‘ภูมิธรรม’ จวก บิ๊กแดง ปูด 'พร็อกซี่ไครซิส' ฉุดความเชื่อมั่นประเทศ ห่วงกระทบเศรษฐกิจหนักกว่าเก่า
https://www.matichon.co.th/politics/news_1832495
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม นาย
ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.
อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาแสดงความเห็นว่า การออกมาเคลื่อนไหวกิจกรรมวิ่งไล่ลุง มีคนคอยกำกับอยู่เบื้องหลัง เพื่อใช้ต่อสู้กับรัฐ เป็นภาวะพร็อกซี่ไครซิสว่า การที่ผบ.ทบ.ออกมาพูดเรื่องภาวะพร็อกซี่ไครซิส ในห้วงเวลานี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในด้านต่างๆของประเทศ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในด้านเศรษฐกิจ ยิ่งในเวลานี้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำถือเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล หากต่างประเทศมีความไม่มั่นใจต่อรัฐบาลแล้วจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเรื่องเศรษฐกิจของประเทศให้หนักกว่าเดิมแน่นอน อย่างไรก็ตามการแสดงออกของนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีต่อรัฐบาล ถือเป็นการแสดงออกตามหลักการประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญรองรับในการแสดงสิทธิเสรีภาพและความคิดเห็น
“อีกทั้งสถานการณ์การเมืองในเวลานี้ยังไม่ถึงจุดสุกงอมและน่าเป็นห่วง กองทัพโดยเฉพาะผบ.ทบ. ที่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกด้านความมั่นคงควรจะต้องระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ควรพูดจาหรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะสุ่มเสี่ยงต่อการยั่วยุให้เกิดการต่อต้านมากยิ่งขึ้น และหากจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อต่อต้านรัฐบาลจริง ในฐานะฝ่ายความมั่นคงก็ควรใช้กลไกตามหลักสากลทั้งการเฝ้าระวังและดูแลสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง” นาย
ภูมิธรรม กล่าว
“ศรีสุวรรณ“-"วีระ" ประสานเสียง "บิ๊กแดง"เลิกจ้อการเมือง ช่วยทำบ้านเมืองสงบ วอน"บิ๊กตู่"เปิดใจฟังเสียงปชช.แก้ไขรัฐธรรมนูญ
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1832627
วันที่ 22 ธันวาคม นาย
ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากกรรมาธิการส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่อยู่ในวังวนของผู้มีอำนาจเดิม มีเสียงส่วนน้อยเป็นฝ่ายก้าวหน้า เป็นบุคคลที่ต้องการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่จะแพ้เสียงโหวตกลุ่มอำนาจเดิมเพราะไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ดังนั้นการแก้ไขอาจจะไม่สามารถทำได้ในประเด็นที่ประชาชนคาดหวังได้ เช่นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา การนับคะแนนการเลือกตั้งที่มีสูตรการตีความที่แปลกประหลาด การตั้งกรรมาธิการชุดนี้จึงถูกมองว่าเป็นการยืดหรือถ่วงเวลาออกไป หลังจากมีการแถลงนโยบายเร่งด่วนข้อที่ 12 ของรัฐบาล แต่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะทำได้จริงหรือไม่ แต่รัฐบาลและพรรคฝ่ายรัฐจะใช้เป็นข้ออ้างว่าได้ทำแล้ว
“สำหรับการทำหน้าที่ 4 เดือนถือว่าเพียงพอ ถ้าทุกคนมีเจตนาที่ดีที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชาติ ที่อาจมีผลกระทบหลายด้าน เพราะฉะนั้นการศึกษาที่ทำช้าหรือดึงเวลาก็จะมีผลกระทบ และจะประสบผลสำเร็จควรต้องใช้กระแสสังคมเข้ามาช่วยส่งสัญญาณไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตาม ภาคประชาชนต้องตื่นตัว ออกมาเสนอแนะ ท้วงติงเพื่อไม่ให้ประเทศเสียโอกาสไปมากกว่านี้ ช่วยกันทำให้กฎหมายแม่บทของชาติเป็นที่ยอมรับ อย่าปล่อยให้กรรมาธิการ 49 คนไปทำโดยขาดกระบวนการการมีส่วนร่วม หรือหากกรรมาธิการเสนอประเด็นใดที่ผิดหลักการ ประชาชนก็ควรออกมากดดันหรือดำเนินการเพื่อให้กรรมาธิการรับฟังเสียงของประชาชนให้ที่มากที่สุด” นาย
ศรีสุวรรณ กล่าว
เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวอีกว่า สำหรับนายกรัฐมนตรี (พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือบิ๊กตู่) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)ที่อาจจะได้รับผลกระทบกับการแก้ไขสาระสำคัญบางประการในรัฐธรรมนูญ ควรมีจุดยืนโดยเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ออกมาคัดค้านความต้องการของประชาชน สำหรับผู้บัญชาการทหารบก(พล.อ.
อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือบิ๊กแดง) ก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ดีที่สุดก็ควรดูแลงานด้านความมั่นคง ไม่ควรออกมาแสดงความเห็นใดๆที่อาจมีผลกระทบต่อการขับเคลื่อนของประชาชน ไม่ควรแสดงโวหารทางการเมืองหรือมีการชี้นำบางประการ ซึ่งอาจทำให้ถูกมองว่าการทำหน้าที่ไม่มีความเป็นกลาง
“หากกรรมาธิการศึกษาแล้วไม่คืบหน้า รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นนโยบายที่เคยแถลงไว้ แต่เชื่อว่ายังมีความเป็นไปได้ ที่แนวทางการแก้ไขครั้งนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะผู้มีอำนาจบางฝ่ายยังไม่ต้องการให้แก้ไข สวนทางกับความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ หรือมีนักการเมืองบางพรรคเข้ามาผสมโรงก็อาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้บานปลายซึ่งไม่มีผลดี ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายเคลื่อนไหวภายใต้กรอบของกฎหมาย” นาย
ศรีสุวรรณ กล่าว
ด้านนาย
วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชั่น( คปต.) กล่าวในทางเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยกรณีผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)ให้ความเห็น proxy crisis เนื่องจากโดยหลักการทหารต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง เหมือนข้าราชการประจำทุกหน่วยงานต้องไม่อิงการเมือง ไม่เข้าใจว่า
ผบ.ทบ.มาพูด proxy crisis เพื่อหวังอะไร และที่ผ่านมาการพูดของ ผบ.ทบ.ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่จะยืนข้างความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ทุกครั้งที่ออกมาจะเป็นเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลทหารทั้งสิ้น เช่น กรณีนักศึกษาจะวิ่งออกกำลังกายไล่ลุงก็ไม่เห็นว่าจะมีเรื่องใดที่เสียหาย ถือเป็นเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ถ้าจะแสดงความไม่พอใจทางการเมือง แล้วแสดงออกด้วยการจัดวิ่ง ก็ไปกล่าวหาว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง แล้วขอถามบ้างว่ามีใครอยู่เบื้องหลังทหาร ใช่รัฐบาล คสช.หรือบุคคลที่แต่งตั้งให้เป็น ผบ.ทบ.ใช่หรือไม่ ที่ให้ความดีความชอบเข้าสู่อำนาจ
“ขอให้ทหารวางตัวเป็นกลาง การเคลื่อนไหวทั้งหลายขอให้เป็นเรื่องของรัฐบาลกับประชาชน ทหารอย่าไปยืนข้างใดข้างหนึ่ง ผมไม่เคยเรียกร้องให้ทหารออกมายืนข้างประชาชน แต่ที่ผ่านมาการออกมาแต่ละครั้งทหารก็ไปยืนข้างรัฐบาล และปัญหานี้จะส่งผลให้ความขัดแย้งในประเทศบานปลายออกไปอีก เพราะทั้งการใช้คำพูด การแสดงออกเป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจ ทั้งที่ทหารควรดูแลด้านความมั่นคงของชาติ แต่ชอบมายุ่งกับการเมือง วันนี้สังคมยังไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรง แต่ทหารพยายามลุกขึ้นมาก่อหวอดเพื่อทำให้มีการเผชิญหน้า” นาย
วีระกล่าว
เลขาธิการ คปต. กล่าวว่า proxy crisis ใครเป็นคนก่อให้เกิดขึ้น ขอยืนยันว่า เป็นทหารกับรัฐบาล
เพราะประชาชนเห็นปัญหาปากท้องเศรษฐกิจที่ทำแล้วล้มเหลว รัฐบาลไม่มีผลงาน เห็นความไม่เป็นธรรมในสังคมจากการใช้กฎหมายที่ถูกเลือกปฏิบัติ แล้วยังพยายามสืบทอดอำนาจ มีการทุจริตคอร์รัปชั่น เมื่อเรื่องเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขประชาชนจึงต้องการแสดงออกว่าไม่ต้องการรัฐบาลนี้ และตราบใดที่ยังไม่ทำผิดกฎหมายหรือลุกขึ้นมาก่อความวุ่นวายการชุมนุมไม่ใช่เรื่องผิด
“แต่การปิดกั้นหรือการขัดขวางการใช้สิทธิของประชาชนที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญต่างหากที่เป็นความผิด แล้วถ้าไม่ให้ประชาชนทำแบบนี้จะให้เขาทำกันอย่างไร ถ้ารัฐบาลทำดี ตอบสนองความต้องการของประชาชน ครบถ้วน สร้างความเป็นธรรมประชาชนจะต้องออกมาทำไม จะเอาเหตุอะไรมาอ้างในการชุมนุมทางการเมือง ผมอยากเห็นท่าทีของ ผบ.ทบ.เป็นทหารอาชีพ มีหน้าที่แก้ปัญหาด้านความมั่นคง ขอให้ไปดูความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่าเข้ามายุ่งปัญหาทางการเมือง” นาย
วีระ กล่าว
JJNY : ภูมิธรรมจวกบิ๊กแดง ฉุดความเชื่อมั่นประเทศ/ศรีสุวรรณ-วีระ ประสานเสียงบิ๊กแดงเลิกจ้อการเมือง/จับสัญญาณศก.63
https://www.matichon.co.th/politics/news_1832495
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาแสดงความเห็นว่า การออกมาเคลื่อนไหวกิจกรรมวิ่งไล่ลุง มีคนคอยกำกับอยู่เบื้องหลัง เพื่อใช้ต่อสู้กับรัฐ เป็นภาวะพร็อกซี่ไครซิสว่า การที่ผบ.ทบ.ออกมาพูดเรื่องภาวะพร็อกซี่ไครซิส ในห้วงเวลานี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในด้านต่างๆของประเทศ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในด้านเศรษฐกิจ ยิ่งในเวลานี้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำถือเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล หากต่างประเทศมีความไม่มั่นใจต่อรัฐบาลแล้วจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเรื่องเศรษฐกิจของประเทศให้หนักกว่าเดิมแน่นอน อย่างไรก็ตามการแสดงออกของนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีต่อรัฐบาล ถือเป็นการแสดงออกตามหลักการประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญรองรับในการแสดงสิทธิเสรีภาพและความคิดเห็น
“อีกทั้งสถานการณ์การเมืองในเวลานี้ยังไม่ถึงจุดสุกงอมและน่าเป็นห่วง กองทัพโดยเฉพาะผบ.ทบ. ที่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกด้านความมั่นคงควรจะต้องระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ควรพูดจาหรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะสุ่มเสี่ยงต่อการยั่วยุให้เกิดการต่อต้านมากยิ่งขึ้น และหากจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อต่อต้านรัฐบาลจริง ในฐานะฝ่ายความมั่นคงก็ควรใช้กลไกตามหลักสากลทั้งการเฝ้าระวังและดูแลสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง” นายภูมิธรรม กล่าว
“ศรีสุวรรณ“-"วีระ" ประสานเสียง "บิ๊กแดง"เลิกจ้อการเมือง ช่วยทำบ้านเมืองสงบ วอน"บิ๊กตู่"เปิดใจฟังเสียงปชช.แก้ไขรัฐธรรมนูญ
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1832627
วันที่ 22 ธันวาคม นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากกรรมาธิการส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่อยู่ในวังวนของผู้มีอำนาจเดิม มีเสียงส่วนน้อยเป็นฝ่ายก้าวหน้า เป็นบุคคลที่ต้องการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่จะแพ้เสียงโหวตกลุ่มอำนาจเดิมเพราะไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ดังนั้นการแก้ไขอาจจะไม่สามารถทำได้ในประเด็นที่ประชาชนคาดหวังได้ เช่นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา การนับคะแนนการเลือกตั้งที่มีสูตรการตีความที่แปลกประหลาด การตั้งกรรมาธิการชุดนี้จึงถูกมองว่าเป็นการยืดหรือถ่วงเวลาออกไป หลังจากมีการแถลงนโยบายเร่งด่วนข้อที่ 12 ของรัฐบาล แต่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะทำได้จริงหรือไม่ แต่รัฐบาลและพรรคฝ่ายรัฐจะใช้เป็นข้ออ้างว่าได้ทำแล้ว
“สำหรับการทำหน้าที่ 4 เดือนถือว่าเพียงพอ ถ้าทุกคนมีเจตนาที่ดีที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชาติ ที่อาจมีผลกระทบหลายด้าน เพราะฉะนั้นการศึกษาที่ทำช้าหรือดึงเวลาก็จะมีผลกระทบ และจะประสบผลสำเร็จควรต้องใช้กระแสสังคมเข้ามาช่วยส่งสัญญาณไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตาม ภาคประชาชนต้องตื่นตัว ออกมาเสนอแนะ ท้วงติงเพื่อไม่ให้ประเทศเสียโอกาสไปมากกว่านี้ ช่วยกันทำให้กฎหมายแม่บทของชาติเป็นที่ยอมรับ อย่าปล่อยให้กรรมาธิการ 49 คนไปทำโดยขาดกระบวนการการมีส่วนร่วม หรือหากกรรมาธิการเสนอประเด็นใดที่ผิดหลักการ ประชาชนก็ควรออกมากดดันหรือดำเนินการเพื่อให้กรรมาธิการรับฟังเสียงของประชาชนให้ที่มากที่สุด” นายศรีสุวรรณ กล่าว
เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวอีกว่า สำหรับนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือบิ๊กตู่) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)ที่อาจจะได้รับผลกระทบกับการแก้ไขสาระสำคัญบางประการในรัฐธรรมนูญ ควรมีจุดยืนโดยเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ออกมาคัดค้านความต้องการของประชาชน สำหรับผู้บัญชาการทหารบก(พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือบิ๊กแดง) ก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ดีที่สุดก็ควรดูแลงานด้านความมั่นคง ไม่ควรออกมาแสดงความเห็นใดๆที่อาจมีผลกระทบต่อการขับเคลื่อนของประชาชน ไม่ควรแสดงโวหารทางการเมืองหรือมีการชี้นำบางประการ ซึ่งอาจทำให้ถูกมองว่าการทำหน้าที่ไม่มีความเป็นกลาง
“หากกรรมาธิการศึกษาแล้วไม่คืบหน้า รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นนโยบายที่เคยแถลงไว้ แต่เชื่อว่ายังมีความเป็นไปได้ ที่แนวทางการแก้ไขครั้งนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะผู้มีอำนาจบางฝ่ายยังไม่ต้องการให้แก้ไข สวนทางกับความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ หรือมีนักการเมืองบางพรรคเข้ามาผสมโรงก็อาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้บานปลายซึ่งไม่มีผลดี ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายเคลื่อนไหวภายใต้กรอบของกฎหมาย” นายศรีสุวรรณ กล่าว
ด้านนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชั่น( คปต.) กล่าวในทางเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยกรณีผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)ให้ความเห็น proxy crisis เนื่องจากโดยหลักการทหารต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง เหมือนข้าราชการประจำทุกหน่วยงานต้องไม่อิงการเมือง ไม่เข้าใจว่า
ผบ.ทบ.มาพูด proxy crisis เพื่อหวังอะไร และที่ผ่านมาการพูดของ ผบ.ทบ.ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่จะยืนข้างความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ทุกครั้งที่ออกมาจะเป็นเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลทหารทั้งสิ้น เช่น กรณีนักศึกษาจะวิ่งออกกำลังกายไล่ลุงก็ไม่เห็นว่าจะมีเรื่องใดที่เสียหาย ถือเป็นเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ถ้าจะแสดงความไม่พอใจทางการเมือง แล้วแสดงออกด้วยการจัดวิ่ง ก็ไปกล่าวหาว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง แล้วขอถามบ้างว่ามีใครอยู่เบื้องหลังทหาร ใช่รัฐบาล คสช.หรือบุคคลที่แต่งตั้งให้เป็น ผบ.ทบ.ใช่หรือไม่ ที่ให้ความดีความชอบเข้าสู่อำนาจ
“ขอให้ทหารวางตัวเป็นกลาง การเคลื่อนไหวทั้งหลายขอให้เป็นเรื่องของรัฐบาลกับประชาชน ทหารอย่าไปยืนข้างใดข้างหนึ่ง ผมไม่เคยเรียกร้องให้ทหารออกมายืนข้างประชาชน แต่ที่ผ่านมาการออกมาแต่ละครั้งทหารก็ไปยืนข้างรัฐบาล และปัญหานี้จะส่งผลให้ความขัดแย้งในประเทศบานปลายออกไปอีก เพราะทั้งการใช้คำพูด การแสดงออกเป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจ ทั้งที่ทหารควรดูแลด้านความมั่นคงของชาติ แต่ชอบมายุ่งกับการเมือง วันนี้สังคมยังไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรง แต่ทหารพยายามลุกขึ้นมาก่อหวอดเพื่อทำให้มีการเผชิญหน้า” นายวีระกล่าว
เลขาธิการ คปต. กล่าวว่า proxy crisis ใครเป็นคนก่อให้เกิดขึ้น ขอยืนยันว่า เป็นทหารกับรัฐบาล เพราะประชาชนเห็นปัญหาปากท้องเศรษฐกิจที่ทำแล้วล้มเหลว รัฐบาลไม่มีผลงาน เห็นความไม่เป็นธรรมในสังคมจากการใช้กฎหมายที่ถูกเลือกปฏิบัติ แล้วยังพยายามสืบทอดอำนาจ มีการทุจริตคอร์รัปชั่น เมื่อเรื่องเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขประชาชนจึงต้องการแสดงออกว่าไม่ต้องการรัฐบาลนี้ และตราบใดที่ยังไม่ทำผิดกฎหมายหรือลุกขึ้นมาก่อความวุ่นวายการชุมนุมไม่ใช่เรื่องผิด
“แต่การปิดกั้นหรือการขัดขวางการใช้สิทธิของประชาชนที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญต่างหากที่เป็นความผิด แล้วถ้าไม่ให้ประชาชนทำแบบนี้จะให้เขาทำกันอย่างไร ถ้ารัฐบาลทำดี ตอบสนองความต้องการของประชาชน ครบถ้วน สร้างความเป็นธรรมประชาชนจะต้องออกมาทำไม จะเอาเหตุอะไรมาอ้างในการชุมนุมทางการเมือง ผมอยากเห็นท่าทีของ ผบ.ทบ.เป็นทหารอาชีพ มีหน้าที่แก้ปัญหาด้านความมั่นคง ขอให้ไปดูความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่าเข้ามายุ่งปัญหาทางการเมือง” นายวีระ กล่าว