ความรักในโลกโซเชียล

กระทู้คำถาม
หลายคนคงไม่เชื่อเรื่อง "ความรักในโลกโซเชียล" บางคนคิดว่ามันคงเป็นเพียงรักปลอมๆ คงเป็นรักลวงหลอก แต่สำหรับผม ปมคิดว่า"มันคือรักแท้สำหรับผม" ก่อนอื่น ตัวผมเองรับราชการเป็นนายทหารชั้นประทวน บรรจุลงปฏิบัติหน้าที่ที่3จังหวัดชายแดนใต้ ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นนักศึกษาพยาบาลอยู่กรุงเทพฯ ชั้นปีที่3 เรารู้จักกันผ่านโซเชียล (facebook) ผมเป็นฝ่ายทักเธอไป เริ่มแรกเราก็คุยกันตามปกติเหมือนคนทั่วไป ทักถามนั่นถามนี่ คุยนั่นนู่นนี่เรื่อยไป จนตัวผมเองรู้สึกชอบ และติดเขามาก เราคุยกันทุกวันทุกเวลา ไม่ว่าผมจะติดภารกิจใดๆก็ตาม เขาก็เหมือนนักศึกษาพยาบาลทั่วไป ที่ไม่ค่อยจะมีเวลามากเท่าไหร่ในช่วงเช้า ตัวผมเองก็มีภารกิจที่ต้องทำทุกวันในพื้นที่เสี่ยง แต่ถึงอย่างนั้น ทุกเย็นพอเขามีเวลาว่างผมก็โทรหาเขาตลอด คุยนั่นนี่เล่าประสบการณ์ให้กันฟังว่าวันนี้เจออะไรมาบ้างเป็นไงบ้าง เราชอบคุยหยอกล้อกันตลอดไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม ทั้งเรื่องการงาน หน้าที่ เรื่องเรียน เรื่องต่างๆนาๆรวมไปถึงเรื่องอนาคต ว่าเราวาดฝันอะไรไว้ ทั้งๆที่ผมกับเขายังไม่คบกันแบบจริงจัง สถานะเราเป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่ทั้งน้องรวมไปถึงขั้นแฟน แต่น้อยกว่าแฟน ตัวเขายังลืมแฟนเก่าเขาไม่ได้ แต่ตัวผม ผมมั่นใจในความรู้สึกผมว่าผมรู้สึกดีกับเขามาก (อาจเพราะเรามาอยู่ในจุดที่มีการงานเรามั่นคง ต้องมีความรับผิดชอบ และมีความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเรามาก) เราเลยคิดอยากสร้างอนาคตกับเขาแบบจริงจังไปเลย เรากับเขาติดกันมาก ไม่ว่าใครจะทำอะไรอยู่เราจะบอกกันตลอด ไปไหนมาไหน ทั้งเขาและเรา แม้กระทั่งเวลาที่เราออกภารกิจ เราจะคอลค้างกับเขาไว้ตลอดให้เขารู่ว่าเราทำไรอยู่และเราจะปลอดภัยกลับมาหาเขา บางวันแม้ไม่มีไรจะคุยกันแต่เราก็โทรค้างสายกันไว้ตลอดทั้งวัน เราเองไม่รู้มึกเบื่อนะ ดีใจด้วยซ้ำ รู้สึกเหมือนเราได้อยู่ใกล้กันตลอดเวลา เรากับเขาไม่เคยวีดีโอคอลกันเลยตั้งแต่รู้จักกันมา ได้แค่ถ่ายรูปปิดครึ่งหน้าส่งให้กันบ้าง ถ่ายรูปชูสองนิ้วสู้ๆให้กันบ้าง เขาเป็นคนที่มั่นใจในความคิดตัวเองมาก ไม่ว่าจะไปไหนยังไง มั่นใจว่าตังเองต้องปลอดภัย หรือตัวเองคิดถูกแล้ว ซึ่งจะขัดใจผมตลอด เพราะผมเป็นคนที่หวง เป็นชอบเป็นห่วงเขาตลอด ไม่ว่าจะไปไหน ทำอะไร ผมยอมรับว่าชอบตั้งกฎเกณฑ์ให้เขา ไม่ว่าจะไปไหน กับใคร เมื่อไหร่ กลับตอนไหน แต่สุดท้ายด้วยความมั่นใจในตัวเองของเขาผมก็ยอมแพ้ตลอด และได้แค่พูดว่า "ดูแลตัวเองดีๆด้วย เป็นห่วงมาก" เราคุยกันมาได้2เดือนกว่า หลายคนคงคิด เฮ้ย แค่2เดือน และไม่เคยเห็นหน้ากันเลย ต้องเป็นถึงขนาดนี้ ! ใช่ครับ ผมยอมรับ อย่างที่ผมบอก อาจเพราะผมอยากใช้ชีวิตในเรื่องความรักให้มันดูเป็นจริงเป็นจังสักที บวกกับสิ่งที่ผมต้องเจอในพื้นที่นี้ทำให้ผมคิดว่าชีวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอน บางทีเราควรเริ่มจริงจังกับชีวิตให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องการงาน ครอบครัว รงมถึง ความรัก และชีวิตในอนาคต บางทีก็อดสงสารเขาไม่ได้ที่เราอยู่ไกล ไม่ค่อยมีเวลากลับไปหาเขา ทำให้เขาต้องโดดเดี่ยว จนบางทีก็กลัวว่าระยะห่างขนาดนี้ จะเปลี่ยนใจเขาไหม จากที่เขาเคยบอกจะรอเรา บอกว่ารักเรา บอกว่าเป็นห่วงเรามาตลอด เขาจะยังเหมือนเดิมไหม แต่ทุกครั้งที่ถามเขาจะตอบว่ารอได้เสมอไม่ว่านานแค่ไหนก็จะรอ จนวันหนึ่งทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยคุยกันตลอดเวลา โทรคุยตลอดเวลา กลายเป็นเขาเริ่มหายไป เริ่มมีเวลาให้เราน้อยลงกว่าเดิมจนเราคิดว่าเขาต้องมีคนอื่นแน่ๆ จนวันหนึ่งเราตัดสินใจ ให้เขาเลือกขอพรจากเราได้ 3 ข้อ ไม่ว่าอะไรเราจะยอมทำให้หมด เขาขอ ให้เราไม่ต้องรอเขา ให้เราไปเจอคนที่ดีกว่า แต่เมื่อไหร่ที่เขาพร้อม เขาจะยอมรับเราอีกที ขึ้นอยู่กับว่าเราจะยังรอเขาไหม ซึ่งเมื่อก่อนยอมรับว่าทุกครั้งที่ไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน เขาจะพูดคำนี้มาเสมอว่า ไม่ต้องรอเขา ให้เราไปเจอคนที่ดีกว่าเถอะ แต่เราจะชอบปฏิเสธ และบอกจะรอตลอดไปจนกว่าจะถึงวันที่เราได้กลับไปหาเขา แต่วันนั้นเราเลือกจะยอมทำตามที่เขาขอ เราเริ่มตีตัวออกห่าง เราเริ่มลองเปิดใจคุยกับคนอื่น แต่มาวันหนึ่งช่วงดึก มีแชทเด้งขึ้นว่า "น้อง น้องคุยกับ... หรือเปล่า คือพี่มีเรื่องจะบอกเรา น้อง...ประสบอุบัติเหตุอาการโคม่ามา1อาทิตย์แล้ว พี่รู้ว่าเราคุยกับน้อง พี่เลยมาบอก พี่กลัวน้องคิดอื่น ถ้าบุญกุศลใดที่เคยทำมาก็ให้ช่วยน้อง...ให้ไม่ต้องเป็นทุกข์ ให้น้อง...ไม่ต้องกังวลอะไรนะ" คือวินาทีนั้นจากที่กำลังเมาๆ เราช็อค และร้องไห้ทันทีที่อ่านจบ เราทำอะไรไม่ถูก เราได้แค่ยืนร้องไห้ พยายามโทรหาเขา แต่ไม่มีการตอบรับใดๆทั้งสิ้น ตั้งแต่ 2300 - 0330 โดยประมาน ด้วยความเหนื่อยจากภารกิจ และเมา บวกกับที่เราร้องไห้ตลอดเวลา เราเผลอหลับไป จนเช้า เราตัดสินใจลา และเดินทางในวันนั้น เราขับรถจากใต้ ถึง กทม. โดยไม่รู้จักครอบครัวเขาเลย ไม่รู้จักแม้กระทั่งคนที่ทักมาบอก เรารู้แค่ว่าพี่คนนั้นคือแฟนเก่าของเขา เรามีแค่เบอร์โทรแม่ของเขา เราถึงโรงพยาบาลที่น้องพักรักษาตัว เราตัดสินใจโทรหาแม่เขา ว่าเรามาเยี่ยมและมาถึงแล้ว เราก็เข้าไปหาน้อง คิดตลอดทางว่าถ้าเราเจอเขาในแบบนั้นเราจะเป็นไง จะรับได้ไหม จะร้องไหม แต่ตลอดทางที่มาเราก็ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลอีกแล้ว เราขึ้นไปถึงแม่เขามาทักถาม และพาเราเข้าเยี่ยมน้อง คือ วินาทีแรกที่เห็น เราช็อค เรารู้สึกชาทั้งตัว ทำอะไรไม่ถูก แม่เขาบอกให้จับแขนน้องและบอกน้องว่าเรามาถึงแล้ว มาเยี่ยมแล้ว เราก็จับที่แขนเขาแล้วบอกว่า มาถึงแล้ว มาหาแล้วตามสัญญา คือ เราเคยสัญญากันไว้ในหลายๆเรื่อง ทั้งที่เราจะพากันและกันไปไหว้พ่อแม่ของกัน จะพากันไปนู่นนี่นั่นด้วยกัน พาไปเที่ยวด้วยกัน และหลายๆอย่สง รวมถึง สัญญาว่าจะมาหากันมาเจอกัน และเราไเฝด้ทำตามสัญญาแล้ว เราอยากร้อง แต่เราไม่กล้า เรากลัวแม่เขาร้องตามอีก เราไม่อยากให้แม่เหนื่อยไม่อยากให้แม่เขาเสียน้ำตาอีกเพราะเรา เราเลยเลือกจะฝืน และกลั้นน้ำตาไว้ เราเฝ้าเขาได้สักพักแม่ก็แนะนำให้เราไปนอนพักก่อนเพราะเราเดินทางมาไกล แต่เราก็ดื้อ ไม่ยอมพัก และเลือกจะมานั่งรอหน้าห้อง ยันเช้า เราก็เลยตัดสินใจออกไปล้างหน้านอกโรงพยาบาล เพื่อจะหาซื้อไรมาทาน และซื้อของมาฝากพ่อกับแม่เขาด้วย ตัวผมพักที่แฟลชทหารใกล้ๆโรงพยาบาล ซึ่งเรามีเพื่อนอยู่แถวๆนั้นอยู่ เราเทียวค่ำเราก็กลับไปพักกับเพื่อน เช้าเราก็กลับไปเฝ้าเขาต่อจนค่ำ ทุกวันๆ จนวันหนึ่ง เขาจากไป ตัวผมเองก็พยายามทำใจกับเรื่องนี้มามากตั้งแต่วันที่รู้ข่าวแล้ว แต่เราอยู่ด้วยจิตภาวนาให้ปฏิหารมีจริง แต่ มันก็ไม่เกิดขึ้นกับเขา สุดท้ายเขาจากไป ในวันนั้นเราไม่ได้อยู่ข้างๆเขาจนวินาทีสุดท้ายของเขา เรารู้สึกเสียใจมาก เช้าเรารีบขับรถจากที่พักมาโรงพยาบาล และไปเฝ้าเขาที่หน้าห้องพักศพ ตอนนั้นพ่อกับแม่เขาไม่อยู่ท่านต้องไปเคลียเรื่องเอกสารเยา เรานั่งรอจนเราตัดสินใจขอเจ้าหน้าที่เข้าไปดูเขา ภาพที่เห็นเขานอนแน่นิ่งปกติ ในมือถือพวงมาลัย เราเข้าไปจับมือเขาซึ่งปกติทุกครั้งที่มาเยี่ยมเราจะชอบมานั่งจับมือกุมมือเขาไว้ตลอด จากมือที่เคยกุมแล้วรู้สึกอุ่น กับกลายเป็นมือที่เย็นยะเยือก หน้าผาดที่เย็นเฉียบ... เรากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เรายืนกุมมือเขาและร้องไห้จนเจ้าหน้าที่ให้ออกไปก่อน เรานั่งรอ เจอพ่อ แม่ และญาติเขา เราก็พยายามกลั้นน้ำตาจากที่ไหล พยายามให้หยุด แต่สุดท้ายก็ร้องไห้อยู่ดี แต่เราเลือกจะก้มหน้าร้องไห้และปิดปากตัวเองให้มากที่สุด จนแพทย์ชันสูตรน้องเรียบร้อย ญาติเข้าไปแต่งหน้าและแต่งตัวให้เขา เราก็เข้าไป ภาพที่เห็นมันช้ำกว่าเดิม เป็นภาพที่ไม่มีใครอยากเห็นหรืออยากให้คนที่เรารักเป็น ในมือเราถือดอกไม้พวงมาลัย และร้องไห้ จนแทบทรุด จนอยากเดินออกมาจากตรงนั้นเพราะทนไม่ได้ แต่ด้วยความที่เราอยากอยู่ข้างเขาจนงินาทีสุดท้าย เราตัดสินใจยืนอยู่ตรงนั้นจนจบภารกิจ จนถึงวินาทีส่งร่างเขาขึ้นรถเพื่อกลับบ้านที่ต่างจังหวัด วันนั้นหลังส่งน้องขึ้นรถ เราขออนุญาตชาต่อเพิ่อกลับไปช่วยงานที่บ้านเกิดเขา ทั้งๆที่เราไม่เคยไป แต่ด้วยคำสัญญา และความผูกพันธ์ และคำว่ารัก เราตัดสินใจเดินทางกลับไปหาเขา เราพักที่บ้านเขา นอนข้างๆเขา เฝ้าเขาตลอดเวลา จากที่ไม่เคยต้องทำอะไรแบบนี้และไม่เคยคิดว่าจะได้ทำกับคนที่เรารัก เรากลับกลายเป็นคนที่ดูเอ๋อ ทำอะไรไม่ถูกแต่เราก็พยายามช่วยงานที่บ้านเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้เพื่อเขาและครอบครัวของเขา จนถึงวันที่ต้องส่งเขาขึ้นสวรรค์ และทำบุญกระดูกให้ เราถึงเดินทางกลับ แต่ในระหว่างตลอดทางตั้งแต่วันที่เราเดินทางไปช่วยงานเขาจนวันที่เรากลับ เรารู้สึกว่าเราอยู่กับเราตลอด แม้กระทั่งที่บ้านเรา บางคืนเหมือนกึ่งหลับกึ้งตื่น เรามองไปข้างๆเตียง เราเหมือนเห็นเขานอนข้างๆและเราพลิกตัวไปกอดเขาและจูบที่หน้าผากเขา ตลอด ตั้งแต่วันนั้น จนวันนี้ ผ่านมา 2 เดือน ไม่เคยมีวันไหนที่เรานอนหลับได้โดยไม่คิดถึง ไม่ร้องไห้ เราล้างรูปเขาเก็บลงในอัลบั้มรูป รวมถึงภาพแคปหน้าจอช่วงที่เรามีความสุขด้วยกัน เราปริ้นมาเก็บไว้ ตอนนี้สิ่งเดียวที่เราทำให้เขาได้คือ ทำบุญ อุทิศให้เขา เรายังเหมือนคนบ้าที่ยังร้องไห้ ยังคิดถึง ยังพูดคุยกับเขาตลอดเวลา ความรู้สึกตั้งแต่วันแรกที่รู้จัก ทุกสิ่งที่เขาชอบ หรือไม่ชอบ วันสำคัญต่างๆ ตัวเรายังจำได้ไม่ลืม และทุกวันมันยังมีน้ำตาไหลออกมาด้วยความคิดถึงแชะเป็นห่วงเขาเสมอเหมือนวันแรกที่ได้รู้จัก เราะยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ เหมือนจะไปได้ดี แต่สุดท้าย มันก็เป็น Loop กลับมาให้คิดถึง เป็นความรู้สึกที่ตื่นมาแล้วรู้สึกหว้าเหว่ เหมือนขาดอะไรไป มันจุกๆ จนบางทีเราเผลอร้องไห้ออกมา เรากลับกลายเป็นคนที่อยู่คนเดียวไม่ได้เลย เราจะร้องไห้ตลอด จะรู้สึกDown ตลอด ไม่รู้เพราะอะไร หรือเพราะเราคาดหวังมากเกินไป หรือเพราะเรารักเขามากเกินไป จนบางทีเราคิดว่า ความรักในโลกโซเชียล มันมีจริง ไม่ใช่เพราะเราได้รับจากใคร แต่เพราะเราเคยให้ใครไป นั่นแหละ ความรักในโลกโซเชียล
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่