เมื่อปีที่แล้ว เจ้าลูกชายผมวัย 10 ปี อยู่ๆ มาถามผมว่า "พ่อ...ชีวิตคนเราเกิดมามีเป้าหมายอะไร และอะไรคือความเป็นธรรม ผมรู้ว่ามีคำตอบมากมาย แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ใช่" ผมได้ยินดังนั้น รู้สึกเหมือนตอนสมัยตัวเองเรียนปรัชญาการเมือง ที่ธรรมศาสตร์ ไม่คิดมาก่อนว่า คำถามไม่ว่าธรรมชาติชีวิต ความยุติธรรม และอื่นๆ ที่ผมได้เรียนจากเรื่องราวโสเครตีสผ่านเพลโต้ จะมาอยู่ในคำถามของเด็กอย่างลูกผมได้
ผมมาทบทวนดูถึงระบบการศึกษาของไทยยิ่งทำให้เห็นว่า การศึกษาที่มีอยู่ ไม่เคยช่วยให้เด็กๆ อย่างลูกผมตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบด้วยตัวเอง แม้จะมีการศึกษานอกระบบมากมาย หลักสูตรฟินแลนด์ สวีเดน หรือกระทั่งหลักสูตรทางเลือกมากมาย แต่ทุกแนวมักจะพยายามมีคำตอบที่สำเร็จรูปให้ แต่ไม่ค่อยให้เด็กตั้งคำถาม และแสวงหาลงไปถึงแก่นของชีวิตและธรรมชาติ
ผมเลยตอบเจ้าลูกชายไปว่า "พ่อไม่มีคำตอบให้ แต่พ่อมีคำถาม ที่จะชวนลูกคุยผ่านเรื่องราวต่างๆ ลูกต้องหาคำตอบด้วยตัวเองนะ" ผมคิดจะใช้วิธีสนทนาแบบโสเครตีส ที่ถามไปให้ลึกไปถึงแก่นหรือหลักคุณค่าของสิ่งนั้นๆ เพื่อให้ได้คิดใคร่ครวญว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่เราคิดว่าเข้าใจนั้น เราเข้าใจมันจริงมั้ย ซึ่งสุดท้ายอาจได้คำตอบแบบโสเครตีสว่า "เราแทบไม่รู้อะไรเลย"
แต่แทนที่ผมจะสนทนากับลูกสองคน ผมเลยนึกว่าเอาว่ะ ชวนเพื่อนๆ ลูกมาเรียนรู้ด้วยกัน ผ่านเรื่องที่เด็กๆ ชอบ ตั้งแต่นั้นมา ผมก็เลยทำ "โครงการนักปรัชญาตัวน้อย" ขึ้นมา ด้วยการชวนเด็กๆ คุย เช่น จักรวาลมีที่มายังไง และหากเกิดจากบิ๊กแบงค์ ถ้างั้นเรากับมนุษย์ต่างดาวก็เป็นญาติกันสิ, ถ้าธานอสดีดนิ้วลบสิ่งมีชีวิตครึ่งจักรวาล แล้วจักรวาลจะดีขึ้นมั้ย, ทำไมเราต้องเรียนดนตรี ดนตรีมีความหมายอะไรกับชีวิต, AI เป็นประโยชน์หรือปัญหาของมนุษย์ ฯลฯ
ประเด็นเหล่านี้ ผมไม่ได้คิดเอง แต่มาจากสอบถามและสังเกตเด็กๆ ว่าเขาสนใจอะไร เพราะทุกเรื่องไม่ว่าหนัง การ์ตูน เกมส์ การแกล้งกันในโรงเรียน ล้วนตั้งถามทางปรัชญาได้ทั้งนั้น
แต่ด้วยความเป็นเด็ก จะมาชวนคุยกันเฉยๆ ก็คงเบื่อ ผมเลยฉายหนังให้ดู เรื่องเล่าให้แล้วชวนคุย หรือชวนทำกิจกรรมแล้วสะท้อนมุมมองกัน ผมพบว่า หากทำกิจกรรมและชวนคิดตั้งคำถามเด็กๆ จะชอบมากครับ
จากลองการเรียนรู้เล่นๆ ตอนนี้ผมจัดมาแล้ว 11 ครั้ง เชิญวิทยากรที่ผมรู้จักมาชวนคุยกับเด็กอย่างสนุกสนานเลยครับ (ลองดูในเฟสบุ๊คเพจ "โครงการนักปรัชญาตัวน้อย"
สิ่งที่ผมพบจากการทำกิจกรรมปรัชญากับเด็ก ผมว่า เด็กๆ มีจินตนาการ และคำถามที่อิสระกว่าผู้ใหญ่มาก ไม่ต้องคำนึงถึงกรอบความเป็นจริง แม้บางครั้งจะดูฟุ้งๆ ล้นๆ ไปบ้าง แต่สนุกสนานกับการสนทนามากกว่าตอนที่ผมสอนปรัชญาให้กับ นศ.ป.เอกและโท เยอะเลย
ผมเลยคิดว่า กระแสการเรียนรู้เพื่อโลกยุคหน้าสำหรับเด็ก ไม่ได้มีแต่ Coding, AI,.... แต่รากสำคัญที่สุดคือ ปรัชญา อันคือ การตั้งคำถามถึงแก่นของสรรพสิ่งที่เราสนใจ ผมคงจะพัฒนา "นักปรัชญาตัวน้อย" ที่ไม่เพียงเป็นผู้แสวงหาปัญญา แต่ต้องใช้ปัญญาเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีงามด้วยครับ
ลูกผมถามว่า "ชีวิตเกิดมามีเป้าหมายอะไร" ผมปิ๊งเลยมาพัฒนาหลักสูตร "นักปรัชญาตัวน้อย"
ผมมาทบทวนดูถึงระบบการศึกษาของไทยยิ่งทำให้เห็นว่า การศึกษาที่มีอยู่ ไม่เคยช่วยให้เด็กๆ อย่างลูกผมตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบด้วยตัวเอง แม้จะมีการศึกษานอกระบบมากมาย หลักสูตรฟินแลนด์ สวีเดน หรือกระทั่งหลักสูตรทางเลือกมากมาย แต่ทุกแนวมักจะพยายามมีคำตอบที่สำเร็จรูปให้ แต่ไม่ค่อยให้เด็กตั้งคำถาม และแสวงหาลงไปถึงแก่นของชีวิตและธรรมชาติ
ผมเลยตอบเจ้าลูกชายไปว่า "พ่อไม่มีคำตอบให้ แต่พ่อมีคำถาม ที่จะชวนลูกคุยผ่านเรื่องราวต่างๆ ลูกต้องหาคำตอบด้วยตัวเองนะ" ผมคิดจะใช้วิธีสนทนาแบบโสเครตีส ที่ถามไปให้ลึกไปถึงแก่นหรือหลักคุณค่าของสิ่งนั้นๆ เพื่อให้ได้คิดใคร่ครวญว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่เราคิดว่าเข้าใจนั้น เราเข้าใจมันจริงมั้ย ซึ่งสุดท้ายอาจได้คำตอบแบบโสเครตีสว่า "เราแทบไม่รู้อะไรเลย"
แต่แทนที่ผมจะสนทนากับลูกสองคน ผมเลยนึกว่าเอาว่ะ ชวนเพื่อนๆ ลูกมาเรียนรู้ด้วยกัน ผ่านเรื่องที่เด็กๆ ชอบ ตั้งแต่นั้นมา ผมก็เลยทำ "โครงการนักปรัชญาตัวน้อย" ขึ้นมา ด้วยการชวนเด็กๆ คุย เช่น จักรวาลมีที่มายังไง และหากเกิดจากบิ๊กแบงค์ ถ้างั้นเรากับมนุษย์ต่างดาวก็เป็นญาติกันสิ, ถ้าธานอสดีดนิ้วลบสิ่งมีชีวิตครึ่งจักรวาล แล้วจักรวาลจะดีขึ้นมั้ย, ทำไมเราต้องเรียนดนตรี ดนตรีมีความหมายอะไรกับชีวิต, AI เป็นประโยชน์หรือปัญหาของมนุษย์ ฯลฯ
ประเด็นเหล่านี้ ผมไม่ได้คิดเอง แต่มาจากสอบถามและสังเกตเด็กๆ ว่าเขาสนใจอะไร เพราะทุกเรื่องไม่ว่าหนัง การ์ตูน เกมส์ การแกล้งกันในโรงเรียน ล้วนตั้งถามทางปรัชญาได้ทั้งนั้น
แต่ด้วยความเป็นเด็ก จะมาชวนคุยกันเฉยๆ ก็คงเบื่อ ผมเลยฉายหนังให้ดู เรื่องเล่าให้แล้วชวนคุย หรือชวนทำกิจกรรมแล้วสะท้อนมุมมองกัน ผมพบว่า หากทำกิจกรรมและชวนคิดตั้งคำถามเด็กๆ จะชอบมากครับ
จากลองการเรียนรู้เล่นๆ ตอนนี้ผมจัดมาแล้ว 11 ครั้ง เชิญวิทยากรที่ผมรู้จักมาชวนคุยกับเด็กอย่างสนุกสนานเลยครับ (ลองดูในเฟสบุ๊คเพจ "โครงการนักปรัชญาตัวน้อย"
สิ่งที่ผมพบจากการทำกิจกรรมปรัชญากับเด็ก ผมว่า เด็กๆ มีจินตนาการ และคำถามที่อิสระกว่าผู้ใหญ่มาก ไม่ต้องคำนึงถึงกรอบความเป็นจริง แม้บางครั้งจะดูฟุ้งๆ ล้นๆ ไปบ้าง แต่สนุกสนานกับการสนทนามากกว่าตอนที่ผมสอนปรัชญาให้กับ นศ.ป.เอกและโท เยอะเลย
ผมเลยคิดว่า กระแสการเรียนรู้เพื่อโลกยุคหน้าสำหรับเด็ก ไม่ได้มีแต่ Coding, AI,.... แต่รากสำคัญที่สุดคือ ปรัชญา อันคือ การตั้งคำถามถึงแก่นของสรรพสิ่งที่เราสนใจ ผมคงจะพัฒนา "นักปรัชญาตัวน้อย" ที่ไม่เพียงเป็นผู้แสวงหาปัญญา แต่ต้องใช้ปัญญาเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีงามด้วยครับ