#นายพนัสชอบเล่า 2/12/2019
*** คำเตือน บทความนี้มีความดราม่าและเซ้นซิทีฟ ***
เราไม่ได้คิดถึงป๊า (พ่อ) เรามาซักพักนึงแล้ว แต่จู่ๆก็มีเรื่องมาให้นึกถึงแกจนได้ ...
วันนี้ตอนประมาณทุ่มครึ่ง ช่วงที่เรากำลังใกล้จะเก็บร้าน มีชายแก่คนนึงผมหงอกๆ โครงหน้าเหมือนป๊าเราเป๊ะเลย แถมไว้ผมทรงเดียวกันอีกด้วย เราไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ ชาติหน้า หรือการกลับชาติมาเกิดหรอกนะ แต่ถึงแม้จะกลับชาติมาเกิดได้ ป๊าเราก็คงไม่แก่ไวขนาดนี้หรอก
วินาทีที่เราเห็นเขากำลังเดินเข้ามาแม่_งอย่างกับในหนังเลย ภาพ Flashback ลางๆจางๆย้อนเรื่องราวเก่าๆพุ่งเข้ามาเต็มหัวไปหมด จนน้ำตาเกือบจะคลอเบ้าอยู่แล้ว วินาทีนั้นคุณลุงแกก็พูดขึ้นมาว่า "หนุ่ม ... มีอะไรเล่นบ้าง ???" ทำให้เรากลับมาควบคุมความคิดตัวเองได้อีกครั้งนึง
เราเล่นมายากลหลายอย่างให้แกดู แกดูมีความสุขนะ ยิ้มตลอดเลย เห็นแล้วเราก็อดยิ้มตามไม่ได้เหมือนกัน แกบอกว่าจะซื้อไปให้หลานเล่น เราเลยแนะนำเป็นเซ็ตมายากลสำหรับเด็กที่มี DVD สอนเล่นให้แกไป เด็กๆจะได้ดูและเรียนตามเองได้ แกชอบนะและก็ตกลงซื้อไป 1 เซ็ต เราก็แถมมายากลเล็กๆน้อยๆไปให้แกอีก 1 อย่าง เรายกมือไหว้ขอบคุณแก แล้วแกก็เดินจากไป
ขายมายากลจบ ... แต่อารมณ์ไม่จบนะ ระหว่างที่เรากำลังเก็บร้าน ใจเราไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย คิดถึงแกตลอด แม้ว่าแกจะเดินออกจากร้านไปแล้วตั้งหลายนาที ภาพเก่าๆของป๊าเรากับภาพใบหน้าของลุงแก วนเวียนสลับกลับมาในหัวตลอด ... ใช่แหละเราคิดถึงป๊าเรา T-T
ถึงแม้ว่าป๊าเรา แกจะเป็นคนแปลกๆ เป็นโรคจิตประเภทย้ำคิดย้ำทำ และชอบลงโทษลูกๆของตัวเองด้วยวิธีโรคจิตๆ เช่น เอารองเท้าแตะที่เหยียบย่ำกับพื้นที่เปื้อนคราบน้ำมันดำๆมาตบหน้า จับหัวลูกกดลงแท้งค์น้ำให้หายใจไม่ออกหรือแม้กระทั่งบังคับให้ตักน้ำจากคอห่านส้วมมากินก็ตาม (อ่านถึงตรงนี้ ไม่ต้องสงสารเราหรอกนะ เพราะมันเป็นอดีตที่แสนนานมาแล้ว และเพราะเรื่องพวกนี้นี่แหละ ทำให้เราโตขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่ง และปัญหาแทบทุกเรื่องในชีวิตแม่_งกลายเป็นเรื่องเล็กๆไปเลย) แต่ป๊าเราก็รักลูกๆนะ ถึงแม้ว่าแกจะเพี้ยนๆ แต่แกไม่เคยทิ้งลูกไปไหน
ที่แกสติแตกหนักขึ้น เป็นเพราะพอฟองสบู่แตกตอนปี 2540 (ตอนนั้นเราประมาณ 8-9 ขวบได้) แกก็ล้มละลาย หมดอาลัยตายอยาก เลิกราหย่าร้างกับแม่เราด้วย ความโรคจิตของแก ยิ่งทวีคูณเข้าอีก (ตรงจุดนี้ขอไม่เล่าถึงละกัน)
ในบรรดาพี่-น้อง 4 คน เรา(น้องคนเล็กสุด)อยู่กับป๊ามากที่สุด เราก็เลยโดนรองรับอารมณ์มากกว่าใครเพื่อน แต่ก็นั่นแหละ ทำให้เราผูกพันธ์กับป๊ามากที่สุดเช่นกัน ถึงแม้ว่าประสบการณ์มันค่อนข้างจะเลวร้ายเยอะไปหน่อยก็ตาม เราทะเลาะกับป๊าแทบทุกวันแหละ ด้วยอารมณ์วัยรุ่นมัธยมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ความคิดความอ่านก็เลยยังเด็ก เลยมีเรื่องให้ทะเลาะกันแทบทุกวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตแก
วันนั้นเรานั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์อยู่บนบ้าน แกก็โวยวายอะไรของแกก็ไม่รู้ เราก็เถียงๆแก แล้วแกก็เดินไป ผ่านไปซักราวๆ 1 ชั่วโมง เราเลิกเล่นเกมและลงไปข้างล่างเพื่อที่จะไปอาบน้ำ และไปหาซื้อของกินให้แก สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เราเห็นแกในสภาพนั่งคุกเข่าอยู่ติดกับแท้งค์น้ำใบหน้าแกจุ่มจมลงไปในแท้งค์น้ำและนิ่งอยู่อย่างนั้น เราสติแตกมากๆตอนนั้น ตะโกนเรียกคนข้างบ้านให้มาช่วยเพราะไม่รู้จะทำยังไง อาเจ้ข้างบ้านก็มาวิ่งมาอย่างไว มาช่วยเรา บอกให้เราทำ CPR เราก็เริ่มเลย จับแกแหงนหน้าขึ้น กดหน้าอกปั๊มๆๆ แล้วก็ผายปอดแก ทำซ้ำอยู่อย่างนั้นประมาณ 5 นาทีได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก เพราะสติแตกอยู่ คิดอย่างเดียวว่า ฟื้นสิป๊า ฟื้นสิ ฟื้นขึ้นมา .... แต่สายไป สายไปเสียแล้ว ป๊าเราจากไปแล้ว ด้วยอาการหน้ามืดและจมน้ำ เราได้แต่โทษตัวเองว่า ถ้าเราลงมาไวกว่านี้อีกนิด ป๊าเราอาจจะรอดก็ได้ ความรู้สึกนี้แม่_งลบออกไปจากใจเราไม่ได้จริงๆ ... คนข้างบ้าน(อีกบ้านนึงที่ไม่ได้มาช่วยเรากับป๊า) คิดว่าเราเป็นคนฆ่าพ่อตัวเองด้วย แล้วเอาไปพูดให้คนอื่นฟัง เราเลยรู้สึกดาวน์เข้าไปอีก ถ้าสมัยนั้นมีโซเชียลมีเดียอย่างทุกวันนี้ เราคงเป็นที่พูดถึงทั่วเฟสบุ๊คไปหมดแล้วมั้ง จั๊ดซัดความจริงคงเอาไปออกรายการ "วัยรุ่นฆ่าพ่อตัวเองจริงหรือ???" แล้วหละ
เฮ้อ....
เรื่องราวผ่านมาก็สิบกว่าปีได้แล้ว แต่ภาพเหล่านี้ยังคงติดอยู่ในใจเรามาตลอด
ตอนที่เราอายุ 24 เราเพิ่งจะเข้าใจนะว่าป๊าก็รักลูกๆแหละ ถึงแม้ว่าแกจะเพี้ยนๆ และแสดงออกกับลูกในแบบแปลกๆก็ตาม
วันนี้ก็รู้สึกขอบคุณ คุณลุงคนนั้นนะที่เดินเข้ามาซื้อของเล่นมายากลที่ร้านเรา ทำให้เราเหมือนเห็นรอยยิ้มของป๊าตัวเองอีกครั้ง เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปแกไว้ แต่อีกใจนึงก็คิดว่าดีแล้วหละ อดีตก็ปล่อยให้มันเป็นอดีตต่อไป ให้มันเป็นแค่เรื่องเล่าและความทรงจำก็พอแล้วหละ ...
สุดท้าย สิ่งที่ "นายพนัสชอบเล่า" อยากจะเอามาฝากกันวันนี้ นี่ก็ใกล้จะวันพ่อแล้วเน๊อะ ใครที่ยังมีพ่ออยู่ ก็รักท่านให้มากๆ ดูแลท่านให้ดี ถ้ามีกำลังก็อย่าให้แกได้กิน อดๆอยากๆ วันนึงกินแค่มื้อเดียวเหมือนที่ป๊าเราเป็น ส่วนเราเวลาแม่_งย้อนกลับไป ไม่ได้ละ ถ้าเป็นตอนนี้นะ เราจะให้แกกินทุกอย่างที่แกอยากกินเลยเอาจริงๆ ไปๆๆๆ ไปกอดท่านซะก่อนที่จะไม่มีโอกาสจะได้กอด บอกรักท่านซะก่อนที่จะหมดเวลาแบบไม่มีทดเจ็บ
เพราะอะไรหนะหรอ ?? ... ก็เพราะเวลาโลงศพมันมาถึงหน้าบ้าน มันไม่เคยเตือนเราล่วงหน้าหนะสิ
ที่มาเล่าให้ฟัง ไม่ได้ต้องการความสงสาร หรือกำลังใจอะไรจากใคร ชีวิตเราไม่ได้บัดซบอะไรเลย เราเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่(อายุ 31 แล้ว) ที่แข็งแกร่ง มีหน้าที่การงานทำ มีคนที่เรารักและรักเรา เรายังมีพี่ชายอีก 2 คน พี่สาวอีก 1 คน ที่อยู่กับเราเสมอไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข และเรายังมีแม่อีกคนที่ต้องดูแล
เราแค่ ... คิดถึงป๊าเราเฉยๆ
วันนี้ไม่มีมุกมาปิดท้าย หักมุม เหมือนทุกๆที เพราะอารมณ์ตอนนี้ตลกไม่ออกจริงๆ
เอาหละ ...
สุขสันต์วันพ่อล่วงหน้านะ
... จากคนที่ไม่มีพ่อให้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว
พนัส จิตแขไข
คิดถึงนะครับ .. ป๊า T^T
*** คำเตือน บทความนี้มีความดราม่าและเซ้นซิทีฟ ***
เราไม่ได้คิดถึงป๊า (พ่อ) เรามาซักพักนึงแล้ว แต่จู่ๆก็มีเรื่องมาให้นึกถึงแกจนได้ ...
วันนี้ตอนประมาณทุ่มครึ่ง ช่วงที่เรากำลังใกล้จะเก็บร้าน มีชายแก่คนนึงผมหงอกๆ โครงหน้าเหมือนป๊าเราเป๊ะเลย แถมไว้ผมทรงเดียวกันอีกด้วย เราไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ ชาติหน้า หรือการกลับชาติมาเกิดหรอกนะ แต่ถึงแม้จะกลับชาติมาเกิดได้ ป๊าเราก็คงไม่แก่ไวขนาดนี้หรอก
วินาทีที่เราเห็นเขากำลังเดินเข้ามาแม่_งอย่างกับในหนังเลย ภาพ Flashback ลางๆจางๆย้อนเรื่องราวเก่าๆพุ่งเข้ามาเต็มหัวไปหมด จนน้ำตาเกือบจะคลอเบ้าอยู่แล้ว วินาทีนั้นคุณลุงแกก็พูดขึ้นมาว่า "หนุ่ม ... มีอะไรเล่นบ้าง ???" ทำให้เรากลับมาควบคุมความคิดตัวเองได้อีกครั้งนึง
เราเล่นมายากลหลายอย่างให้แกดู แกดูมีความสุขนะ ยิ้มตลอดเลย เห็นแล้วเราก็อดยิ้มตามไม่ได้เหมือนกัน แกบอกว่าจะซื้อไปให้หลานเล่น เราเลยแนะนำเป็นเซ็ตมายากลสำหรับเด็กที่มี DVD สอนเล่นให้แกไป เด็กๆจะได้ดูและเรียนตามเองได้ แกชอบนะและก็ตกลงซื้อไป 1 เซ็ต เราก็แถมมายากลเล็กๆน้อยๆไปให้แกอีก 1 อย่าง เรายกมือไหว้ขอบคุณแก แล้วแกก็เดินจากไป
ขายมายากลจบ ... แต่อารมณ์ไม่จบนะ ระหว่างที่เรากำลังเก็บร้าน ใจเราไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย คิดถึงแกตลอด แม้ว่าแกจะเดินออกจากร้านไปแล้วตั้งหลายนาที ภาพเก่าๆของป๊าเรากับภาพใบหน้าของลุงแก วนเวียนสลับกลับมาในหัวตลอด ... ใช่แหละเราคิดถึงป๊าเรา T-T
ถึงแม้ว่าป๊าเรา แกจะเป็นคนแปลกๆ เป็นโรคจิตประเภทย้ำคิดย้ำทำ และชอบลงโทษลูกๆของตัวเองด้วยวิธีโรคจิตๆ เช่น เอารองเท้าแตะที่เหยียบย่ำกับพื้นที่เปื้อนคราบน้ำมันดำๆมาตบหน้า จับหัวลูกกดลงแท้งค์น้ำให้หายใจไม่ออกหรือแม้กระทั่งบังคับให้ตักน้ำจากคอห่านส้วมมากินก็ตาม (อ่านถึงตรงนี้ ไม่ต้องสงสารเราหรอกนะ เพราะมันเป็นอดีตที่แสนนานมาแล้ว และเพราะเรื่องพวกนี้นี่แหละ ทำให้เราโตขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่ง และปัญหาแทบทุกเรื่องในชีวิตแม่_งกลายเป็นเรื่องเล็กๆไปเลย) แต่ป๊าเราก็รักลูกๆนะ ถึงแม้ว่าแกจะเพี้ยนๆ แต่แกไม่เคยทิ้งลูกไปไหน
ที่แกสติแตกหนักขึ้น เป็นเพราะพอฟองสบู่แตกตอนปี 2540 (ตอนนั้นเราประมาณ 8-9 ขวบได้) แกก็ล้มละลาย หมดอาลัยตายอยาก เลิกราหย่าร้างกับแม่เราด้วย ความโรคจิตของแก ยิ่งทวีคูณเข้าอีก (ตรงจุดนี้ขอไม่เล่าถึงละกัน)
ในบรรดาพี่-น้อง 4 คน เรา(น้องคนเล็กสุด)อยู่กับป๊ามากที่สุด เราก็เลยโดนรองรับอารมณ์มากกว่าใครเพื่อน แต่ก็นั่นแหละ ทำให้เราผูกพันธ์กับป๊ามากที่สุดเช่นกัน ถึงแม้ว่าประสบการณ์มันค่อนข้างจะเลวร้ายเยอะไปหน่อยก็ตาม เราทะเลาะกับป๊าแทบทุกวันแหละ ด้วยอารมณ์วัยรุ่นมัธยมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ความคิดความอ่านก็เลยยังเด็ก เลยมีเรื่องให้ทะเลาะกันแทบทุกวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตแก
วันนั้นเรานั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์อยู่บนบ้าน แกก็โวยวายอะไรของแกก็ไม่รู้ เราก็เถียงๆแก แล้วแกก็เดินไป ผ่านไปซักราวๆ 1 ชั่วโมง เราเลิกเล่นเกมและลงไปข้างล่างเพื่อที่จะไปอาบน้ำ และไปหาซื้อของกินให้แก สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เราเห็นแกในสภาพนั่งคุกเข่าอยู่ติดกับแท้งค์น้ำใบหน้าแกจุ่มจมลงไปในแท้งค์น้ำและนิ่งอยู่อย่างนั้น เราสติแตกมากๆตอนนั้น ตะโกนเรียกคนข้างบ้านให้มาช่วยเพราะไม่รู้จะทำยังไง อาเจ้ข้างบ้านก็มาวิ่งมาอย่างไว มาช่วยเรา บอกให้เราทำ CPR เราก็เริ่มเลย จับแกแหงนหน้าขึ้น กดหน้าอกปั๊มๆๆ แล้วก็ผายปอดแก ทำซ้ำอยู่อย่างนั้นประมาณ 5 นาทีได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก เพราะสติแตกอยู่ คิดอย่างเดียวว่า ฟื้นสิป๊า ฟื้นสิ ฟื้นขึ้นมา .... แต่สายไป สายไปเสียแล้ว ป๊าเราจากไปแล้ว ด้วยอาการหน้ามืดและจมน้ำ เราได้แต่โทษตัวเองว่า ถ้าเราลงมาไวกว่านี้อีกนิด ป๊าเราอาจจะรอดก็ได้ ความรู้สึกนี้แม่_งลบออกไปจากใจเราไม่ได้จริงๆ ... คนข้างบ้าน(อีกบ้านนึงที่ไม่ได้มาช่วยเรากับป๊า) คิดว่าเราเป็นคนฆ่าพ่อตัวเองด้วย แล้วเอาไปพูดให้คนอื่นฟัง เราเลยรู้สึกดาวน์เข้าไปอีก ถ้าสมัยนั้นมีโซเชียลมีเดียอย่างทุกวันนี้ เราคงเป็นที่พูดถึงทั่วเฟสบุ๊คไปหมดแล้วมั้ง จั๊ดซัดความจริงคงเอาไปออกรายการ "วัยรุ่นฆ่าพ่อตัวเองจริงหรือ???" แล้วหละ
เฮ้อ....
เรื่องราวผ่านมาก็สิบกว่าปีได้แล้ว แต่ภาพเหล่านี้ยังคงติดอยู่ในใจเรามาตลอด
ตอนที่เราอายุ 24 เราเพิ่งจะเข้าใจนะว่าป๊าก็รักลูกๆแหละ ถึงแม้ว่าแกจะเพี้ยนๆ และแสดงออกกับลูกในแบบแปลกๆก็ตาม
วันนี้ก็รู้สึกขอบคุณ คุณลุงคนนั้นนะที่เดินเข้ามาซื้อของเล่นมายากลที่ร้านเรา ทำให้เราเหมือนเห็นรอยยิ้มของป๊าตัวเองอีกครั้ง เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปแกไว้ แต่อีกใจนึงก็คิดว่าดีแล้วหละ อดีตก็ปล่อยให้มันเป็นอดีตต่อไป ให้มันเป็นแค่เรื่องเล่าและความทรงจำก็พอแล้วหละ ...
สุดท้าย สิ่งที่ "นายพนัสชอบเล่า" อยากจะเอามาฝากกันวันนี้ นี่ก็ใกล้จะวันพ่อแล้วเน๊อะ ใครที่ยังมีพ่ออยู่ ก็รักท่านให้มากๆ ดูแลท่านให้ดี ถ้ามีกำลังก็อย่าให้แกได้กิน อดๆอยากๆ วันนึงกินแค่มื้อเดียวเหมือนที่ป๊าเราเป็น ส่วนเราเวลาแม่_งย้อนกลับไป ไม่ได้ละ ถ้าเป็นตอนนี้นะ เราจะให้แกกินทุกอย่างที่แกอยากกินเลยเอาจริงๆ ไปๆๆๆ ไปกอดท่านซะก่อนที่จะไม่มีโอกาสจะได้กอด บอกรักท่านซะก่อนที่จะหมดเวลาแบบไม่มีทดเจ็บ
เพราะอะไรหนะหรอ ?? ... ก็เพราะเวลาโลงศพมันมาถึงหน้าบ้าน มันไม่เคยเตือนเราล่วงหน้าหนะสิ
ที่มาเล่าให้ฟัง ไม่ได้ต้องการความสงสาร หรือกำลังใจอะไรจากใคร ชีวิตเราไม่ได้บัดซบอะไรเลย เราเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่(อายุ 31 แล้ว) ที่แข็งแกร่ง มีหน้าที่การงานทำ มีคนที่เรารักและรักเรา เรายังมีพี่ชายอีก 2 คน พี่สาวอีก 1 คน ที่อยู่กับเราเสมอไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข และเรายังมีแม่อีกคนที่ต้องดูแล
เราแค่ ... คิดถึงป๊าเราเฉยๆ
วันนี้ไม่มีมุกมาปิดท้าย หักมุม เหมือนทุกๆที เพราะอารมณ์ตอนนี้ตลกไม่ออกจริงๆ
เอาหละ ...
สุขสันต์วันพ่อล่วงหน้านะ
... จากคนที่ไม่มีพ่อให้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว
พนัส จิตแขไข