-3-
หิมะตกราวสายฝน อารมณ์ผมเริ่มดับ ดูเหมือนความหนาวกรั่นกรองจิตใจให้สงบลงได้บ้าง
"อุตส่าตั้งตารอคืนนี้แท้ ๆ ห่วยแตกชะมัด..." ผมเงยหน้าอย่างเศร้า ๆ มือซ้ายยกขึ้นกอดอก
ใจไม่ได้คาดหวัง เรื่องราวจะลงเอยแบบนี้ แต่ความจริงก็ดักซุ่มโจมตี
วินาทีนี้ผมอยากไปให้ไกลจากที่นี่ เริ่มต้นชีวิตบทใหม่ มันควรมีที่ดีกว่านี้ให้ได้เขียนหนังสือ...
เสียงหวูด เสียงกระฉึกกระฉัก แว่วตามอากาศ หัวรถจักรไอน้ำสีแดง แล่นตามรางเหล็ก
รถไฟวิ่งมาช้า ๆ ดูโบราณเก่าคร่ำคร่า อายุคงเกินหนึ่งร้อยปี เมื่อเทียบชานชาลา ประตูเปิด ผมเหวี่ยงกระเป๋าขึ้นพาดหัวไหล่ก้าวขึ้นตู้รถไฟ
เครื่องทำความร้อนในขบวนทำงานอย่างดี
เมื่อมองไปรอบ ๆ ภายในโบกี้มีชายคนเดียว หนวดเครารุงรัง สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น อายุคงสี่สิบ เขานอนกรน กอดขวดเหล้าแนบอก
ข้างในทรุดโทรม อากาศกลิ่นเหม็นอับ ไฟสว่างสลัวกระพริบ ติด ๆ ดับ ๆ
ผมเช็คตั๋วในมือ มันบอกที่นั่ง บีหนึ่งเก้าเก้าศูนย์
ผมก้าวเท้ายาว ๆ เดินไปท้ายตู้ นั่งลงริมหน้าต่างแถวสุดท้าย
เก้าอี้เป็นเบาะสีเขียวอ่อน มีโต๊ะไม้โอ๊คขัดมันกั้นกลาง อีกฝั่งเป็นที่นั่งแบบเดียวกัน ทุกโต๊ะมีที่เขี่ยบุหรี่...
ภายนอกลมพัดโหม พายุทำกระจกสั่น หน้าต่างสะเทือนกึกกักรุนแรง รถไฟเริ่มเคลื่อนตัว...
ผมเปิดซิบช่องเล็กด้านหน้ากระเป๋าเดินทาง
ข้างในมีสมุดปกน้ำตาล กับชุดเรื่องสั้น โอเฮนรี่
ผมหยิบเรื่องสั้นขึ้นมา การอ่านหนังสือเวลาเดินทาง ฆ่าเวลาชะงักดี
มือซ้ายพลิกกระดาษไปตอน "ภายหลังยี่สิบปี" ผมอ่านเรื่องนี้ยี่สิบสองครั้งแล้ว
เรื่องราวพูดถึงชายสองคนเป็นเพื่อนรักในวัยเด็ก ห่างเหินไปคนละซีกโลก มุ่งทำตามความฝัน
พวกเขาสัญญาจะกลับมาเจอกันสถานที่เดิม วันเดิม เวลาเดิม ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า
ตอนจบหักมุมยอดเยี่ยม พลิกผันไม่มีใครคาดคิด...
เมื่ออ่านถึงบรรทัดสุดท้าย ผมปิดสมุดแผ่วเบา ค่อย ๆ วางลงบนโต๊ะ...
"เขียนดีจริง ๆ" ผมถอนหายใจเล็กน้อย "อีกนานแค่ใหน กว่าจะเขียนได้แบบนี้นะ..."
สำหรับผม พวกนักเขียนในประวัติศาสตร์ ถือเป็นรุ่นพี่ใหญ่ในวงการ
พวกเขาไม่เพียงถ่ายทอด สังคม อิทธิพล ความคิด ลงสู่วรรณกรรม
แต่ยังแฝงเอาประวัติศาสตร์ที่แสนเจ็บปวด และนำปัญหาบ้านเมืองในยุคนั้น มาเล่าด้วย
นั่นทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องราวโลกยุคก่อน... และตระหนักว่า เบื้องลึกในจิตใจคนเราไม่ได้ผิดแผกกันเลย...
ผมก้มมองนาฬิกาข้อมือมันบอกเวลา 23:06 น.
ข้างนอกหิมะหยุดตก รถไฟแล่นผ่านป่าต้นไพน์ที่ขึ้นอย่างหนาแน่น
ในยามที่ลมพัดแรง ใบไม้ค่อย ๆ ร่วงลงจากต้น ให้ความรู้สึกราวกับว่ามันกำลังสั่นไล่มนุษย์อย่างไรอย่างงั้น
มือซ้ายผมเอื้อมเปิดหน้าต่าง อากาศเริ่มหมุนเวียน ลมเย็น ๆ จากภูเขาบริสุทธิ์พัดเข้ามา
ผมสูดจนชุ่มปอด รู้สึกสดชื่นโล่งใจ
สายตาตวัดไกลออกไป เห็นนกฮูกหิมะสีขาวสองสามตัว บินถลาเล่นลมเหนือเทือกเขา ปีกมันแผ่กว้าง เตรียมมุ่งสู่เบื้องล่าง
มันอยู่อย่างธรรมชาติ กินอย่างธรรมชาติ...
ว่าไปแล้วทุกแห่งหน ต่างก็มีเรื่องเล่าทรงคุณค่า ความแตกต่างแฝงเร้นอยู่
รถไฟผ่านมาสถานีใหม่
ขบวนชะลอหยุด ผู้คนสี่ห้าคน สวมเสื้อผ้าสารพัดสี
ผมเห็นครอบครัวชาวจีนเดินจูงมือลูกสาวเคียงข้าง คงตั้งใจฉลองสิ้นปีพร้อมหน้าสามคน
มองแล้วรู้สึกอิจฉานิด ๆ
คนอย่างผมต้องคิดหนักเรื่องความรัก... คงมีปัญหามากมายทีเดียว ถ้าคิดจะรักใครดี ๆ สักคน
อีกอย่าง ถ้ามีครอบครัวตอนนี้ มันเหมือนผมรีบข้ามไปถึงตอนจบของหนังสือ...
เวลานี้ผมต้องการอิสระภาพ เพื่อไล่ตามความฝัน...
"ปู๊น ๆ" เสียงหวูดแหลมดังขึ้น ดูเหมือนนานเหลือเกินที่รถไฟจะเคลื่อนขบวน แต่ที่สุดก็ค่อย ๆ แล่นออกจากที่...
FT 5 | เรื่องสั้น ปาฏิหาริย์คืนสิ้นปี ตอนที่ 3
"อุตส่าตั้งตารอคืนนี้แท้ ๆ ห่วยแตกชะมัด..." ผมเงยหน้าอย่างเศร้า ๆ มือซ้ายยกขึ้นกอดอก
ใจไม่ได้คาดหวัง เรื่องราวจะลงเอยแบบนี้ แต่ความจริงก็ดักซุ่มโจมตี
วินาทีนี้ผมอยากไปให้ไกลจากที่นี่ เริ่มต้นชีวิตบทใหม่ มันควรมีที่ดีกว่านี้ให้ได้เขียนหนังสือ...
เสียงหวูด เสียงกระฉึกกระฉัก แว่วตามอากาศ หัวรถจักรไอน้ำสีแดง แล่นตามรางเหล็ก
รถไฟวิ่งมาช้า ๆ ดูโบราณเก่าคร่ำคร่า อายุคงเกินหนึ่งร้อยปี เมื่อเทียบชานชาลา ประตูเปิด ผมเหวี่ยงกระเป๋าขึ้นพาดหัวไหล่ก้าวขึ้นตู้รถไฟ
เครื่องทำความร้อนในขบวนทำงานอย่างดี
เมื่อมองไปรอบ ๆ ภายในโบกี้มีชายคนเดียว หนวดเครารุงรัง สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น อายุคงสี่สิบ เขานอนกรน กอดขวดเหล้าแนบอก
ข้างในทรุดโทรม อากาศกลิ่นเหม็นอับ ไฟสว่างสลัวกระพริบ ติด ๆ ดับ ๆ
ผมเช็คตั๋วในมือ มันบอกที่นั่ง บีหนึ่งเก้าเก้าศูนย์
ผมก้าวเท้ายาว ๆ เดินไปท้ายตู้ นั่งลงริมหน้าต่างแถวสุดท้าย
เก้าอี้เป็นเบาะสีเขียวอ่อน มีโต๊ะไม้โอ๊คขัดมันกั้นกลาง อีกฝั่งเป็นที่นั่งแบบเดียวกัน ทุกโต๊ะมีที่เขี่ยบุหรี่...
ภายนอกลมพัดโหม พายุทำกระจกสั่น หน้าต่างสะเทือนกึกกักรุนแรง รถไฟเริ่มเคลื่อนตัว...
ผมเปิดซิบช่องเล็กด้านหน้ากระเป๋าเดินทาง
ข้างในมีสมุดปกน้ำตาล กับชุดเรื่องสั้น โอเฮนรี่
ผมหยิบเรื่องสั้นขึ้นมา การอ่านหนังสือเวลาเดินทาง ฆ่าเวลาชะงักดี
มือซ้ายพลิกกระดาษไปตอน "ภายหลังยี่สิบปี" ผมอ่านเรื่องนี้ยี่สิบสองครั้งแล้ว
เรื่องราวพูดถึงชายสองคนเป็นเพื่อนรักในวัยเด็ก ห่างเหินไปคนละซีกโลก มุ่งทำตามความฝัน
พวกเขาสัญญาจะกลับมาเจอกันสถานที่เดิม วันเดิม เวลาเดิม ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า
ตอนจบหักมุมยอดเยี่ยม พลิกผันไม่มีใครคาดคิด...
เมื่ออ่านถึงบรรทัดสุดท้าย ผมปิดสมุดแผ่วเบา ค่อย ๆ วางลงบนโต๊ะ...
"เขียนดีจริง ๆ" ผมถอนหายใจเล็กน้อย "อีกนานแค่ใหน กว่าจะเขียนได้แบบนี้นะ..."
สำหรับผม พวกนักเขียนในประวัติศาสตร์ ถือเป็นรุ่นพี่ใหญ่ในวงการ
พวกเขาไม่เพียงถ่ายทอด สังคม อิทธิพล ความคิด ลงสู่วรรณกรรม
แต่ยังแฝงเอาประวัติศาสตร์ที่แสนเจ็บปวด และนำปัญหาบ้านเมืองในยุคนั้น มาเล่าด้วย
นั่นทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องราวโลกยุคก่อน... และตระหนักว่า เบื้องลึกในจิตใจคนเราไม่ได้ผิดแผกกันเลย...
ผมก้มมองนาฬิกาข้อมือมันบอกเวลา 23:06 น.
ข้างนอกหิมะหยุดตก รถไฟแล่นผ่านป่าต้นไพน์ที่ขึ้นอย่างหนาแน่น
ในยามที่ลมพัดแรง ใบไม้ค่อย ๆ ร่วงลงจากต้น ให้ความรู้สึกราวกับว่ามันกำลังสั่นไล่มนุษย์อย่างไรอย่างงั้น
มือซ้ายผมเอื้อมเปิดหน้าต่าง อากาศเริ่มหมุนเวียน ลมเย็น ๆ จากภูเขาบริสุทธิ์พัดเข้ามา
ผมสูดจนชุ่มปอด รู้สึกสดชื่นโล่งใจ
สายตาตวัดไกลออกไป เห็นนกฮูกหิมะสีขาวสองสามตัว บินถลาเล่นลมเหนือเทือกเขา ปีกมันแผ่กว้าง เตรียมมุ่งสู่เบื้องล่าง
มันอยู่อย่างธรรมชาติ กินอย่างธรรมชาติ...
ว่าไปแล้วทุกแห่งหน ต่างก็มีเรื่องเล่าทรงคุณค่า ความแตกต่างแฝงเร้นอยู่
รถไฟผ่านมาสถานีใหม่
ขบวนชะลอหยุด ผู้คนสี่ห้าคน สวมเสื้อผ้าสารพัดสี
ผมเห็นครอบครัวชาวจีนเดินจูงมือลูกสาวเคียงข้าง คงตั้งใจฉลองสิ้นปีพร้อมหน้าสามคน
มองแล้วรู้สึกอิจฉานิด ๆ
คนอย่างผมต้องคิดหนักเรื่องความรัก... คงมีปัญหามากมายทีเดียว ถ้าคิดจะรักใครดี ๆ สักคน
อีกอย่าง ถ้ามีครอบครัวตอนนี้ มันเหมือนผมรีบข้ามไปถึงตอนจบของหนังสือ...
เวลานี้ผมต้องการอิสระภาพ เพื่อไล่ตามความฝัน...
"ปู๊น ๆ" เสียงหวูดแหลมดังขึ้น ดูเหมือนนานเหลือเกินที่รถไฟจะเคลื่อนขบวน แต่ที่สุดก็ค่อย ๆ แล่นออกจากที่...