คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ เมื่อพิจารณาตามมาตรา ๙ ซึ่งกล่าวถึงลำดับสืบราชสันตติวงศ์นั้น ถ้าพิจารณาจากพระราชวงศ์ที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นานแล้ว พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ทรงอยู่อันดับ ๑ ของลำดับ ส่วนสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงอยู่อันดับ ๓ ครับ
แต่ว่าลำดับของมาตรา ๙ นั้น จะยึดถือต่อเมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตลงก่อนโดยไม่มีการสถาปนารัชทายาทไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ข้อนี้เป็นไปตามมาตรา ๘ ที่ระบุว่า
"ถ้าหากว่ามีเหตุอันไม่พึงปรารถนา คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตลง โดยมิได้ทรงสมมุติพระรัชทายาทไว้ก่อนแล้วไซร้ ท่านว่า ให้เป็นหน้าที่ท่านเสนาบดีอัญเชิญเสด็จเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์ที่ ๑ ในลำดับสืบพระราชสันตติวงศ์ ดังได้แถลงไว้ในมาตรา ๙ ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ที่ได้เสด็จสวรรคตลงแล้วนั้นต่อไป แต่ผู้ที่จะอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เช่นนี้ ต้องมิใช่ผู้ที่ตกอยู่ในเกณฑ์ยกเว้นที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๑ และ ๑๒ แห่งกฎมณเฑียรบาลนี้"
ดังนั้น ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตโดยไม่ได้สถาปนารัชทายาทไว้ก่อน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลซึ่งอยู่ในอันดับ ๑ ย่อมได้เป็นผู้สืบราชสมบัติตามที่กฎมณเฑียรบาลระบุไว้
แต่ถ้าทรงสถาปนารัชทายาทไว้ก่อนหน้าก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชสิทธิที่จะสถาปนาพระราชวงศ์พระองค์ใดเป็นรัชทายาทก็ได้โดยไม่มีข้อบังคับว่าจะต้องยึดตามลำดับของมาตรา ๙ ของกฎมณเฑียรบาล ตามที่มาตรา ๕ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ และพระราชสิทธิ ที่จะทรงสมมุติเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ให้เป็นพระรัชทายาท สุดแท้แต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควรและเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้ว่า ท่านพระองค์นั้นจะสามารถสืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์
แต่การที่สมมุติเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์ให้เป็นพระรัชทายาทเช่นนี้ ให้ถือว่าเป็นการเฉพาะพระองค์ของพระรัชทายาทพระองค์นั้น"
และตามมาตรา ๖ หากทรงสถาปนารัชทายาทและมีการประกาศให้ทราบอย่างชัดเจนแล้ว รัชทายาทพระองค์นั้นย่อมเป็นผู้สืบราชสมบัติทันทีหลังพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต
"เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสมมุติท่านพระองค์ใดให้เป็นพระรัชทายาทแล้ว และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข้อความให้ปรากฏแก่พระบรมวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ ราชเสวกบริพารและอาณาประชาชน ให้ทราบทั่วกันแล้ว ท่านว่า ให้ถือว่าท่านพระองค์นั้นเป็นพระรัชทายาทโดยแน่นอนปราศจากปัญหาใด ๆ และเมื่อใดถึงกาลอันจำเป็น ก็ให้พระรัชทายาทพระองค์นั้นเสด็จขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกษโดยทันที ให้สมดังพระบรมราชประสงค์ที่ได้ทรงประกาศไว้นั้นแล"
เท่าที่ศึกษามามีหลักฐานอยู่ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริจะให้พระองค์เจ้าอานันทมหิดลเป็นผู้สืบราชสมบัติเนื่องจากทรงอยู่ในอันดับแรก แต่หลักฐานที่บ่งชี้ในทางนั้นล้วนอยู่ในช่วงเวลาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว และเป็นช่วงเวลาที่เจ้าฟ้าบริพัตรฯ ทรงหมดอำนาจทางการเมืองโดยสิ้นเชิง เพราะทรงถูกรัฐบาลคณะราษฎรเนรเทศไปอยู่ที่บันดุง ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น ก็ไม่แน่ว่าพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลจะได้รับราชสมบัติสืบต่อ แต่มีโอกาสที่จะมาทางเจ้าฟ้าบริพัตรฯ หรือพระโอรสของพระองค์คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตรในระดับสูงครับ
ข้อควรพิจารณาคือ พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ (นอกจากรุ่นสถาปนาราชวงศ์ที่เป็นสามัญชนมาก่อน) นอกจากรัชกาลที่ ๓ แล้วล้วนทรงเป็น "อุภโตสุชาติ" (มีพระชาติกำเนิดดีทั้งบิดาและมารดา คือเป็นพระราชวงศ์ทั้งสองฝ่าย) ซึ่งตามราชประเพณีแต่โบราณถือว่าเป็นผู้ที่สมควรได้รับราชสมบัติสูงที่สุด ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงเน้นความสำคัญในเรื่องนี้มาก โดยทรงใช้เป็นเหตุในการข้ามพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ซึ่งมีพระมารดาเป็นชาวรัสเซียไป ปรากฏในพระราชกฎษฎีกาเรื่องตั้งรัชทายาทใน พ.ศ. ๒๔๕๓ ว่า
"ข้อ ๓ ตามโบราณราชประเพณีนิยมมีอยู่ว่า ผู้ที่จะเปนรัชทายาทสืบราชสันตติวงศ์ควรต้องเปนอุภโตสุชาติ ฉนั้นแม้มีเหตุบังเกิดขึ้น ซึ่งจะบันดาลให้น้องของฉันคนใดได้เปนรัชทายาทสืบสันตติวงศ์แล้ว ก็ขออย่าให้เลือกเอาลูกของตนซึ่งมิได้เปนอุภโตสุชาติเปนรัชทายาทสืบไปเลย ขอให้เลือกน้องร่วมอุทรเปนรัชทายาทเหมือนเช่นที่ตัวฉันเลือกในครั้งนี้เถิด”"
และเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำพระราชพินัยกรรมไว้ก่อนสวรรคต ก็มีพระราชโองการให้ข้ามพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (เวลานั้นยังเป็นหม่อมเจ้า) ออกจากลำดับ ด้วยเหตุผลว่า "เพราะหม่อมเจ้าวรานนท์ธวัชมีมารดาที่ไม่มีชาติสกุลอย่างใด, เกรงจะไม่เปนที่เคารพแห่งพระบรมวงศานุวงศ์, ฃ้าราชการ, และอาณาประชาชน." คือไม่ได้ทรงเป็นอุภโตสุชาติ
แม้กฎมณเฑียรบาลจะไม่ได้มีข้อบังคับเรื่อง "อุภโตสุชาติ" ก็ตาม แต่ก็น่าจะเป็นไปได้ยากที่ในยามบ้านเมืองปกติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงละเมิดประเพณีปฏิบัติที่มีมาตั้งแต่โบราณ แล้วตั้งพระองค์เจ้าอานันทมหิดลซึ่งไม่ได้ทรงเป็น "อุภโตสุชาติ" ขึ้นเป็นรัชทายาท ซึ่งแม้ว่าจะทรงอยู่อันดับแรกก็ตาม แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ทรงมีสิทธิที่จะเลือกพระราชวงศ์พระองค์อื่นตามมาตรา ๕ หรือจะทรงให้ข้ามพระองค์เจ้าอานันทมหิดลออกจากลำดับแบบเดียวกับสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่ข้ามพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชก็ได้ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจของพระองค์ตามที่กฎมณเฑียรบาลมาตรา ๗ ระบุว่า
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสงวนไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ และพระราชสิทธิ ที่จะทรงถอนพระรัชทายาทออกจากตำแหน่งได้ ท่านพระองค์ใดที่ได้ถูกถอนจากตำแหน่งพระรัชทายาทแล้ว ท่านว่า ให้นับว่าขาดจากทางที่จะได้สืบราชสันตติวงศ์ และให้ถอนพระนามออกเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ อีกทั้งพระโอรสและบรรดาเชื้อสายโดยตรงของท่านพระองค์นั้น ก็ให้ถอนเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ด้วยทั้งสิ้น
อนึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ และพระราชสิทธิ ที่จะทรงประกาศยกเว้นเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งออกเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ได้"
ข้อควรพิจารณาคือ เจ้าฟ้าบริพัตรฯ ทรงเป็นพระเชษฐาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเคารพนับถือมาก และเคยมีพระราชดำริจะถวายราชสมบัติให้ตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ สวรรคต ถึงแม้จะปรากฏหลักฐานอยู่ว่าเจ้าฟ้าบริพัตรฯ ไม่ทรงปรารถนาจะรับราชสมบัติ แต่ก็ทรงมีพระบารมีอยู่มาก ด้วยทรงเป็นเจ้าฟ้าในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งอาวุโสที่สุดในเวลานั้น นอกจากนี้ก็ทรงได้รับราชการสำคัญจำนวนมาก คือทรงเป็นประธานอภิรัฐมนตรีสภาและเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และยังทรงได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่ประทับในพระนครด้วย
บารมีของเจ้าฟ้าบริพัตรฯ ในเวลานั้นมากจนกระทั่งพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงบันทึกไว้ในหนังสือเกิดวังปารุสก์ว่า
"...เมื่อข้าพเจ้าอยู่เมืองไทยเวลานั้น (๒๔๗๓) ตามเสียงคนพูดกันทั่วไปดูทุกๆ คนรู้สึกกันว่า ถ้าทูลกระหม่อมอายังคงไม่มีพระราชโอรสอยู่ตราบใด ทูลหม่อมลุงบริพัตรทรงมีหวังที่จะได้รับตั้งสืบราชสมบัติต่อไปมากกว่าเจ้านายพระองค์อื่นๆ ถึงแม้ตามกฎมณเฑียรบาลท่านทรงเป็นพระองค์ที่ ๓ อยู่แล้ว เวลานั้นท่านทรงเป็นเจ้านายที่มีตำแหน่งราชการสำคัญที่สุด ทรงเป็นใหญ่ในอภิรัฐมนตรีสภา เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงเป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก ครั้นเมื่อทูลกระหม่อมอาเสด็จประพาสอเมริกาก็ได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปรากฏว่ามีผู้คนรักใคร่นับถือเป็นอันมาก..."
และทรงบันทึกถึงพระองค์เจ้าอานันท์ฯ ไว้ว่า
"...ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ หากทูลกระหม่อมอาเอียดน้อยมิได้ทรงแต่งตั้งเจ้านายพระองค์อื่น องค์ชายอานันท์ก็ย่อมจะเป็นรัชทายาท แต่ทูลหม่อมอายังมิได้ประกาศรับรองว่าเป็นเช่นนั้น..."
นอกจากนี้ยังพบในหนังสือพิมพ์ต่างประเทศรายงานข่าวช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้กล่าวถึงเจ้าฟ้าบริพัตรฯ ว่า "Prince Paribatra was generally regarded as logical heir to the Siamese Throne" ก็น่าจะสะท้อนสถานะของพระองค์ในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น ถ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงสถาปนาเจ้าฟ้าบริพัตรฯ เป็นรัชทายาทของพระองค์ ก็ทรงเป็นพระราชอำนาจที่สามารถทำได้ และถึงแม้ว่าเจ้าฟ้าบริพัตรฯ จะไม่ทรงรับก็ตาม แต่ถ้ามีการประกาศอย่างเป็นทางการแล้วก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และในเวลานั้นไม่น่าจะมีพระราชวงศ์พระองค์อื่นเทียบพระบารมีหรือมีความเหมาะสมเทียบเท่าพระองค์ด้วย
แต่ข้อควรพิจารณาอีกข้อคือ เจ้าฟ้าบริพัตรฯ ทรงมีพระอาวุโสสูงกว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ถึง ๑๒ ปี แม้ว่าทรงเหมาะสมที่จะถูกสถาปนาไว้ในที่รัชทายาท แต่หากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ครองราชย์ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและไม่มีพระราชโอรส ก็มีโอกาสสูงที่เจ้าฟ้าบริพัตรฯ จะสิ้นพระชนม์ไปก่อน ซึ่งเป็นไปได้ตามความเห็นบนคือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ อาจสถาปนา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร ที่เป็นโอรสเป็นรัชทายาทแทน ซึ่งพระองค์เจ้าจุมภฏฯ ก็ทรงมีความเหมาะสมเนื่องจากทรงเป็นอุภโตสุชาติ และมีพระชันษามากพอสมควรแล้ว
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น พระองค์เจ้าอานันท์ฯ ก็จะมีพระชนม์สูงพอสมควรเหมือนกัน และไม่อาจรับประกันว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงข้ามผู้ที่ไม่ได้เป็นอุภโตสุชาติอย่างที่เกิดในสมัยรัชกาลที่ ๖
เราไม่ทราบพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่ชัดเจนในช่วงเวลานั้น ในที่นี้จึงเป็นการตีความประวัติศาสตร์แบบ what if ซึ่งมีความเป็นไปได้หลายทาง ขึ้นกับบริบทของยุคสมัย และอาจไม่สามารถให้ข้อสรุปที่ชัดเจนได้ครับ
แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ เป็นการตัดเจ้าฟ้าบริพัตรฯ รวมถึงพระโอรสออกจากการสืบราชสมบัติโดยสิ้นเชิง ปรากฏในงานเขียนเรื่องความเป็นไปในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของ ปรีดี พนมยงค์ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลในเวลานั้นไม่นำเจ้าฟ้าบริพัตรฯ มาพิจารณาในการสืบราชสมบัติ ดังนี้
"ขณะนั้นสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตร กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงมีพระชนม์อยู่ แต่พระองค์เสด็จไปประทับในต่างประเทศโดยคำขอร้องของคณะราษฎร คณะรัฐมนตรีจึงไม่พิจารณาถึงพระองค์ท่านและพระโอรสของพระองค์ท่านที่มีอยู่หลายพระองค์"
ประจวบเหมาะกับหลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสละราชสมบัติ สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้นได้อภิปรายถึงผู้สืบราชสมบัติ ซึ่งตอนที่เปิดอภิปรายตกลงว่าจะอภิปรายไปทีละพระองค์ตามลำดับในกฎมณเฑียรบาล ถ้าองค์แรกไม่เหมาะจึงจะพิจารณาลำดับถัดไป โดยเริ่มพระองค์เจ้าอานันท์ฯ ซึ่งอยู่อันดับแรก เมื่อสภาผู้แทนราษฎรตกลงเห็นชอบให้พระองค์เจ้าอานันท์ฯ เป็นพระมหากษัตริย์แล้วก็จบเรื่อง ไม่ได้พิจารณาพระราชวงศ์อื่นต่อ จึงไม่มีการกล่าวถึงเจ้าฟ้าบริพัตรฯ แต่อย่างใดครับ
แต่ว่าลำดับของมาตรา ๙ นั้น จะยึดถือต่อเมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตลงก่อนโดยไม่มีการสถาปนารัชทายาทไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ข้อนี้เป็นไปตามมาตรา ๘ ที่ระบุว่า
"ถ้าหากว่ามีเหตุอันไม่พึงปรารถนา คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตลง โดยมิได้ทรงสมมุติพระรัชทายาทไว้ก่อนแล้วไซร้ ท่านว่า ให้เป็นหน้าที่ท่านเสนาบดีอัญเชิญเสด็จเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์ที่ ๑ ในลำดับสืบพระราชสันตติวงศ์ ดังได้แถลงไว้ในมาตรา ๙ ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ที่ได้เสด็จสวรรคตลงแล้วนั้นต่อไป แต่ผู้ที่จะอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เช่นนี้ ต้องมิใช่ผู้ที่ตกอยู่ในเกณฑ์ยกเว้นที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๑ และ ๑๒ แห่งกฎมณเฑียรบาลนี้"
ดังนั้น ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตโดยไม่ได้สถาปนารัชทายาทไว้ก่อน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลซึ่งอยู่ในอันดับ ๑ ย่อมได้เป็นผู้สืบราชสมบัติตามที่กฎมณเฑียรบาลระบุไว้
แต่ถ้าทรงสถาปนารัชทายาทไว้ก่อนหน้าก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชสิทธิที่จะสถาปนาพระราชวงศ์พระองค์ใดเป็นรัชทายาทก็ได้โดยไม่มีข้อบังคับว่าจะต้องยึดตามลำดับของมาตรา ๙ ของกฎมณเฑียรบาล ตามที่มาตรา ๕ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ และพระราชสิทธิ ที่จะทรงสมมุติเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ให้เป็นพระรัชทายาท สุดแท้แต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควรและเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้ว่า ท่านพระองค์นั้นจะสามารถสืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์
แต่การที่สมมุติเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์ให้เป็นพระรัชทายาทเช่นนี้ ให้ถือว่าเป็นการเฉพาะพระองค์ของพระรัชทายาทพระองค์นั้น"
และตามมาตรา ๖ หากทรงสถาปนารัชทายาทและมีการประกาศให้ทราบอย่างชัดเจนแล้ว รัชทายาทพระองค์นั้นย่อมเป็นผู้สืบราชสมบัติทันทีหลังพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต
"เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสมมุติท่านพระองค์ใดให้เป็นพระรัชทายาทแล้ว และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข้อความให้ปรากฏแก่พระบรมวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ ราชเสวกบริพารและอาณาประชาชน ให้ทราบทั่วกันแล้ว ท่านว่า ให้ถือว่าท่านพระองค์นั้นเป็นพระรัชทายาทโดยแน่นอนปราศจากปัญหาใด ๆ และเมื่อใดถึงกาลอันจำเป็น ก็ให้พระรัชทายาทพระองค์นั้นเสด็จขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกษโดยทันที ให้สมดังพระบรมราชประสงค์ที่ได้ทรงประกาศไว้นั้นแล"
เท่าที่ศึกษามามีหลักฐานอยู่ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริจะให้พระองค์เจ้าอานันทมหิดลเป็นผู้สืบราชสมบัติเนื่องจากทรงอยู่ในอันดับแรก แต่หลักฐานที่บ่งชี้ในทางนั้นล้วนอยู่ในช่วงเวลาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว และเป็นช่วงเวลาที่เจ้าฟ้าบริพัตรฯ ทรงหมดอำนาจทางการเมืองโดยสิ้นเชิง เพราะทรงถูกรัฐบาลคณะราษฎรเนรเทศไปอยู่ที่บันดุง ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น ก็ไม่แน่ว่าพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลจะได้รับราชสมบัติสืบต่อ แต่มีโอกาสที่จะมาทางเจ้าฟ้าบริพัตรฯ หรือพระโอรสของพระองค์คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตรในระดับสูงครับ
ข้อควรพิจารณาคือ พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ (นอกจากรุ่นสถาปนาราชวงศ์ที่เป็นสามัญชนมาก่อน) นอกจากรัชกาลที่ ๓ แล้วล้วนทรงเป็น "อุภโตสุชาติ" (มีพระชาติกำเนิดดีทั้งบิดาและมารดา คือเป็นพระราชวงศ์ทั้งสองฝ่าย) ซึ่งตามราชประเพณีแต่โบราณถือว่าเป็นผู้ที่สมควรได้รับราชสมบัติสูงที่สุด ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงเน้นความสำคัญในเรื่องนี้มาก โดยทรงใช้เป็นเหตุในการข้ามพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ซึ่งมีพระมารดาเป็นชาวรัสเซียไป ปรากฏในพระราชกฎษฎีกาเรื่องตั้งรัชทายาทใน พ.ศ. ๒๔๕๓ ว่า
"ข้อ ๓ ตามโบราณราชประเพณีนิยมมีอยู่ว่า ผู้ที่จะเปนรัชทายาทสืบราชสันตติวงศ์ควรต้องเปนอุภโตสุชาติ ฉนั้นแม้มีเหตุบังเกิดขึ้น ซึ่งจะบันดาลให้น้องของฉันคนใดได้เปนรัชทายาทสืบสันตติวงศ์แล้ว ก็ขออย่าให้เลือกเอาลูกของตนซึ่งมิได้เปนอุภโตสุชาติเปนรัชทายาทสืบไปเลย ขอให้เลือกน้องร่วมอุทรเปนรัชทายาทเหมือนเช่นที่ตัวฉันเลือกในครั้งนี้เถิด”"
และเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำพระราชพินัยกรรมไว้ก่อนสวรรคต ก็มีพระราชโองการให้ข้ามพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (เวลานั้นยังเป็นหม่อมเจ้า) ออกจากลำดับ ด้วยเหตุผลว่า "เพราะหม่อมเจ้าวรานนท์ธวัชมีมารดาที่ไม่มีชาติสกุลอย่างใด, เกรงจะไม่เปนที่เคารพแห่งพระบรมวงศานุวงศ์, ฃ้าราชการ, และอาณาประชาชน." คือไม่ได้ทรงเป็นอุภโตสุชาติ
แม้กฎมณเฑียรบาลจะไม่ได้มีข้อบังคับเรื่อง "อุภโตสุชาติ" ก็ตาม แต่ก็น่าจะเป็นไปได้ยากที่ในยามบ้านเมืองปกติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงละเมิดประเพณีปฏิบัติที่มีมาตั้งแต่โบราณ แล้วตั้งพระองค์เจ้าอานันทมหิดลซึ่งไม่ได้ทรงเป็น "อุภโตสุชาติ" ขึ้นเป็นรัชทายาท ซึ่งแม้ว่าจะทรงอยู่อันดับแรกก็ตาม แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ทรงมีสิทธิที่จะเลือกพระราชวงศ์พระองค์อื่นตามมาตรา ๕ หรือจะทรงให้ข้ามพระองค์เจ้าอานันทมหิดลออกจากลำดับแบบเดียวกับสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่ข้ามพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชก็ได้ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจของพระองค์ตามที่กฎมณเฑียรบาลมาตรา ๗ ระบุว่า
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสงวนไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ และพระราชสิทธิ ที่จะทรงถอนพระรัชทายาทออกจากตำแหน่งได้ ท่านพระองค์ใดที่ได้ถูกถอนจากตำแหน่งพระรัชทายาทแล้ว ท่านว่า ให้นับว่าขาดจากทางที่จะได้สืบราชสันตติวงศ์ และให้ถอนพระนามออกเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ อีกทั้งพระโอรสและบรรดาเชื้อสายโดยตรงของท่านพระองค์นั้น ก็ให้ถอนเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ด้วยทั้งสิ้น
อนึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ และพระราชสิทธิ ที่จะทรงประกาศยกเว้นเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งออกเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ได้"
ข้อควรพิจารณาคือ เจ้าฟ้าบริพัตรฯ ทรงเป็นพระเชษฐาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเคารพนับถือมาก และเคยมีพระราชดำริจะถวายราชสมบัติให้ตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ สวรรคต ถึงแม้จะปรากฏหลักฐานอยู่ว่าเจ้าฟ้าบริพัตรฯ ไม่ทรงปรารถนาจะรับราชสมบัติ แต่ก็ทรงมีพระบารมีอยู่มาก ด้วยทรงเป็นเจ้าฟ้าในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งอาวุโสที่สุดในเวลานั้น นอกจากนี้ก็ทรงได้รับราชการสำคัญจำนวนมาก คือทรงเป็นประธานอภิรัฐมนตรีสภาและเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และยังทรงได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่ประทับในพระนครด้วย
บารมีของเจ้าฟ้าบริพัตรฯ ในเวลานั้นมากจนกระทั่งพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงบันทึกไว้ในหนังสือเกิดวังปารุสก์ว่า
"...เมื่อข้าพเจ้าอยู่เมืองไทยเวลานั้น (๒๔๗๓) ตามเสียงคนพูดกันทั่วไปดูทุกๆ คนรู้สึกกันว่า ถ้าทูลกระหม่อมอายังคงไม่มีพระราชโอรสอยู่ตราบใด ทูลหม่อมลุงบริพัตรทรงมีหวังที่จะได้รับตั้งสืบราชสมบัติต่อไปมากกว่าเจ้านายพระองค์อื่นๆ ถึงแม้ตามกฎมณเฑียรบาลท่านทรงเป็นพระองค์ที่ ๓ อยู่แล้ว เวลานั้นท่านทรงเป็นเจ้านายที่มีตำแหน่งราชการสำคัญที่สุด ทรงเป็นใหญ่ในอภิรัฐมนตรีสภา เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงเป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก ครั้นเมื่อทูลกระหม่อมอาเสด็จประพาสอเมริกาก็ได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปรากฏว่ามีผู้คนรักใคร่นับถือเป็นอันมาก..."
และทรงบันทึกถึงพระองค์เจ้าอานันท์ฯ ไว้ว่า
"...ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ หากทูลกระหม่อมอาเอียดน้อยมิได้ทรงแต่งตั้งเจ้านายพระองค์อื่น องค์ชายอานันท์ก็ย่อมจะเป็นรัชทายาท แต่ทูลหม่อมอายังมิได้ประกาศรับรองว่าเป็นเช่นนั้น..."
นอกจากนี้ยังพบในหนังสือพิมพ์ต่างประเทศรายงานข่าวช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้กล่าวถึงเจ้าฟ้าบริพัตรฯ ว่า "Prince Paribatra was generally regarded as logical heir to the Siamese Throne" ก็น่าจะสะท้อนสถานะของพระองค์ในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น ถ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงสถาปนาเจ้าฟ้าบริพัตรฯ เป็นรัชทายาทของพระองค์ ก็ทรงเป็นพระราชอำนาจที่สามารถทำได้ และถึงแม้ว่าเจ้าฟ้าบริพัตรฯ จะไม่ทรงรับก็ตาม แต่ถ้ามีการประกาศอย่างเป็นทางการแล้วก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และในเวลานั้นไม่น่าจะมีพระราชวงศ์พระองค์อื่นเทียบพระบารมีหรือมีความเหมาะสมเทียบเท่าพระองค์ด้วย
แต่ข้อควรพิจารณาอีกข้อคือ เจ้าฟ้าบริพัตรฯ ทรงมีพระอาวุโสสูงกว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ถึง ๑๒ ปี แม้ว่าทรงเหมาะสมที่จะถูกสถาปนาไว้ในที่รัชทายาท แต่หากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ครองราชย์ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและไม่มีพระราชโอรส ก็มีโอกาสสูงที่เจ้าฟ้าบริพัตรฯ จะสิ้นพระชนม์ไปก่อน ซึ่งเป็นไปได้ตามความเห็นบนคือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ อาจสถาปนา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร ที่เป็นโอรสเป็นรัชทายาทแทน ซึ่งพระองค์เจ้าจุมภฏฯ ก็ทรงมีความเหมาะสมเนื่องจากทรงเป็นอุภโตสุชาติ และมีพระชันษามากพอสมควรแล้ว
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น พระองค์เจ้าอานันท์ฯ ก็จะมีพระชนม์สูงพอสมควรเหมือนกัน และไม่อาจรับประกันว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงข้ามผู้ที่ไม่ได้เป็นอุภโตสุชาติอย่างที่เกิดในสมัยรัชกาลที่ ๖
เราไม่ทราบพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่ชัดเจนในช่วงเวลานั้น ในที่นี้จึงเป็นการตีความประวัติศาสตร์แบบ what if ซึ่งมีความเป็นไปได้หลายทาง ขึ้นกับบริบทของยุคสมัย และอาจไม่สามารถให้ข้อสรุปที่ชัดเจนได้ครับ
แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ เป็นการตัดเจ้าฟ้าบริพัตรฯ รวมถึงพระโอรสออกจากการสืบราชสมบัติโดยสิ้นเชิง ปรากฏในงานเขียนเรื่องความเป็นไปในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของ ปรีดี พนมยงค์ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลในเวลานั้นไม่นำเจ้าฟ้าบริพัตรฯ มาพิจารณาในการสืบราชสมบัติ ดังนี้
"ขณะนั้นสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตร กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงมีพระชนม์อยู่ แต่พระองค์เสด็จไปประทับในต่างประเทศโดยคำขอร้องของคณะราษฎร คณะรัฐมนตรีจึงไม่พิจารณาถึงพระองค์ท่านและพระโอรสของพระองค์ท่านที่มีอยู่หลายพระองค์"
ประจวบเหมาะกับหลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสละราชสมบัติ สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้นได้อภิปรายถึงผู้สืบราชสมบัติ ซึ่งตอนที่เปิดอภิปรายตกลงว่าจะอภิปรายไปทีละพระองค์ตามลำดับในกฎมณเฑียรบาล ถ้าองค์แรกไม่เหมาะจึงจะพิจารณาลำดับถัดไป โดยเริ่มพระองค์เจ้าอานันท์ฯ ซึ่งอยู่อันดับแรก เมื่อสภาผู้แทนราษฎรตกลงเห็นชอบให้พระองค์เจ้าอานันท์ฯ เป็นพระมหากษัตริย์แล้วก็จบเรื่อง ไม่ได้พิจารณาพระราชวงศ์อื่นต่อ จึงไม่มีการกล่าวถึงเจ้าฟ้าบริพัตรฯ แต่อย่างใดครับ
อยากจะรู้ว่า ในช่วงรัชกาลที่๗ ก่อน ๒๔๗๕ ในวงราชสำนักรับรู้มั้ยครับว่า เจ้าฟ้ามหิดล พระองค์เจ้าอานันท์ เป็นรัชทายาท
ลำดับสืบราช สันตติวงศ์ ก็ยังเป็นตามสาย เจ้าฟ้ามหิดล ก่อนอยู่ดี
ทำไมจึงมีบางกระแสมองว่า เจ้าฟ้าบริพัตร เป็นรัชทายาท
เลยอยากรู้ว่า ในวงราชสำนัก ข้าราชการ ตอนนั้น มองว่ารัชทายาท คือพระองค์ไหน
ระหว่าง ๑.เจ้าฟ้ามหิดล,พระองค์เจ้าอานันท์
๒.เจ้าฟ้าบริพัตร
๓.รอ ร.๗ มีพระราชโอรส