดูโดยแม่ชีท่านหนึ่ง ท่านก็เป็นญาติของผม ซึ่งก่อนหน้านั้นท่านก็เป็นฆราวาส แต่ตัดสินใจบวชชีโดยไม่สึก (ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบถึงสาเหตุในการบวชนะครับ) ชีวิตของผมในช่วงวัยเด็ก ก็เหมือนกับเด็กผู้ชายทั่วไป เพียงแต่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ชายน้อยมาก เช่น การเล่นอะไรที่ผู้ชายเขาไม่เล่นกัน หรือวันๆนึง ก็เดินเข้าๆออกๆแต่ร้านเสริมสวย
เมื่อคุณแม่ของผมพอมีฐานะขึ้น จึงได้ทำการซื้อบ้านใหม่เป็นของตัวเองในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นพื้นที่ตรงนี้ยังคงเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่นอกเมือง แต่ก็ไม่ถึงกับเรียกว่าชนบท เพราะยังคงมีรถประจำทางวิ่งผ่าน แต่เพียงแค่สายเดียว หลังป้ายรถประจำทางนั้นมีแผงแผ่นสังกะสีสีเขียวเรียงต่อๆกันเป็นรั้วยาว ส่วนด้านหลังเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีแต่ต้นหญ้าขึ้นโดยรอบ ผมจึงมีความจำเป็นต้องย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ โดยคุณแม่ได้จ้างแม่บ้าน 1 คน คอยดูแลผม และน้องสาว เรามีรถด้วยกัน 1 คัน คือ รถโฟล์คเต่า ซึ่งไม่มีเครื่องปรับอากาศภายในตัวรถ ภายในหมู่บ้านมีโรงเรียนอนุบาล ซึ่งไม่ไกลจากบ้านที่คุณแม่ได้ซื้อไว้นัก เรียกว่าเดินไม่กี่ก้าวก็ถึง จึงทำให้ผมและน้องสาวเข้ารับการศึกษาระดับชั้นอนุบาลที่นั่นจนจบอนุบาล 3 ด้วยกันทั้งคู่
เนื่องจากคุณพ่อเป็นนักเรียนทุน เมื่อท่านศึกษาจบจากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว จึงทำให้ต้องมาทำงานใช้ทุนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งบริเวณย่านอโศก โดยการเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ ด้วยความที่เป็นข้าราชการในมหาวิทยาลัยรัฐบาล จึงทำให้ผมและน้องสาวได้เข้าเรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่นั่นจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งในระยะเวลานี้ ผมเองก็ยังคงยืนยัน และกล้าพูดได้เต็มปากว่าผมเป็นผู้ชายเต็มร้อย มีแอบรักผู้หญิงแบบ Puppy Love เฉกเช่นเดียวกับเด็กผู้ชายทั่วไปในวัยเดียวกัน มีการติดสติ๊กเกอร์รูปหัวใจบนเสื้อในวันวาเลนไทน์ ซื้อของขวัญ ให้ดอกไม้ ตามกำลังทรัพย์ที่ผมมี สนุกสนานไปเรื่อย ไม่มีเรื่องเครียดแม้แต่น้อย มีเพียงสิ่งเดียว คือการรับผิดชอบการเรียนให้ดีที่สุด การเรียนของผมนั้นมิได้มีปัญหาใดๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการใช้ชีวิตในช่วงวัยเรียนกับคุณพ่อ ด้วยความที่คุณพ่อของผมรับราชการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในสมัยนั้น และแน่นอนความเป็นลูกของอาจารย์ การเรียนต้องมาเป็นอันดับที่หนึ่งเหนือสิ่งอื่นใด แล้วอาจารย์ระดับ Ph.D. ที่ไหนเล่าจะมายอมเสียหน้า ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกอาจารย์แล้ว ทำได้แค่นี้หรือ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงผูกมัดผมไว้กับคำว่า "วิชาการ" ผมเรียนได้ แต่ไม่ได้เก่งเท่าน้องสาว มันจึงมีการเปรียบเทียบกันให้เห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ผมเองก็ไม่ทราบว่าจะมีใครไหมที่จะมาทรมานแบบผมบ้าง เพราะผม ยามตื่น เช้าขณะนั่งรถไปโรงเรียน ผมไม่เคยจะได้หลับ แต่กลับต้องคอยตื่นตัวตลอดเวลา เพราะสิ่งที่ผมต้องทำคือ การอ่านป้ายทะเบียนรถคันหน้า (เฉพาะตัวเลข) ไม่ว่าจะกี่คันต่อกี่คัน ให้คุณพ่อได้ฟังเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าทำท่าว่าจะหลับ ก็จะโดนท่านหยิกขาให้ตื่น จนกว่าจะถึงรั้วประตูโรงเรียน หลังเลิกเรียน ก็ต้องเดินไปหาท่านที่คณะที่ท่านประจำอยู่ และขณะนั่งรถกลับ ถึงจะเหนื่อยแสนเหนื่อยจากการเรียน และกิจกรรมประจำวัน ผมเองแทนที่จะได้พักผ่อนบนรถ แต่กลับต้องมาเล่าชีวิตประจำวันของผมทั้งหมดให้ท่านฟังเป็นภาษาอังกฤษอีกเช่นกัน จนกว่าจะถึงบ้าน ถ้าไม่ทำ ผมก็โดยไล่ลงจากรถ และให้เดินกลับบ้านเอง เมื่อกลับถึงบ้าน ในขณะที่เพื่อนๆได้นั่งดูหนังจีนกำลังภายในด้วยความสนุกสนานเป็นการผ่อนคลาย ส่วนผมกลับต้องรีบอาบน้ำ แต่งตัว และรับประทานอาหารเย็นให้เสร็จ แล้วมานั่งเรียนหนังสือต่อ และถ้าคุณพ่อสอนแล้ว ผมไม่เข้าใจ แต่น้องสาวเข้าใจได้เร็วกว่า หนังสือที่เรียนอยู่ขณะนั้นก็จะถูกฉีกขาด และจะถูกปามาบนศีรษะของผม จนไม่รู้ว่าในเทอมนึง ผมจะต้องซื้อหนังสือเล่มเดียวกันนี้ใหม่อีกซักกี่เล่ม ผมเองเป็นคนที่มีความสุขอยู่กับเสียงเพลงขณะทำการบ้าน แต่เมื่อคุณพ่อเห็นว่าผมเสียบซาวน์เบาท์เข้าหูเมื่อไหร่ หูฟังก็จะถูกกระชากออก และตัวซาวน์เบาท์เองก็จะถูกปาลงพื้น แตกกระจายอยู่บนพื้นห้อง
คุณพ่อของผมเป็นคนดุ และโมโหร้ายแรงมาก (สมัยหนุ่มๆ) ถ้าผมจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ผมจะบอกว่า ถ้าท่านมีปืนสักกระบอกหนึ่งอยู่ข้างตัว ท่านสามารถจับยิงได้เลยทันที ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ คุณแม่ของผมเองก็ทราบดี คุณพ่อรู้ดีว่าผมเป็นคนกลัวความมืด เมื่อเวลาผมทำผิด หรือทำให้ท่านไม่พอใจ ท่านจะจับผมขังในห้องน้ำของพี่เลี้ยงหลังบ้าน ปิดไฟ และล็อคประตูจากด้านนอก ส่วนผมเองก็ต้องจำยอม และอดทนอยู่กับความมืดในห้องน้ำสี่เหลี่ยมเล็กๆนั่น แล้วรอจนกว่าคุณแม่จะกลับมาเปิดประตูเอาผมออก คุณพ่อทราบดีว่าผมกลัวรูปขาวดำของคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เพราะฉะนั้นอีกวิธีหนึ่งที่ท่านทำโทษผมได้ ก็คือการให้ผมนั่งคุกเข่าต่อหน้ารูปนั้นๆ และมันก็เป็นอย่างนี้อยู่หลายต่อหลายครั้ง จนผมชิน ผมไม่ใช่ชินแบบผมเลิกกลัวนะครับ แต่ชินกับการกระทำที่กล่าวมาเสียมากกว่า มีอยู่ปีหนึ่ง คุณแม่มีเหตุจำเป็นต้องไปต่างประเทศประมาณ 3 เดือน และช่วงก็นั้นเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ คุณแม่ส่งผมนั่งรถไฟไปยังจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน เพื่อให้ผมไปอยู่กับคุณป้าอีกคน ซึ่งเป็นพี่สาวคนโตสุดของคุณแม่ ขณะนั้น คุณป้าท่านนี้รับราชการอยู่ในกรมราชทัณฑ์ แต่ย้ายจากเรือนจำกลางคลองเปรมไปประจำการอยู่ที่นั่น ประสบการณ์ที่นั่นก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เพียงแค่ผมเองมีลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งก็คือลูกสาวของคุณป้า ที่คอยขี่รถจักรยานยนต์ พาผมซ้อยท้ายไปสถานที่ต่างๆ คุณแม่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่า ท่านรู้ ถ้าปล่อยให้ผมอยู่ลำพังกับคุณพ่อ โดยที่ท่านไม่อยู่ เหตุการณ์ร้ายแรงอาจจะเกิดได้ และท่านเองก็จะไปแบบไม่สบายใจ และจะเสียการเสียงาน แต่ผู้อ่าน หรือผู้ที่กำลังติดตามอย่างเพิ่งไปตัดสินว่า สิ่งที่คุณพ่อท่านทำไปเป็นการไม่หวังดีนะครับ เพราะสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น มันมีเหตุและมันก็มีผลในตัวของมันเอง ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย ทำนองนั้น แล้วรออ่านบทต่อๆไปที่ผมจะเล่า และผมรับรองว่าจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ใครคาดไม่ถึงครับ...
รสชาติความเป็นคน... EP. 2
เมื่อคุณแม่ของผมพอมีฐานะขึ้น จึงได้ทำการซื้อบ้านใหม่เป็นของตัวเองในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นพื้นที่ตรงนี้ยังคงเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่นอกเมือง แต่ก็ไม่ถึงกับเรียกว่าชนบท เพราะยังคงมีรถประจำทางวิ่งผ่าน แต่เพียงแค่สายเดียว หลังป้ายรถประจำทางนั้นมีแผงแผ่นสังกะสีสีเขียวเรียงต่อๆกันเป็นรั้วยาว ส่วนด้านหลังเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีแต่ต้นหญ้าขึ้นโดยรอบ ผมจึงมีความจำเป็นต้องย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ โดยคุณแม่ได้จ้างแม่บ้าน 1 คน คอยดูแลผม และน้องสาว เรามีรถด้วยกัน 1 คัน คือ รถโฟล์คเต่า ซึ่งไม่มีเครื่องปรับอากาศภายในตัวรถ ภายในหมู่บ้านมีโรงเรียนอนุบาล ซึ่งไม่ไกลจากบ้านที่คุณแม่ได้ซื้อไว้นัก เรียกว่าเดินไม่กี่ก้าวก็ถึง จึงทำให้ผมและน้องสาวเข้ารับการศึกษาระดับชั้นอนุบาลที่นั่นจนจบอนุบาล 3 ด้วยกันทั้งคู่
เนื่องจากคุณพ่อเป็นนักเรียนทุน เมื่อท่านศึกษาจบจากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว จึงทำให้ต้องมาทำงานใช้ทุนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งบริเวณย่านอโศก โดยการเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ ด้วยความที่เป็นข้าราชการในมหาวิทยาลัยรัฐบาล จึงทำให้ผมและน้องสาวได้เข้าเรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่นั่นจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งในระยะเวลานี้ ผมเองก็ยังคงยืนยัน และกล้าพูดได้เต็มปากว่าผมเป็นผู้ชายเต็มร้อย มีแอบรักผู้หญิงแบบ Puppy Love เฉกเช่นเดียวกับเด็กผู้ชายทั่วไปในวัยเดียวกัน มีการติดสติ๊กเกอร์รูปหัวใจบนเสื้อในวันวาเลนไทน์ ซื้อของขวัญ ให้ดอกไม้ ตามกำลังทรัพย์ที่ผมมี สนุกสนานไปเรื่อย ไม่มีเรื่องเครียดแม้แต่น้อย มีเพียงสิ่งเดียว คือการรับผิดชอบการเรียนให้ดีที่สุด การเรียนของผมนั้นมิได้มีปัญหาใดๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการใช้ชีวิตในช่วงวัยเรียนกับคุณพ่อ ด้วยความที่คุณพ่อของผมรับราชการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในสมัยนั้น และแน่นอนความเป็นลูกของอาจารย์ การเรียนต้องมาเป็นอันดับที่หนึ่งเหนือสิ่งอื่นใด แล้วอาจารย์ระดับ Ph.D. ที่ไหนเล่าจะมายอมเสียหน้า ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกอาจารย์แล้ว ทำได้แค่นี้หรือ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงผูกมัดผมไว้กับคำว่า "วิชาการ" ผมเรียนได้ แต่ไม่ได้เก่งเท่าน้องสาว มันจึงมีการเปรียบเทียบกันให้เห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ผมเองก็ไม่ทราบว่าจะมีใครไหมที่จะมาทรมานแบบผมบ้าง เพราะผม ยามตื่น เช้าขณะนั่งรถไปโรงเรียน ผมไม่เคยจะได้หลับ แต่กลับต้องคอยตื่นตัวตลอดเวลา เพราะสิ่งที่ผมต้องทำคือ การอ่านป้ายทะเบียนรถคันหน้า (เฉพาะตัวเลข) ไม่ว่าจะกี่คันต่อกี่คัน ให้คุณพ่อได้ฟังเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าทำท่าว่าจะหลับ ก็จะโดนท่านหยิกขาให้ตื่น จนกว่าจะถึงรั้วประตูโรงเรียน หลังเลิกเรียน ก็ต้องเดินไปหาท่านที่คณะที่ท่านประจำอยู่ และขณะนั่งรถกลับ ถึงจะเหนื่อยแสนเหนื่อยจากการเรียน และกิจกรรมประจำวัน ผมเองแทนที่จะได้พักผ่อนบนรถ แต่กลับต้องมาเล่าชีวิตประจำวันของผมทั้งหมดให้ท่านฟังเป็นภาษาอังกฤษอีกเช่นกัน จนกว่าจะถึงบ้าน ถ้าไม่ทำ ผมก็โดยไล่ลงจากรถ และให้เดินกลับบ้านเอง เมื่อกลับถึงบ้าน ในขณะที่เพื่อนๆได้นั่งดูหนังจีนกำลังภายในด้วยความสนุกสนานเป็นการผ่อนคลาย ส่วนผมกลับต้องรีบอาบน้ำ แต่งตัว และรับประทานอาหารเย็นให้เสร็จ แล้วมานั่งเรียนหนังสือต่อ และถ้าคุณพ่อสอนแล้ว ผมไม่เข้าใจ แต่น้องสาวเข้าใจได้เร็วกว่า หนังสือที่เรียนอยู่ขณะนั้นก็จะถูกฉีกขาด และจะถูกปามาบนศีรษะของผม จนไม่รู้ว่าในเทอมนึง ผมจะต้องซื้อหนังสือเล่มเดียวกันนี้ใหม่อีกซักกี่เล่ม ผมเองเป็นคนที่มีความสุขอยู่กับเสียงเพลงขณะทำการบ้าน แต่เมื่อคุณพ่อเห็นว่าผมเสียบซาวน์เบาท์เข้าหูเมื่อไหร่ หูฟังก็จะถูกกระชากออก และตัวซาวน์เบาท์เองก็จะถูกปาลงพื้น แตกกระจายอยู่บนพื้นห้อง
คุณพ่อของผมเป็นคนดุ และโมโหร้ายแรงมาก (สมัยหนุ่มๆ) ถ้าผมจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ผมจะบอกว่า ถ้าท่านมีปืนสักกระบอกหนึ่งอยู่ข้างตัว ท่านสามารถจับยิงได้เลยทันที ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ คุณแม่ของผมเองก็ทราบดี คุณพ่อรู้ดีว่าผมเป็นคนกลัวความมืด เมื่อเวลาผมทำผิด หรือทำให้ท่านไม่พอใจ ท่านจะจับผมขังในห้องน้ำของพี่เลี้ยงหลังบ้าน ปิดไฟ และล็อคประตูจากด้านนอก ส่วนผมเองก็ต้องจำยอม และอดทนอยู่กับความมืดในห้องน้ำสี่เหลี่ยมเล็กๆนั่น แล้วรอจนกว่าคุณแม่จะกลับมาเปิดประตูเอาผมออก คุณพ่อทราบดีว่าผมกลัวรูปขาวดำของคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เพราะฉะนั้นอีกวิธีหนึ่งที่ท่านทำโทษผมได้ ก็คือการให้ผมนั่งคุกเข่าต่อหน้ารูปนั้นๆ และมันก็เป็นอย่างนี้อยู่หลายต่อหลายครั้ง จนผมชิน ผมไม่ใช่ชินแบบผมเลิกกลัวนะครับ แต่ชินกับการกระทำที่กล่าวมาเสียมากกว่า มีอยู่ปีหนึ่ง คุณแม่มีเหตุจำเป็นต้องไปต่างประเทศประมาณ 3 เดือน และช่วงก็นั้นเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ คุณแม่ส่งผมนั่งรถไฟไปยังจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน เพื่อให้ผมไปอยู่กับคุณป้าอีกคน ซึ่งเป็นพี่สาวคนโตสุดของคุณแม่ ขณะนั้น คุณป้าท่านนี้รับราชการอยู่ในกรมราชทัณฑ์ แต่ย้ายจากเรือนจำกลางคลองเปรมไปประจำการอยู่ที่นั่น ประสบการณ์ที่นั่นก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เพียงแค่ผมเองมีลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งก็คือลูกสาวของคุณป้า ที่คอยขี่รถจักรยานยนต์ พาผมซ้อยท้ายไปสถานที่ต่างๆ คุณแม่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่า ท่านรู้ ถ้าปล่อยให้ผมอยู่ลำพังกับคุณพ่อ โดยที่ท่านไม่อยู่ เหตุการณ์ร้ายแรงอาจจะเกิดได้ และท่านเองก็จะไปแบบไม่สบายใจ และจะเสียการเสียงาน แต่ผู้อ่าน หรือผู้ที่กำลังติดตามอย่างเพิ่งไปตัดสินว่า สิ่งที่คุณพ่อท่านทำไปเป็นการไม่หวังดีนะครับ เพราะสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น มันมีเหตุและมันก็มีผลในตัวของมันเอง ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย ทำนองนั้น แล้วรออ่านบทต่อๆไปที่ผมจะเล่า และผมรับรองว่าจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ใครคาดไม่ถึงครับ...