‘ชาญวิทย์’ฟันธงรัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม หวังแฟลชม็อบสร้างจุดเปลี่ยนการเมืองไทยสู่ประชาธิปไตย
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1816048
ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) นาย
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน(ครช.) เปิดเผยในงานมหกรรมรัฐธรรมนูญ ประชาชนว่า ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันยากมากที่รัฐบาลจะบริหารงานได้ครบเทอม 4 ปี เพราะปัจจุบันจะเห็นว่าการบริหารของรัฐบาลเป็นการบริหารและแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าในระยะสั้นเท่านั้น แม้รัฐบาลจะมีแผนบริหารระยะยาว คือ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ไม่ค่อยเห็นการดำเนินการที่เป็นหลักเป็นฐานเห็นเพียงการดำเนินการชั่วครั้งชั่วคราวพอให้อยู่ต่อไปได้เท่านั้น ทั้งนี้ ในความเข้มแข็งในสภาของรัฐบาลก็ไม่มากพอ ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลทั้งในประเทศและต่างประเทศก็อ่อนแอ ซึ่ง 3 สิ่งที่จะเห็นหลังจากนี้ คือ 1.รัฐบาลอาจจะถูกบีบให้ลาออก 2.อาจจะเห็นการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หรือ 3.การยึดอำนาจครั้งใหม่
“ในอนาคตอันใกล้เป็นไปได้ทั้ง 3 ประตู คือจะมีการยึดอำนาจใหม่ การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรือการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องลาออก แต่ยังไม่กล้ายืนยันหนักแน่นว่าจะออกประตูไหนเพราะมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งหมด ซึ่งในสถานการณ์ที่มันลื่นไหล มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดาและคาดการณ์ไม่ได้ ทุกอย่าง 50:50 อาจจะดีขึ้นหรือเลวร้ายลงกว่าเดิมก็ได้” นาย
ชาญวิทย์ กล่าว
นาย
ชาญวิทย์ กล่าวถึงกรณีแฟลชม็อบว่า ไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จมากขนาดนี้แต่จากที่เห็นจากข่าวและโซเชียลมีเดียแล้วต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่เข้าร่วมในแฟลชม็อบครั้งนี้ เพราะถือเป็นวิธีการดำเนินการที่เป็นไปอย่างสันติวิธี หรือ สันติประชาธรรม ซึ่งเป็นการแสดงอารยขัดขืน และไม่ได้ใช้ความรุนแรง ถ้าการแสดงเข่นนี้สามารถจะทำได้ต่อไปไม่ถูกปราบปรามน่าจะมีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยได้บ้าง
“ดูจากโมเดลการทำแฟลชม็อบของมาเลเซียซึ่งเรียกร้องการเลือกตั้งที่สะอาดและยุติธรรม ม็อบได้ใส่เสื้อสีเหลืองรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว มีการปราศรัยที่ตึกแฝดปิโตรนาส กรุงกัวลาลัมเปอร์ และแยกย้ายอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการปะทะกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งการเลือกตั้งครั้งล่าสุดฝ่ายค้านชนะ รัฐบาลเก่าอยู่มานานมากจนไม่มีใครคิด ผมมีความหวังอยู่ว่าในบ้านเมืองของเราต้องเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยโดยสันติวิธีไม่เป็นไปในรูปแบบของกัมพูชา เมียนมา ขณะนี้เรากำลังเปลี่ยนผ่านอย่างไม่เคยมีมาก่อนเชื่อว่าไทยจะไม่ย่ำซ้ำรอยเหมือนที่เคยในอดีตหลายสิบปี นี่คือยุคของการเปลี่ยนผ่านแล้ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ คนที่มีความคิดใหม่ทำท่าว่าจะขึ้นมาได้แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่มั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกจำกัด หรือกำจัด” นาย
ชาญวิทย์ กล่าว
นาย
ชาญวิทย์ กล่าวว่า ตัวแทนของอำนวจเดิม บารมีเดิมคงต้องการอย่างยิ่งที่จะกำจัดคนที่เป็นตัวแทนของอำนาจใหม่ บารมีใหม่ ความคิดใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาแต่ถ้าไม่ให้คนรุ่นใหม่เล่นตามกรอบเล่นในระบบรัฐสภา เขาก็มีสิทธิที่จะอ้างการเล่นนอกระบบได้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ อยู่ที่ว่าตัวแทนของอำนาจเก่า บารมีเก่า ฉลาดพอที่จะมองทางออกที่ดีที่สุดของสังคมไทยจะเป็นทางไหน จะเป็นทางที่ใช้ความรุนแรง มีการปราบปรามและนองเลือด หรือทางที่มีสติปัญญามากกว่านั้นในการที่ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดกลุ่มอำนาจใหม่ บารมีใหม่ เกิดข้อกังขาและความไม่ยุติธรรม เพราะมีสิ่งที่เรียกว่าสองมาตรฐาน และสิ่งที่เรียกว่าไม่มีมาตรฐานเลยเกิดขึ้น
“ที่สุดแล้ว ผู้ที่มีอำนาจหรืออยู่ในอำนาจมานานต้องตะหนักว่าทั้งโลกและไทยเปลี่ยนไปแล้ว จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และวิถีทางประชาธิปไตย ต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน มีรัฐสภา มีผู้แทนราษฎรษณ์ที่จะต้องเป็นสากลไม่ใช่รูปแบบไทย ๆ อย่างที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งที่สะอาดยุติธรรม ในส่วนของประชาชนเองมีการเรียนรู้จากประสบการณ์หลายสิบปีที่ผ่านมา ขณะนี้ไม่มีประชาชนที่เป็นชนชั้นล่าง ที่อยู่พื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบทแบบเดิม ๆ ที่ถูกนำเข้ามาเพื่อการประท้วงใช้ประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งไม่ใช้บทบาทที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้ แต่ประชาชนกลุ่มนี้มีบทบาทอย่างมากที่จะผลักดันกลุ่มอำนาจใหม่ บารมีใหม่ให้ขึ้นมา ซึ่งทุกคนเข้าใจแล้วว่าบัตรเลือกตั้งเป็นตัวชี้ขาดว่าเขาจะมีอำนาจและมีสิทธิในประเทศนี้”
นาย
ชาญวิทย์ กล่าว
เอาแล้ว! คำร้อง กกต.ยุบอนาคตใหม่ ส่อมีปัญหา อัยการชี้ชัด สะดุดตรงไหน
https://www.khaosod.co.th/politics/news_3193785
เอาแล้ว! คำร้อง กกต.ยุบอนาคตใหม่ ส่อมีปัญหา อัยการชี้เอง ขัดระเบียบชัด
ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน การวินิจฉัยชี้ขาด และ พรป. พรรคการเมือง มาตรา 93
สำนวนไต่สวนอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย มติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ อาจไม่ชอบไปด้วย
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ดร.
ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัด ประจำ สำนักงานอัยการสูงสุด อาจารย์ผู้บรรยายวิชากฎหมาย วิธีพิจารณาความ และพยานหลักฐาน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รามคำแหง นิด้า และ แม่ฟ้าหลวง ได้ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวข้อกฎหมาย กรณี กกต.มีมติยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา ข้อสังเกตต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด ของ กกต. มีข้อความว่า
ตามที่เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 จากกรณีที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นเงินจำนวน 191,200,000 บาท ซึ่ง กกต. ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืน มาตรา 72 โดยยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่พรรคอนาคตใหม่ และต่อมานายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า เหตุที่ กกต. มีมติในเรื่องนี้โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเนื่องจากเป็นการใช้อำนาจของ กกต.ตาม พรป. พรรคการเมือง ฯ มาตรา 93 ที่ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง (เลขาธิการ กกต.) มีอำนาจทำความเห็นพร้อมรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเสนอต่อ กกต. เพื่อพิจารณาและวินิจฉัยได้เลยโดยไม่ต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาก่อน นั้น
ผมขอให้ข้อสังเกตที่เป็นความเห็นทางวิชาการต่อประเด็นความชอบด้วยระเบียบและกฎหมายของการไม่แจ้งข้อกล่าวหานี้ โดยเป็นการให้ความเห็นทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมายเป็นการส่วนตัวในฐานะที่เป็นอาจารย์ผู้บรรยายกฎหมายวิธีพิจารณาความในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน โดยไม่มีวัตถุประสงค์และเจตนาสนับสนุนพรรคการเมืองหรือฝ่ายการเมืองใดทั้งสิ้น และไม่มีเจตนาก้าวล่วงคำวินิจฉัยของ กกต.และของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
1. พรป. พรรคการเมืองฯ มาตรา 93 ให้อำนาจในการงดการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่เพียงใด
ตาม พรป. พรรคการเมือง ฯ มาตรา 93 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักการไว้ว่า เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งก็คือเลขาธิการ กกต. ว่า พรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 72 ให้นายทะเบียน มีอำนาจในการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อ กกต. เพื่อพิจารณา
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กกต.กำหนด
โดยมาตรา 93 ไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้มีอำนาจในการงดแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด แต่มาตรา 93 กำหนดไว้แต่เพียงว่า การรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และการเสนอความเห็นต่อ กกต. เพื่อพิจารณา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กกต. กำหนด ซึ่งก็คือเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ข้อ 55 หมวด 7 การยุบพรรคการเมือง
ซึ่งกำหนดให้นำระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อปรากฏว่าพรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 72 ซึ่งระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด จะกำหนดรายละเอียดของกระบวนการและขั้นตอนของการตรวจมูลกรณี การสืบสวน การไต่สวน การแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. เป็นต้น
2. ขั้นตอน และ กระบวนการไต่สวนตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด เมื่อไต่สวนเสร็จแล้วมีพยานหลักฐานฟังได้ ให้แจ้งข้อกล่าวหาและให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อกล่าวหา เมื่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนได้ดำเนินการไต่สวนเสร็จแล้ว มีพยานหลักฐานสนับสนุนฟังได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 72 ให้แจ้งข้อกล่าวหาแก่พรรคการเมืองนั้นตามแบบ สตว. 6
รวมทั้ง กกต. อาจจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาแก่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย ตามระเบียบ กกต. ฯ ข้อ 54 และ 55 ได้ด้วย โดยบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาจะระบุข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยสรุป และกำหนดวันเวลา สถานที่ที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาไปชี้แจงข้อกล่าวหา ทั้งนี้ ตามระเบียบ กกต. ข้อ 54 ซึ่งเรื่องยุบพรรคอนาคตใหม่ตามที่ กกต. กล่าวหาว่ากระทำการฝ่าฝืนมาตรา 72 นี้
กลับปรากฏจากคำแถลงของนายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต.ว่า มติของกกต. ดังกล่าว ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ อันสอดคล้องกับที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่แถลงว่า ได้มีการดำเนินกระบวนการไต่สวนไปแล้ว โดยประธานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้เชิญพรรคอนาคตใหม่ไปชี้แจงแล้ว 3 ครั้ง และให้ส่งเอกสาร โดยยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาและให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
3.จะอ้างอำนาจในการสั่งงดการไต่สวนพยานหลักฐาน ตามระเบียบ กกต. ข้อ 57 วรรคท้าย ในการงดแจ้งข้อกล่าวหาได้หรือไม่เพียงใด ถึงแม้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจะมีอำนาจตามระเบียบ กกต. ข้อ 57 วรรคท้าย ที่จะงดการไต่สวนพยานหลักฐานได้ก็ตาม แต่จะตีความเลยไปถึงขนาดเป็นอำนาจในการงดแจ้งข้อกล่าวหาหาไม่ได้ เพราะอำนาจในการงดการไต่สวนพยานหลักฐานเป็นคนละเรื่องกันกับอำนาจในการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ
โดยระเบียบ กกต. ฯ ได้กำหนดเรื่องการไต่สวนและการแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ไว้คนละส่วนกัน โดยกำหนดเรื่องการไต่สวนไว้ในส่วนที่ 3 และกำหนดเรื่องการแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไว้ในส่วนที่ 4 การที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนมีอำนาจงดการไต่สวนพยานหลักฐานจึงไม่อาจตีความขยายความรวมไปถึงอำนาจในการงดแจ้งข้อกล่าวหาและอำนาจในการตัดสิทธิผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจ้งแก้ข้อกล่าวหาได้
นอกจากนี้ อำนาจในการงดการไต่สวนพยานหลักฐานดังกล่าว ก็เป็นเพียงอำนาจงดการไต่สวนเฉพาะพยานที่ทำให้การไต่สวนล่าช้าโดยไม่จำเป็นหรือพยานหลักฐานที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่านั้น ซึ่งจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานแต่ละชิ้นเป็นรายกรณีไป ว่าพยานหลักฐานชิ้นใดไม่สำคัญ ทำให้ล่าช้า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจึงไม่มีอำนาจสั่งงดการไต่สวนพยานหลักฐานทั้งหมดได้
JJNY : 4in1 ชาญวิทย์ฟันธงรบ.ไม่ครบเทอม/คำร้องยุบอนค.ส่อมีปัญหา/เสรีพิศุทธ์จ่อเชิญอภิสิทธิ์/แล้งถล่มเกษตกรเงินฝืด
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1816048
“ในอนาคตอันใกล้เป็นไปได้ทั้ง 3 ประตู คือจะมีการยึดอำนาจใหม่ การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรือการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องลาออก แต่ยังไม่กล้ายืนยันหนักแน่นว่าจะออกประตูไหนเพราะมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งหมด ซึ่งในสถานการณ์ที่มันลื่นไหล มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดาและคาดการณ์ไม่ได้ ทุกอย่าง 50:50 อาจจะดีขึ้นหรือเลวร้ายลงกว่าเดิมก็ได้” นายชาญวิทย์ กล่าว
นายชาญวิทย์ กล่าวถึงกรณีแฟลชม็อบว่า ไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จมากขนาดนี้แต่จากที่เห็นจากข่าวและโซเชียลมีเดียแล้วต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่เข้าร่วมในแฟลชม็อบครั้งนี้ เพราะถือเป็นวิธีการดำเนินการที่เป็นไปอย่างสันติวิธี หรือ สันติประชาธรรม ซึ่งเป็นการแสดงอารยขัดขืน และไม่ได้ใช้ความรุนแรง ถ้าการแสดงเข่นนี้สามารถจะทำได้ต่อไปไม่ถูกปราบปรามน่าจะมีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยได้บ้าง
“ดูจากโมเดลการทำแฟลชม็อบของมาเลเซียซึ่งเรียกร้องการเลือกตั้งที่สะอาดและยุติธรรม ม็อบได้ใส่เสื้อสีเหลืองรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว มีการปราศรัยที่ตึกแฝดปิโตรนาส กรุงกัวลาลัมเปอร์ และแยกย้ายอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการปะทะกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งการเลือกตั้งครั้งล่าสุดฝ่ายค้านชนะ รัฐบาลเก่าอยู่มานานมากจนไม่มีใครคิด ผมมีความหวังอยู่ว่าในบ้านเมืองของเราต้องเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยโดยสันติวิธีไม่เป็นไปในรูปแบบของกัมพูชา เมียนมา ขณะนี้เรากำลังเปลี่ยนผ่านอย่างไม่เคยมีมาก่อนเชื่อว่าไทยจะไม่ย่ำซ้ำรอยเหมือนที่เคยในอดีตหลายสิบปี นี่คือยุคของการเปลี่ยนผ่านแล้ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ คนที่มีความคิดใหม่ทำท่าว่าจะขึ้นมาได้แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่มั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกจำกัด หรือกำจัด” นายชาญวิทย์ กล่าว
นายชาญวิทย์ กล่าวว่า ตัวแทนของอำนวจเดิม บารมีเดิมคงต้องการอย่างยิ่งที่จะกำจัดคนที่เป็นตัวแทนของอำนาจใหม่ บารมีใหม่ ความคิดใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาแต่ถ้าไม่ให้คนรุ่นใหม่เล่นตามกรอบเล่นในระบบรัฐสภา เขาก็มีสิทธิที่จะอ้างการเล่นนอกระบบได้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ อยู่ที่ว่าตัวแทนของอำนาจเก่า บารมีเก่า ฉลาดพอที่จะมองทางออกที่ดีที่สุดของสังคมไทยจะเป็นทางไหน จะเป็นทางที่ใช้ความรุนแรง มีการปราบปรามและนองเลือด หรือทางที่มีสติปัญญามากกว่านั้นในการที่ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดกลุ่มอำนาจใหม่ บารมีใหม่ เกิดข้อกังขาและความไม่ยุติธรรม เพราะมีสิ่งที่เรียกว่าสองมาตรฐาน และสิ่งที่เรียกว่าไม่มีมาตรฐานเลยเกิดขึ้น
“ที่สุดแล้ว ผู้ที่มีอำนาจหรืออยู่ในอำนาจมานานต้องตะหนักว่าทั้งโลกและไทยเปลี่ยนไปแล้ว จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และวิถีทางประชาธิปไตย ต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน มีรัฐสภา มีผู้แทนราษฎรษณ์ที่จะต้องเป็นสากลไม่ใช่รูปแบบไทย ๆ อย่างที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งที่สะอาดยุติธรรม ในส่วนของประชาชนเองมีการเรียนรู้จากประสบการณ์หลายสิบปีที่ผ่านมา ขณะนี้ไม่มีประชาชนที่เป็นชนชั้นล่าง ที่อยู่พื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบทแบบเดิม ๆ ที่ถูกนำเข้ามาเพื่อการประท้วงใช้ประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งไม่ใช้บทบาทที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้ แต่ประชาชนกลุ่มนี้มีบทบาทอย่างมากที่จะผลักดันกลุ่มอำนาจใหม่ บารมีใหม่ให้ขึ้นมา ซึ่งทุกคนเข้าใจแล้วว่าบัตรเลือกตั้งเป็นตัวชี้ขาดว่าเขาจะมีอำนาจและมีสิทธิในประเทศนี้”
นายชาญวิทย์ กล่าว
เอาแล้ว! คำร้อง กกต.ยุบอนาคตใหม่ ส่อมีปัญหา อัยการชี้ชัด สะดุดตรงไหน
https://www.khaosod.co.th/politics/news_3193785
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัด ประจำ สำนักงานอัยการสูงสุด อาจารย์ผู้บรรยายวิชากฎหมาย วิธีพิจารณาความ และพยานหลักฐาน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รามคำแหง นิด้า และ แม่ฟ้าหลวง ได้ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวข้อกฎหมาย กรณี กกต.มีมติยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา ข้อสังเกตต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด ของ กกต. มีข้อความว่า
ตามที่เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 จากกรณีที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นเงินจำนวน 191,200,000 บาท ซึ่ง กกต. ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืน มาตรา 72 โดยยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่พรรคอนาคตใหม่ และต่อมานายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า เหตุที่ กกต. มีมติในเรื่องนี้โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเนื่องจากเป็นการใช้อำนาจของ กกต.ตาม พรป. พรรคการเมือง ฯ มาตรา 93 ที่ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง (เลขาธิการ กกต.) มีอำนาจทำความเห็นพร้อมรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเสนอต่อ กกต. เพื่อพิจารณาและวินิจฉัยได้เลยโดยไม่ต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาก่อน นั้น
ผมขอให้ข้อสังเกตที่เป็นความเห็นทางวิชาการต่อประเด็นความชอบด้วยระเบียบและกฎหมายของการไม่แจ้งข้อกล่าวหานี้ โดยเป็นการให้ความเห็นทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมายเป็นการส่วนตัวในฐานะที่เป็นอาจารย์ผู้บรรยายกฎหมายวิธีพิจารณาความในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน โดยไม่มีวัตถุประสงค์และเจตนาสนับสนุนพรรคการเมืองหรือฝ่ายการเมืองใดทั้งสิ้น และไม่มีเจตนาก้าวล่วงคำวินิจฉัยของ กกต.และของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
1. พรป. พรรคการเมืองฯ มาตรา 93 ให้อำนาจในการงดการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่เพียงใด
ตาม พรป. พรรคการเมือง ฯ มาตรา 93 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักการไว้ว่า เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งก็คือเลขาธิการ กกต. ว่า พรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 72 ให้นายทะเบียน มีอำนาจในการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อ กกต. เพื่อพิจารณา
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กกต.กำหนด
โดยมาตรา 93 ไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้มีอำนาจในการงดแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด แต่มาตรา 93 กำหนดไว้แต่เพียงว่า การรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และการเสนอความเห็นต่อ กกต. เพื่อพิจารณา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กกต. กำหนด ซึ่งก็คือเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ข้อ 55 หมวด 7 การยุบพรรคการเมือง
ซึ่งกำหนดให้นำระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อปรากฏว่าพรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 72 ซึ่งระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด จะกำหนดรายละเอียดของกระบวนการและขั้นตอนของการตรวจมูลกรณี การสืบสวน การไต่สวน การแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. เป็นต้น
2. ขั้นตอน และ กระบวนการไต่สวนตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด เมื่อไต่สวนเสร็จแล้วมีพยานหลักฐานฟังได้ ให้แจ้งข้อกล่าวหาและให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อกล่าวหา เมื่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนได้ดำเนินการไต่สวนเสร็จแล้ว มีพยานหลักฐานสนับสนุนฟังได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 72 ให้แจ้งข้อกล่าวหาแก่พรรคการเมืองนั้นตามแบบ สตว. 6
รวมทั้ง กกต. อาจจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาแก่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย ตามระเบียบ กกต. ฯ ข้อ 54 และ 55 ได้ด้วย โดยบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาจะระบุข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยสรุป และกำหนดวันเวลา สถานที่ที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาไปชี้แจงข้อกล่าวหา ทั้งนี้ ตามระเบียบ กกต. ข้อ 54 ซึ่งเรื่องยุบพรรคอนาคตใหม่ตามที่ กกต. กล่าวหาว่ากระทำการฝ่าฝืนมาตรา 72 นี้
กลับปรากฏจากคำแถลงของนายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต.ว่า มติของกกต. ดังกล่าว ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ อันสอดคล้องกับที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่แถลงว่า ได้มีการดำเนินกระบวนการไต่สวนไปแล้ว โดยประธานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้เชิญพรรคอนาคตใหม่ไปชี้แจงแล้ว 3 ครั้ง และให้ส่งเอกสาร โดยยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาและให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
3.จะอ้างอำนาจในการสั่งงดการไต่สวนพยานหลักฐาน ตามระเบียบ กกต. ข้อ 57 วรรคท้าย ในการงดแจ้งข้อกล่าวหาได้หรือไม่เพียงใด ถึงแม้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจะมีอำนาจตามระเบียบ กกต. ข้อ 57 วรรคท้าย ที่จะงดการไต่สวนพยานหลักฐานได้ก็ตาม แต่จะตีความเลยไปถึงขนาดเป็นอำนาจในการงดแจ้งข้อกล่าวหาหาไม่ได้ เพราะอำนาจในการงดการไต่สวนพยานหลักฐานเป็นคนละเรื่องกันกับอำนาจในการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ
โดยระเบียบ กกต. ฯ ได้กำหนดเรื่องการไต่สวนและการแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ไว้คนละส่วนกัน โดยกำหนดเรื่องการไต่สวนไว้ในส่วนที่ 3 และกำหนดเรื่องการแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไว้ในส่วนที่ 4 การที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนมีอำนาจงดการไต่สวนพยานหลักฐานจึงไม่อาจตีความขยายความรวมไปถึงอำนาจในการงดแจ้งข้อกล่าวหาและอำนาจในการตัดสิทธิผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจ้งแก้ข้อกล่าวหาได้
นอกจากนี้ อำนาจในการงดการไต่สวนพยานหลักฐานดังกล่าว ก็เป็นเพียงอำนาจงดการไต่สวนเฉพาะพยานที่ทำให้การไต่สวนล่าช้าโดยไม่จำเป็นหรือพยานหลักฐานที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่านั้น ซึ่งจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานแต่ละชิ้นเป็นรายกรณีไป ว่าพยานหลักฐานชิ้นใดไม่สำคัญ ทำให้ล่าช้า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจึงไม่มีอำนาจสั่งงดการไต่สวนพยานหลักฐานทั้งหมดได้