ปลายปีทีไร นอกจากลมหนาวจะมาเยือนนั้น ห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่จะเอาสินค้ามาลดราคาแบบกระหน่ำสูงสุด 90% ซึ่งแน่นอนว่าใครเห็นเป็นต้องร้อง ว้าว!!! (บางห้างสรรพสินค้า บางร้านค้า ก็อำนวยความสะดวกให้ขา Shop เปิดห้างต้อนรับ 24 ชม.) หรือสมัยนี้ใครจะช้อป Online ก็มีโปรโมชันดีๆมากระตุ้นต่อมอยากเสมอๆ เช่น ลดกระหน่ำวันที่ 9เดือน 9 ลดสุดๆ วันที่ 10 เดือน10 ลดกว่านี้ไม่มีอีกแล้วเฉพาะวันที่ 11 เดือน11 และช้าหมดอดช้อปกับโปรโมชันวันที่ 12 เดือน12 บางคนช้อปไม่ยั้ง ช้อปทุกโปรไม่เคยพลาด ส่วนบางคนก็อาจจะยังมีคิดนิดนึงว่ารอเดือนหน้าก็ได้ เดี๋ยวก็คงมีโปรโมชันดีๆมาอีกแน่นอน สำหรับสินค้าหรือของใช้ที่ลดราคานั้นบางอย่างก็ตรงใจอยากได้พอดี ก็เลยซื้อ บางอย่างก็ยังไม่ได้อยู่ในแพลน แต่ก็อารมณ์ประมาณว่า เห้ย…มันลดราคา ของมันต้องมี เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้ บ้างหล่ะ (ประเด็นหลังนี้ผมเองก็เป็นครับ) 5555+

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ผมเคยมานั่งคิดเล่นๆว่า ของที่ร้านค้า/ห้างสรรพสินค้าเอามาลดราคาหรือเซลล์นั้น เซลล์จริงหรือเปล่า ส่วนใหญ่จะตั้งราคาไว้สูงกว่าปกติ เพราะผมจำได้แม่นเลยครับวันหนึ่งเคยไปเดินดูของแต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อแต่ด้วยความอยากได้ก็เลยถ่ายรูปมาก่อน สัปดาห์ถัดมาก็ไปเดินดูของอีกบังเอิญเห็นที่ร้านเขียนว่าลดราคา 30% ผมนี่รีบวิ่ง 4x100 ตาลุกวาวด้วยความดีใจรีบไปคว้าของมา แต่พอไปเห็นราคาที่ร้านตั้งไว้ก็เบรคดังเอี๊ยดเลยครับ (สัปดาห์ก่อน ราคาอยู่ที่ 3,250 บาท มาวันนี้บอกว่าลด 30% แต่ราคาที่เขียนตั้งไว้คือ 6,250 บาท ลดราคายังไงก็ยังแพงกว่าเดิม (หึหึ ร้านไม่ได้เงินจากผมแน่นอน) อีกเหตุการณ์คือน้องที่ผมสนิทคนหนึ่งคือไปเดินงานเซลล์ประจำปี พอเห็นลดราคาก็จัดไปหลายอย่างเลยครับ แต่ละอย่างก็ซื้อไม่น้อยเพราะเห็นว่าราคาถูก รูดปรื้ด รูดปรื้ด จัดเต็มทุกร้านโปรโมชันบัตรค่ายไหนร่วม ค่ายไหนดี มีหมดทุกบัตร กลับมาที่บ้านก็พบว่าของที่ซื้อใกล้หมดอายุครับ และคืนของไม่ได้แน่นอนเพราะงานแบบนี้มักระบุไว้ชัดเจนว่าซื้อแล้วคืนหรือเปลี่ยนไม่ได้ หรือต่อให้ได้ก็ทิ้งใบเสร็จไปแล้ว ถือเป็นบทเรียนในเรื่องของการเลือกซื้อของเซลล์กันไป แต่อีกหนึ่งบทเรียนที่น้องคนนี้กำลังประสบพบเจอคือ ด้วยความที่เป็นคนประเภทเสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ก็เลยซื้อเยอะ จ่ายเยอะ รูดเยอะ พอมีบิลเรียกเก็บมาก็หมุนเงินไม่ทัน ก็ไปกดเงินจากบัตรใบนี้มาจ่ายอีกใบบ้าง ลืมจ่ายบ้าง เพราะคิดว่าดอกเบี้ยนิดหน่อยไม่เป็นไร ถ้าใครมีบัตรใบเดียวก็ยังจะพอจ่ายไหว บริหารจัดการกันไป อาจจะจ่ายขั้นต่ำก่อน 10% หรือถ้าใครมีบัตร เครดิตหลายใบก็ต้องยิ่งบริหารจัดการดีๆ ระวังจะโดนดอกเบี้ยเยอะนะครับ
ด้วยรักและหวังดี ผมเลยถือโอกาสนี้อธิบายเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยเวลาเรารูดบัตรเครดิตแล้วมีบิลส่งมาเรียกเก็บค่าใช้จ่ายๆ คร่าวๆคือ จ่ายให้ตรง!! และจ่ายเต็มจำนวน!! วันที่กำหนดก็จะไม่เสียดอกเบี้ยครับ ส่วนในกรณีที่ลืมจ่ายบ้าง จ่ายขั้นต่ำบ้าง หลายๆ ท่านคิดว่าไม่เป็นไรหรอก นิดๆหน่อยๆ คุณคิดผิดครับ เพราะจริงๆแล้วดอกเบี้ยถูกคิดไปตั้งแต่วันที่คุณใช้บัตรรูดซื้อสินค้าแล้ว แถมคิดบนยอดใช้จ่ายเต็มๆ ด้วยนะ
ดอกเบี้ยบัตรเครดิต = (ยอดใช้จ่ายบัตรเครดิต x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน)/365
สมมติรูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม 1 ใบ มูลค่า 100,000 บาท เมื่อวันที่ 05/12/2562 กำหนดชำระคือวันที่ 25/12/62 ลืมจ่ายค่าบัตรเครดิตมาจ่ายอีกครั้งคือวันที่ 09/01/2563 เท่ากับว่าเราจะเสียดอกเบี้ยทั้งหมด 36 วัน (นับตั้งแต่วันที่เรารูดบัตรเพื่อซื้อสินค้า) เป็ยจำนวนเงิน 1,775.34 บาท ไม่ใช่เสียดอกเบี้ย 16 วัน (25/12/62 – 09/01/63) อย่างที่ใครหลายๆคนคิดนะครับ แถมยังมีค่าใช้จ่ายในการตามหนี้อีกด้วยนะ ต้องระมัดระวังกันให้ดี แล้วถ้าจ่ายขั้นต่ำหล่ะ จ่ายไปก่อน 10% เพื่อให้ธนาคารรู้ว่าจ่ายตรงนะ อย่าเก็บดอกเบี้ยนะ ได้หรือไม่ คำตอบคือ จ่ายขั้นต่ำ 10% ได้ครับ แต่ดอกเบี้ยยังไงก็โดน ถ้าเราจ่ายยอดขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ก็จะโดนดอกเบี้ยของยอดที่เหลือไปเรื่อยๆ หนี้พอกพูนสะสมไปเรื่อยๆ
ดังนั้นในการรูดบัตรเครดิตแต่ละครั้งต้องมีสติ!! กันนะครับ ต้องมั่นใจว่าเมื่อรูดบัตรแล้วต้องมีเงินในบัญชีพอที่จะจ่ายคืนนะไม่อย่างนั้นนอกจากความเป็นหนี้และดอกเบี้ยที่ตามมา เกิดช่วงนี้จะกู้อะไรกับธนาคารก็จะมีผลกับวงเงินที่จะได้ด้วยนะ และอย่างที่บอกไปช่วงต้น ปลายปี หน้าหนาว งานเซลล์ กระเป๋าสั่นกันทุกคนครับ ดังนั้นสติสำคัญมาก และสำคัญมากๆ ตอนบิลมาเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ทางที่ดีเราต้องมั่นใจว่าที่เราใช้บัตรเครดิตรูดไปนั้น เราจะมีเงินมาจ่ายชัวร์ๆ ไม่ต้องหยิบยืมใคร หรือสมัครบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดเพิ่ม เพื่อเอาเงินมาหมุน มาจ่ายหนี้ไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่ใช่วิธีการแก้ไขหนี้ที่ถูกต้องนะครับ เราต้องมีวินัยในการใช้จ่าย ยิ่งมีบัตรหลายใบหลายค่ายยิ่งต้องบริหารจัดการดีๆ เพราะแต่ละใบวันครบกำหนดจ่ายไม่ตรงกันแน่นอน สุดท้ายนี้ช้อปกันอย่างมีสตินะครับ ถ้าจะใช้บัตรเครดิต ก็เลือกที่โปรฯ ดีๆ ร่วมกับห้างฯ ที่ช้อป หรือแบบได้คะแนนสะสม x3 ก็จะดี ขอแค่ใช้ให้เป็นก็ใช้เกินตัวแค่นี้ก็สบายใจแล้วครับ
ปลายปี หน้าหนาว งานเซลล์ (เงินในกระเป๋า)สั่นสุดๆ แต่ระวังสะดุดตอนบิลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายกันนะ
ด้วยรักและหวังดี ผมเลยถือโอกาสนี้อธิบายเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยเวลาเรารูดบัตรเครดิตแล้วมีบิลส่งมาเรียกเก็บค่าใช้จ่ายๆ คร่าวๆคือ จ่ายให้ตรง!! และจ่ายเต็มจำนวน!! วันที่กำหนดก็จะไม่เสียดอกเบี้ยครับ ส่วนในกรณีที่ลืมจ่ายบ้าง จ่ายขั้นต่ำบ้าง หลายๆ ท่านคิดว่าไม่เป็นไรหรอก นิดๆหน่อยๆ คุณคิดผิดครับ เพราะจริงๆแล้วดอกเบี้ยถูกคิดไปตั้งแต่วันที่คุณใช้บัตรรูดซื้อสินค้าแล้ว แถมคิดบนยอดใช้จ่ายเต็มๆ ด้วยนะ
ดังนั้นในการรูดบัตรเครดิตแต่ละครั้งต้องมีสติ!! กันนะครับ ต้องมั่นใจว่าเมื่อรูดบัตรแล้วต้องมีเงินในบัญชีพอที่จะจ่ายคืนนะไม่อย่างนั้นนอกจากความเป็นหนี้และดอกเบี้ยที่ตามมา เกิดช่วงนี้จะกู้อะไรกับธนาคารก็จะมีผลกับวงเงินที่จะได้ด้วยนะ และอย่างที่บอกไปช่วงต้น ปลายปี หน้าหนาว งานเซลล์ กระเป๋าสั่นกันทุกคนครับ ดังนั้นสติสำคัญมาก และสำคัญมากๆ ตอนบิลมาเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ทางที่ดีเราต้องมั่นใจว่าที่เราใช้บัตรเครดิตรูดไปนั้น เราจะมีเงินมาจ่ายชัวร์ๆ ไม่ต้องหยิบยืมใคร หรือสมัครบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดเพิ่ม เพื่อเอาเงินมาหมุน มาจ่ายหนี้ไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่ใช่วิธีการแก้ไขหนี้ที่ถูกต้องนะครับ เราต้องมีวินัยในการใช้จ่าย ยิ่งมีบัตรหลายใบหลายค่ายยิ่งต้องบริหารจัดการดีๆ เพราะแต่ละใบวันครบกำหนดจ่ายไม่ตรงกันแน่นอน สุดท้ายนี้ช้อปกันอย่างมีสตินะครับ ถ้าจะใช้บัตรเครดิต ก็เลือกที่โปรฯ ดีๆ ร่วมกับห้างฯ ที่ช้อป หรือแบบได้คะแนนสะสม x3 ก็จะดี ขอแค่ใช้ให้เป็นก็ใช้เกินตัวแค่นี้ก็สบายใจแล้วครับ