JJNY : 4in1 ระดมตั้งคกก.ศึกษาผลม.44/สมลักษณ์งง กกต.ไม่ยึดหลักยุติธรรม/พิชัยอัดรบ.ตกลงว่าจะไม่ทำเลย/สินเชื่อSMEซึมข้ามปี

ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ระดมเครือข่ายตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบจาก ม.44
https://www.matichon.co.th/politics/news_1808682
 
 
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานคณะกรรมการบริหาร ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายต่างๆของภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยได้ประสานงานเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามมาตรา 44 ซึ่งรวมไปถึงการศึกษาผลกระทบและหาแนวทางแก้ไขผลจากประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารคณะต่างๆ และศึกษาผลกระทบและความเหมาะสมของกฎหมายที่บัญญัติโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
 
โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการศึกษาผลกระทบมาตรา 44 จะประกอบไปด้วย นักวิชาการ ข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 44 นักธุรกิจและผู้แทนภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 44 นักการเมืองทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล นักสิทธิมนุษยชน และผู้แทนองค์กรประชาธิปไตยต่างๆ
 
โดยคณะกรรมการศึกษาผลกระทบมาตรา 44 (นอกสภา) ชุดนี้จะทำงานร่วมกับคณะกรรมธิการชุดต่างๆของรัฐสภาที่เกี่ยวข้องเพื่อเยียวยาแก้ไขผลกระทบทางด้านต่างๆ โดยแบ่งออกเป็นด้านต่างๆดังนี้ ด้านการถูกดำเนินคดีโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม คนกลุ่มนี้ต้องได้รับคืนความเป็นธรรมทั้งหมดและต้องได้รับการเยียวยาจากผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้น
 
ด้านเศรษฐกิจ ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและฐานะทางการคลังของประเทศและแสวงหาแนวทางแก้ไข ด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ผลกระทบจากการประกาศคำสั่งต่างๆที่มีการยกเว้นการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายผังเมือง กฎหมายการลงทุน ซึ่งอาจนำมาสู่ผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่บิดเบี้ยวและเสียสมดุล ส่งผลเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและชุมชน ด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องมีการแก้ไขเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดอันเป็นผลจากการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมและขาดการตรวจสอบ ด้านการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี การโยกย้าย ปลดออกจากตำแหน่งของข้าราชการในระดับต่างๆที่ไม่ได้รับเป็นธรรมต้องมีการดำเนินการเพื่อแก้ไขและเยียวยาข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจดังกล่าว เป็นต้น
 
ทาง “ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” ขอให้คณะกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้กำหนดกรอบเวลาในการศึกษาการแก้ไขให้ชัดเจน และ ขอให้รัฐบาลส่งผู้มีทัศนคติทางบวกต่อการปรับแก้รัฐธรรมนูญให้ดีขึ้นมาเป็นคณะกรรมาธิการเนื่องจากคณะรัฐมนตรีขอโค้วต้าถึง 6 ท่าน หาก 6 ท่านนี้มีทัศนคติและจุดยืนไม่ยอมรับความเห็นต่างและต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น คณะกรรมธิการชุดนี้จะทำงานไม่ได้ ทำลายภาพพจน์และบทบาทของรัฐสภาสมประโยชน์ฝ่ายปรปักษ์ประชาธิปไตย
 
คณะกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นเพียงการยืดเวลาให้กับระบอบการสืบทอดอำนาจและระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบเท่านั้น จะไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นอันสร้างสรรค์ในการจัดทำ “รัฐธรรมนูญ” ฉบับสัญญาประชาคมของประชาชนชาวไทยทุกกลุ่มที่ชาวไทยร่วมทำให้เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง กระบวนการจัดทำ “รัฐธรรมนูญ” เพื่ออนาคตและจะเป็นกระบวนการในการปฏิรูปประเทศก็จะไม่เกิดขึ้น กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเป็น กระบวนการในการเปลี่ยนมวลพลังของความขัดแย้งต่างๆในช่วงที่ผ่านมา ให้ไปเป็น พลังขับเคลื่อน เพื่อยกระดับการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทยได้ หากทุกฝ่ายมีความจริงใจในการทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
 
ทาง “ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” ขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจยึดถือระบบนิติรัฐนิติธรรมในการบริหารประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงกับดักแห่งความรุนแรงในอนาคต หากการยุบพรรคอนาคตใหม่ไม่มีเหตุผลเพียงพอและบิดเบือนหลักการรวมทั้งหลักกฎหมายจะนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นต่อระบอบกึ่งประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศปีหน้า การกระทำดังกล่าวจะทำลายความหวังของประชาชนด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมและปิดช่องการทำงานผ่านเวทีรัฐสภา
 
ทาง “ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณะกรรมการเลือกตั้ง คณะกรรมการ ปปช. และ ศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่รับใบสั่ง ทำงานตรงไปตรงมาเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้



‘สมลักษณ์’ งงหนัก! กกต. ชงยุบอนค. ใช้กฎหมายพิเศษเหรอ ไม่ยึดหลักยุติธรรม
https://www.khaosod.co.th/politics/news_3175637
 
สมลักษณ์ แปลกใจ! ทำไม กกต. ชงศาลรัฐธรรมนูญยุบอนาคตใหม่ โดยไม่ไต่สวนผู้ถูกกล่าวหา-ไม่สืบพยานจำเลย 
ขัดหลักพิจารณาคดี ย้อนถามมีกฎหมายอะไรพิเศษหรือ
 
วันที่ 12 ธ.ค. น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตป.ป.ช. และอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ กรณีนายธนาธรปล่อยเงินกู้ให้กับพรรคอนาคตใหม่นั้นเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ว่า
 
ตนรู้สึกแปลกใจว่าทำไมกกต. ไม่มีการไต่สวนและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา เพื่อให้เขาได้มีโอกาสสู้คดีอย่างเต็มที่ เพราะในกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าศาล หรือแม้แต่ป.ป.ช. มีหลักในการพิจารณาคดี ทุกคดีจะต้องมีการไต่สวน สืบพยาน ก่อนเสมอและรับฟังผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นไฟตามป.วิอาญา มาตรา 227 วรรคแรก ซึ่งในสายกระบวนการยุติธรรมยึดหลักนี้
 
ป.ป.ช.ยึดหลักนี้เช่นกัน ซึ่งกำหนดไว้ว่า ซึ่งวิอาญามาตรา 227 วรรคแรกนั้น ระบุว่า ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนัก พยานหลักฐานทั้งปวงอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น นั่นแสดงให้เห็นว่าจะต้องรับฟังพยานและวินิจฉัย ชั่งน้ำหนัก
 
    ดังนั้นถึงได้บอกว่ารู้สึกแปลกใจที่ทำไมกกต.ถึงได้สรุปสำนวนโดยฟังแต่ข้อกล่าวหา และพยานหลักฐานของกกต.ที่มี 
โดยที่ไม่ให้โอกาสจำเลยสืบพยาน ถึงได้เกิดคำถามขึ้นว่ากกต. มีกฎหมายอะไรพิเศษอย่างนั้นหรือ
 
ทั้งนี้ เรื่องการยุบพรรคการเมืองถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โทษทางอาญาแต่การยุบพรรคการเมือง มีโทษที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเช่น ถูกตัดสิทธิ์ห้ามดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นโทษที่มีความรุนแรง ของนักการเมือง ถูกตัดสิทธิ์ 10 หรือ 20 ปี ก็เหมือนถูกประหารชีวิตทางการเมือง
 
ถ้าเป็นอย่างนี้จะต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาอย่างมาก ยกตัวอย่างในคดีอาญา เมื่อศาลสืบพยานมาแล้วพบว่า พยานโจทก์แน่นมาก ก็จะให้โอกาสจำเลยเต็มที่ในการสืบพยาน เพื่อให้เขาได้มีโอกาสสู้คดีอย่างเต็มที่
 
แต่ทำไมกกต.ไม่ยึดหลักนี้ ในเมื่ออยู่สายกระบวนการยุติธรรมเหมือนกัน และองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. ก็ไม่เคยทำที่จะลงโทษใครโดยดูแต่สำนวน ดูแต่ข้อกล่าวหา แล้วชี้ขาด อย่างนี้ไม่เคยทำ ยืนยันได้ แต่เราจะต้องไปสวนและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
 
นี่คือหลักทั่วไปของคนที่อยู่ในศาลและกระบวนการยุติธรรมและเป็นหลักของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความอาญาด้วย ส่วนกกต.ได้อ้างฐานความผิดตามข้อกฎหมายใด มาตราใดนั้น ต้องขอดูข้อกฎหมายโดยละเอียดเสียก่อน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่