ความเดินตอนที่แล้ว
ประสาทหลอน...ประสาทหลอน... ผมหลับตาท่องในใจอย่างไม่คิดชีวิต ย้ำตัวเองให้แน่ใจในสิ่งที่ได้เห็นได้ยิน และเมื่อประสาทมั่นคงพอลืมตาขึ้น ภาพน่าสยดสยองแบบนี้ต้องหายไป เคยอ่านในหนังสือบอกว่า ภาพหลอนเกิดจากความไม่มั่นคงของภาวะจิตใจเท่านั้น
ข่มสติจนมั่นคง จึงค่อยลืมตาขึ้น
.......
ปากแดงฉาน เขี้ยวยาวโง้งอยู่ห่างออกไปไม่กี่คืบ เอียงคอมองมาอย่างสงสัย เหมือนงูยักษ์จ้องมองเหยื่ออย่างไม่แน่ใจ ปากของเขาขยายใหญ่ขึ้น จนร่นนัยน์ตาถดถอย ขากรรไกรยื่นยาวส่งให้ปากเล็กเรียวผิดรูป ลิ้นสองแฉกไหววูบวาบ ลำคอยาวขดคดเคี้ยวบิดไหวอยู่ทางด้านหลัง
ภาพหลอน หรือไม่หลอนไม่ต้องคิดให้เสียเวลา
“โอ๊ย!”
ผมหลุดปากร้องออกมาได้คำหนึ่ง หันหลังวิ่งกลับเข้าบ้านไม่คิดชีวิต วิ่งพล่านไปปิดประตูหน้าต่างชั้นล่าง ของตัวบ้านทุกบานเหมือนคนบ้าจนแน่นหนา เมื่อแน่ใจจึงค่อยแนบหน้า มองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปด้วยอาการเนื้อตัวยังสั่นเทาไม่หาย
ลำคอยาวเหยียด ของเพื่อนบ้าน หดกลับเข้าไปอยู่ในเขตบ้านของเขาแล้ว แต่ยังยืดขึ้นสูง ลดลง ส่ายไหวเอนไปมาอย่างน่าขนลุกขนพองจ้องมองมาอย่างสงสัยแกมประหลาดใจ
“เฮ้......คุณเป็นอะไรไป แน่ใจนะว่าคุณเป็นปกติดี”
เสียงเพื่อนบ้านคนนั้น (หรือตัวนั้น) แว่วมาพอได้ยิน เพราะมีกระจกกั้นเอาไว้ บางทีเสียงอาจผ่านเข้ามาทางช่องลมด้านบนของหน้าต่าง ฟังดูเหมือนแสดงความเป็นห่วง
“ไปลงนรกซะ...!!!”
ผมร้องสวนออกไปเสียงดังแบบปฏิเสธความหวังดี แต่คิดว่าเขาอาจไม่ได้ยินก็ได้
“เปิดประตูออกมาคุยกันดีกว่า เผื่อมีอะไรให้ผมช่วยได้”
“ไปให้พ้น”
เวลานี้ผมอยากจะแน่ใจกับสิ่งที่พบเห็น ได้ยิน และสัมผัสมาตลอดหลายวัน ว่าไม่ใช่ภาพหลอนหรือความฝัน มันชัดเจนอย่างที่ควรจะเป็น จริงอย่างที่ควรจะจริง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความรู้สึกดีขึ้นเลย ตรงกันข้ามมันกลับทำให้แย่ลงกว่าการคิดว่า เป็นอาการภาพหลอนเสียอีก ถ้าเป็นภาพหลอน อย่างน้อยยังพอรักษาหาย แต่การเผชิญกับสภาวการณ์บางอย่าง ที่รู้แน่แก่ใจว่า เป็นความจริงอันน่าสะพรึงกลัว ไม่รู้วิธีหลบหลีกได้แบบนี้ น่ากลัวกว่าภาพหลอนเป็นไหน ๆ
ความหวาดกลัวแผ่ซ่าน คืบคลานลงมาตามไขสันหลัง จนขนลุกเกรียว นี่มันอะไรกัน... เป็นแบบนี้ได้อย่างไร... ภาพเมื่อครู่ชัดเจนเกินกว่าจะเป็นฝันร้าย
เดินวนไปตรวจดูทุกด้านของชั้นล่าง งูบินไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าพวกมันจะเข้ามา ก็ต้องเข้ามาทางชั้นล่างของบ้านเป็นอันดับแรก แต่ก็ไม่แน่ พวกมันอาจอาศัยการเลื้อยขึ้นมาตามเสาโชว์ ตามผนัง และเข้าทางหน้าต่างของชั้นสอง คุณพระช่วย... ช้าไม่ได้แล้ว พอความคิดพุ่งวูบสองเท้าก็พาตัวเผ่นขึ้นไปชั้นสองทันที ปิดประตูทุกบานทุกห้องจนแน่นหนา
จากหน้าต่างห้องนอนที่อยู่ทางด้านหน้าบ้าน มองออกไปเห็นศีรษะหกเจ็ดศีรษะโผล่พ้นประตูบ้านขึ้นมา สูง ๆ ต่ำ ๆ สลับกันไป พวกนั้นมีปากฉีกยาวเหยียดออกไปแทบถึงใบหู ปากยื่นยาว มีลิ้นแลบวูบวาบไปมา บางศีรษะเคลื่อนไปตามแนวรั้ว ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างกำลังเดินเลาะตามริมรั้ว พาลำคอยาวเหยียดยกสูงนั้นตามไปด้วย มองสำรวจเข้ามาในเขตบ้าน บางคนถึงกับยืนคอยาวเหยียดข้ามรั้ว เข้ามาเมียงมองเหนือสนามหญ้าหน้าบ้านอย่างไม่มีมรรยาทด้วยซ้ำไป เกล็ดตามลำคอสะท้อนแสงแดดเลื่อมระยิบยับ ภาพแบบนี้มันยิ่งกว่าฝันร้ายใด ที่เคยฝันเคยพบประสบเจอ
ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าพวกมันอยู่เต็มไปหมด เท่าที่มองเห็นมีอยู่เกือบสิบคน ความจริงผมไม่อยากจะใช้สรรพนามว่าคน น่าจะใช้คำว่า ‘ตัว’มากกว่า ท่าทางของพวกนั้นสนใจใผ่รู้เหลือเกิน และวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าบ้าน ไม่ยอมหนีไปไหน
ปืนลูกซอง... ผมนึกถึงปืนโบราณกระบอกนั้นขึ้นมาได้ อย่างน้อยก็จะอุ่นใจถ้ามีอาวุธอยู่ในมือ แม้ยังไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร
ค่อยเปิดหน้าต่างชั้นสองของบ้านออกอย่างเงียบกริบ พวกนั้นยังไม่ยอมหนีไปไหน ผมยกปืนลูกซองยาว หลับหูหลับตาเล็งปืนตรงไปบริเวณประตูรั้วหน้าบ้าน แล้วเหนี่ยวไก
เสียงกึกก้องของปืนโบราณดังสนั่นหวั่นไหว ศีรษะอุบาทว์พวกนั้นลดวูบลงไปอย่างรวดเร็วเหมือนถูกกระตุก พวกมันรู้จักกลัวเหมือนกัน อย่างน้อยก็หายไปหมดแล้ว กลิ่นดินปืนและควันจาง ๆ ยังลอยอยู่ในอากาศ เสมือนเป็นสิ่งขับไล่ความชั่วร้ายทั้งร้ายให้หลีกลี้หนีหาย
รีบบรรจุกระสุนใหม่อย่างรวดเร็ว เพื่อความไม่ประมาท แม้จะยิงได้ทีละนัดก็ยังดีกว่าถือมีดออกไปสู้หรือเดินถือดอกไม้ออกไปเจรจา ทันใดนั้นหูก็ได้ยินเสียงบางอย่าง ดังมาจากข้างหลังแถวหลังบ้าน หรือว่าพวกมันจะแอบบุกกันมาทางหลังบ้าน พอคิดได้ดังนั้น ผมถือปืน วิ่งแทบกระโจนลงจากชั้นสอง ก้าวข้ามขั้นบันใดทีละสองสามขั้น
ประตูหลังบ้านปิดดีแล้ว แข็งแรงพอ ส่วนหน้าต่าง มีเหล็กดัดกั้นนอกเหนือจากกระจกบานเกล็ด ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
เงายาวเหยียดของอะไรบางอย่าง เคลื่อนไหวอยู่หลังกระจกบานเกล็ด เหมือนกับลำตัวงูขนาดใหญ่ ในขณะที่ยืนจ้องมองอย่างงุนงง เงานั้นก็หายวูบไป ยังไม่ทันจะหายใจอย่างโล่งอก บานเกล็ดก็แตกเปรี้ยงออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย เหมือนโดนอะไรบางอย่างกระแทกโดยแรง
จะมีอะไรเสียอีก ถ้าไม่ใช่หัวของเพื่อนบ้านตัวดี ตั้งอยู่บนลำคอยาวเหยียดและปากฉีกกว้าง ไม่ต้องเห็นภาพ ก็พอทายได้ว่าเขาคงง้างเงื้อหัวออกไปด้านหลัง ก่อนโขกลงเต็มที่บนบานเกล็ด แล้วพยายามดันตัวเข้ามาทางหน้าต่าง แต่ติดอยู่ที่ลูกกรงเหล็ก ผมยืนมองอย่างตกตะลึงปนหวาดกลัวแบบขยะแขยง ทำเอาตัวแข็งทื่อ
“ให้ผมเข้าไปช่วยคุณเถอะ คุณกำลังไม่สบาย”
ปากกว้างขยับเปล่งคำพูดแหลมสูงผิดปกติออกมา ในขณะลิ้นสีแดงตวัดวูบวาบไปมาอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาเหมือนจะยิ้มเยาะ
“แกไปให้พ้น..” ผมได้สติ ยกปืนขึ้นเล็ง
“ใจเย็นน่า เราเพียงแต่จะช่วยคุณ”
“เปรี้ยง!”
กลุ่มกระสุนลูกซอง ผ่าเข้าเต็มใบหน้าอันสยดสยอง จนผงะออกไป พร้อมกับเสียงหวีดร้องเสียดประสาท และมีเสียงดิ้นโครมครามอยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง ก่อนเงียบหายไป
ผมค่อยเดินไปตรงหน้าต่าง มองออกไปพบเลือดกองอยู่เป็นเป็นทางยาวหายลับจากมุมมอง มันไม่ตายแต่อย่างน้อยก็บาดเจ็บ
เสียงไซเรนรถตำรวจ ดังใกล้เข้ามาทางหน้าบ้าน ผมแทบร้องออกมาด้วยความดีใจ ตำรวจจะต้องเข้าใจปัญหาของผม และจัดการกับพวกตัวประหลาดนั้นให้หมด ตำรวจคือที่พึ่งของประชาชนเสมอ
แต่แล้วก็ต้องยิ้มค้าง เพราะนึกได้ว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องมา ยังไม่ได้โทรศัพท์หาใคร แล้วใครกันโทรตามตำรวจมา แถมมารวดเร็วเหลือเกิน
รถตำรวจและรถพยาบาลวิ่งมาจอดแถวหน้าบ้าน ภาพที่เห็นจากชั้นบนของบ้าน ทำให้ผมแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง พอตำรวจสามนายก้าวลงมาจากรถ ร่างอันน่าเกลียดน่ากลัวพวกงูนรกก็ปรากฏ ตรงไปหาตำรวจ ทำท่าเหมือนพูดคุยกันอย่างปกติ ตำรวจพวกนั้นไม่มีท่าทางแปลกใจ หรือตกใจ กับร่างนรกพวกนั้นเลยสักนิด
ความหวังที่จะขอให้ตำรวจช่วยเหลือหายวับไปทันที ผมเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกตัดขาดให้อยู่โดดเดี่ยว จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม
พวกตำรวจเริ่มพากันเดินมายังประตู และมีเสียงตะโกนผ่านเครื่องขยายเสียง
“นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เราขอให้คุณออกมาพูดคุยกันดี ๆ เราช่วยคุณได้นะ”
เมินเสียเถอะ ใครจะไปพูดกับพวกงูนรกนั้น แถมผมยังยิงเพื่อนพวกมันบาดเจ็บไปตัวหนึ่ง ไม่แน่ใจว่า พวกมันจะอาฆาตพยาบาทขนาดไหน
“ถ้าคุณไม่ออกมาเรา ต้องบุกเข้าไปในบ้านคุณล่ะนะ”
ลองบุกเข้าสิ ...ผมคำราม กระชับปืนแน่น กลัวจนจะกลายเป็นความบ้าคลั่งอยู่แล้ว กลัวเพราะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไร และทำไม..
พวกตำรวจรู้ว่าผมมีปืน พวกเขาจึงไม่บุกเข้ามาในทันที แต่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่แถวหน้าบ้าน เล่นสงครามประสาทอย่างเลือดเย็น พวกตำรวจ อาจจะนอนอ่านหนังสืออย่างสบายใจ ก็เป็นไปได้ ในขณะที่ผมต้องอยู่ในสภาวะเก็บกด เตรียมพร้อมทุกวินาที ไม่เป็นเรื่องดีเลย
อย่างไรก็ตาม การอยู่ในบ้าน ก็ทำให้ผมอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ย่ำแย่มากเกินไปนัก ใครก็แล้วแต่จะบุกเข้ามาในบริเวณบ้าน ต้องผ่านประตูเหล็กที่แข็งแรง ผ่านทางเดินตัดสนามหญ้า เข้ามาในระยะประมาณสิบเมตร และแน่นอนว่าเข้าทางปืน ที่เล็งลงมาจากชั้นสองอย่างไม่ต้องสงสัย
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ผมเริ่มกระสับกระส่าย ลำคอเริ่มแห้งผาก ถ้าได้น้ำเย็นสักแก้วคงดีไม่น้อย แต่ตู้เย็นอยู่ในห้องรับแขกชั้นล่าง พวกตำรวจยังคงอยู่เงียบอยู่นอกเขตรั้วบ้าน ท่าทางคงไม่บุกเข้ามาง่าย ๆ แต่เพื่อความไม่ประมาท ผมเปิดหน้าต่างไว้นิดหนึ่ง พิงปืนไว้ข้างผนังใกล้กับหน้าต่าง ก่อนย่องลงมาอย่างเงียบกริบ
บ้านตัวเอง แต่ทำไมรู้สึกอึดอัดและประหลาดชอบกล แสงไฟจากเพดานก็ดูอึมครึม สลัวรางเลือนชอบกลทั้งที่เป็นเวลากลางวัน ผมพยายามฟังเสียงแปลกปลอม แต่ในตัวบ้านยังเงียบเชียบ ไม่ได้ยินเสียงขยับไหว หรือเสียงร่างยาวเหยียดลากตัวในมุมมืดแผ่วเบา อย่างที่เคยได้ยินทั้งยามหลับและยามตื่น
ยกแก้วน้ำมาตั้งบนโต๊ะรับแขก ผมใจเย็นพอที่จะดื่มน้ำอย่างไม่รีบร้อน
ในช่วงนี้เองผมเริ่มตั้งสติทบทวนเหตุการณ์ อันวิปริตผิดเพี้ยน พยายามข่มใจ ลำดับความเป็นมาเป็นไป เพื่อจะหาคำตอบให้กับคำถามที่ผลุดขึ้นในความคิดอย่างมากมาย จนแม้แต่คำถามเองยังสับสน อยากจะเชื่อเหลือเกินว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นเพียงอาการประสาทหลอน แต่ผมรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นเช่นนั้นไปได้
มันจะต้องมีคำอธิบายอะไรสักอย่าง เพียงแต่ยังหาคำตอบไม่เจอเท่านั้น
เสียงวัตถุหนัก หล่นลงพื้นอย่างแรงจากหน้าบ้าน ผมใจหายวาบ เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงประตูรั้วถูกงัด หรือตัดออกด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง พวกตำรวจอาจจะทำพลาด ปล่อยให้อุปกรณ์หล่นฟาดลงกับพื้น
หน้าต่าง... ปืน...
คิดได้สองอย่าง รีบเผ่นขึ้นไปชั้นสองอย่างรวดเร็ว มองออกไปทางหน้าต่าง เห็นตำรวจสามสี่นายวิ่งผ่านประตูรั้วตรงเข้ามายังตัวบ้าน พวกตำรวจพากันยืดคอขึ้นสูงโยกส่ายไปมา แบบเดียวกับมนุษย์งูไม่มีผิด โลกเราเป็นบ้าอะไรกันถึงวิปริตผิดเพี้ยนขนาดนี้
ผมคว้ามือใส่ปืนลูกซอง
....
พระเจ้าช่วยด้วย มือของผมคว้าใส่ความว่างเปล่า
ไม่..
มันเลวร้ายกว่านั้น
ที่จริงมันผมคิดไปเองต่างหาก ว่าคว้ามือใส่ปืนลูกซองกระบอกนั้น จะคว้ามันไปอย่างไร ในเมื่อพบว่าตนเองยังนั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก แต่ทำไมถึงมองออกจากชั้นสองออกไปทางหน้าต่างได้ล่ะ...
.
เงาอสรพิษ.......ตอนจบ
ความเดินตอนที่แล้ว
ประสาทหลอน...ประสาทหลอน... ผมหลับตาท่องในใจอย่างไม่คิดชีวิต ย้ำตัวเองให้แน่ใจในสิ่งที่ได้เห็นได้ยิน และเมื่อประสาทมั่นคงพอลืมตาขึ้น ภาพน่าสยดสยองแบบนี้ต้องหายไป เคยอ่านในหนังสือบอกว่า ภาพหลอนเกิดจากความไม่มั่นคงของภาวะจิตใจเท่านั้น
ข่มสติจนมั่นคง จึงค่อยลืมตาขึ้น
.......
ปากแดงฉาน เขี้ยวยาวโง้งอยู่ห่างออกไปไม่กี่คืบ เอียงคอมองมาอย่างสงสัย เหมือนงูยักษ์จ้องมองเหยื่ออย่างไม่แน่ใจ ปากของเขาขยายใหญ่ขึ้น จนร่นนัยน์ตาถดถอย ขากรรไกรยื่นยาวส่งให้ปากเล็กเรียวผิดรูป ลิ้นสองแฉกไหววูบวาบ ลำคอยาวขดคดเคี้ยวบิดไหวอยู่ทางด้านหลัง
ภาพหลอน หรือไม่หลอนไม่ต้องคิดให้เสียเวลา
“โอ๊ย!”
ผมหลุดปากร้องออกมาได้คำหนึ่ง หันหลังวิ่งกลับเข้าบ้านไม่คิดชีวิต วิ่งพล่านไปปิดประตูหน้าต่างชั้นล่าง ของตัวบ้านทุกบานเหมือนคนบ้าจนแน่นหนา เมื่อแน่ใจจึงค่อยแนบหน้า มองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปด้วยอาการเนื้อตัวยังสั่นเทาไม่หาย
ลำคอยาวเหยียด ของเพื่อนบ้าน หดกลับเข้าไปอยู่ในเขตบ้านของเขาแล้ว แต่ยังยืดขึ้นสูง ลดลง ส่ายไหวเอนไปมาอย่างน่าขนลุกขนพองจ้องมองมาอย่างสงสัยแกมประหลาดใจ
“เฮ้......คุณเป็นอะไรไป แน่ใจนะว่าคุณเป็นปกติดี”
เสียงเพื่อนบ้านคนนั้น (หรือตัวนั้น) แว่วมาพอได้ยิน เพราะมีกระจกกั้นเอาไว้ บางทีเสียงอาจผ่านเข้ามาทางช่องลมด้านบนของหน้าต่าง ฟังดูเหมือนแสดงความเป็นห่วง
“ไปลงนรกซะ...!!!”
ผมร้องสวนออกไปเสียงดังแบบปฏิเสธความหวังดี แต่คิดว่าเขาอาจไม่ได้ยินก็ได้
“เปิดประตูออกมาคุยกันดีกว่า เผื่อมีอะไรให้ผมช่วยได้”
“ไปให้พ้น”
เวลานี้ผมอยากจะแน่ใจกับสิ่งที่พบเห็น ได้ยิน และสัมผัสมาตลอดหลายวัน ว่าไม่ใช่ภาพหลอนหรือความฝัน มันชัดเจนอย่างที่ควรจะเป็น จริงอย่างที่ควรจะจริง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความรู้สึกดีขึ้นเลย ตรงกันข้ามมันกลับทำให้แย่ลงกว่าการคิดว่า เป็นอาการภาพหลอนเสียอีก ถ้าเป็นภาพหลอน อย่างน้อยยังพอรักษาหาย แต่การเผชิญกับสภาวการณ์บางอย่าง ที่รู้แน่แก่ใจว่า เป็นความจริงอันน่าสะพรึงกลัว ไม่รู้วิธีหลบหลีกได้แบบนี้ น่ากลัวกว่าภาพหลอนเป็นไหน ๆ
ความหวาดกลัวแผ่ซ่าน คืบคลานลงมาตามไขสันหลัง จนขนลุกเกรียว นี่มันอะไรกัน... เป็นแบบนี้ได้อย่างไร... ภาพเมื่อครู่ชัดเจนเกินกว่าจะเป็นฝันร้าย
เดินวนไปตรวจดูทุกด้านของชั้นล่าง งูบินไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าพวกมันจะเข้ามา ก็ต้องเข้ามาทางชั้นล่างของบ้านเป็นอันดับแรก แต่ก็ไม่แน่ พวกมันอาจอาศัยการเลื้อยขึ้นมาตามเสาโชว์ ตามผนัง และเข้าทางหน้าต่างของชั้นสอง คุณพระช่วย... ช้าไม่ได้แล้ว พอความคิดพุ่งวูบสองเท้าก็พาตัวเผ่นขึ้นไปชั้นสองทันที ปิดประตูทุกบานทุกห้องจนแน่นหนา
จากหน้าต่างห้องนอนที่อยู่ทางด้านหน้าบ้าน มองออกไปเห็นศีรษะหกเจ็ดศีรษะโผล่พ้นประตูบ้านขึ้นมา สูง ๆ ต่ำ ๆ สลับกันไป พวกนั้นมีปากฉีกยาวเหยียดออกไปแทบถึงใบหู ปากยื่นยาว มีลิ้นแลบวูบวาบไปมา บางศีรษะเคลื่อนไปตามแนวรั้ว ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างกำลังเดินเลาะตามริมรั้ว พาลำคอยาวเหยียดยกสูงนั้นตามไปด้วย มองสำรวจเข้ามาในเขตบ้าน บางคนถึงกับยืนคอยาวเหยียดข้ามรั้ว เข้ามาเมียงมองเหนือสนามหญ้าหน้าบ้านอย่างไม่มีมรรยาทด้วยซ้ำไป เกล็ดตามลำคอสะท้อนแสงแดดเลื่อมระยิบยับ ภาพแบบนี้มันยิ่งกว่าฝันร้ายใด ที่เคยฝันเคยพบประสบเจอ
ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าพวกมันอยู่เต็มไปหมด เท่าที่มองเห็นมีอยู่เกือบสิบคน ความจริงผมไม่อยากจะใช้สรรพนามว่าคน น่าจะใช้คำว่า ‘ตัว’มากกว่า ท่าทางของพวกนั้นสนใจใผ่รู้เหลือเกิน และวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าบ้าน ไม่ยอมหนีไปไหน
ปืนลูกซอง... ผมนึกถึงปืนโบราณกระบอกนั้นขึ้นมาได้ อย่างน้อยก็จะอุ่นใจถ้ามีอาวุธอยู่ในมือ แม้ยังไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร
ค่อยเปิดหน้าต่างชั้นสองของบ้านออกอย่างเงียบกริบ พวกนั้นยังไม่ยอมหนีไปไหน ผมยกปืนลูกซองยาว หลับหูหลับตาเล็งปืนตรงไปบริเวณประตูรั้วหน้าบ้าน แล้วเหนี่ยวไก
เสียงกึกก้องของปืนโบราณดังสนั่นหวั่นไหว ศีรษะอุบาทว์พวกนั้นลดวูบลงไปอย่างรวดเร็วเหมือนถูกกระตุก พวกมันรู้จักกลัวเหมือนกัน อย่างน้อยก็หายไปหมดแล้ว กลิ่นดินปืนและควันจาง ๆ ยังลอยอยู่ในอากาศ เสมือนเป็นสิ่งขับไล่ความชั่วร้ายทั้งร้ายให้หลีกลี้หนีหาย
รีบบรรจุกระสุนใหม่อย่างรวดเร็ว เพื่อความไม่ประมาท แม้จะยิงได้ทีละนัดก็ยังดีกว่าถือมีดออกไปสู้หรือเดินถือดอกไม้ออกไปเจรจา ทันใดนั้นหูก็ได้ยินเสียงบางอย่าง ดังมาจากข้างหลังแถวหลังบ้าน หรือว่าพวกมันจะแอบบุกกันมาทางหลังบ้าน พอคิดได้ดังนั้น ผมถือปืน วิ่งแทบกระโจนลงจากชั้นสอง ก้าวข้ามขั้นบันใดทีละสองสามขั้น
ประตูหลังบ้านปิดดีแล้ว แข็งแรงพอ ส่วนหน้าต่าง มีเหล็กดัดกั้นนอกเหนือจากกระจกบานเกล็ด ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
เงายาวเหยียดของอะไรบางอย่าง เคลื่อนไหวอยู่หลังกระจกบานเกล็ด เหมือนกับลำตัวงูขนาดใหญ่ ในขณะที่ยืนจ้องมองอย่างงุนงง เงานั้นก็หายวูบไป ยังไม่ทันจะหายใจอย่างโล่งอก บานเกล็ดก็แตกเปรี้ยงออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย เหมือนโดนอะไรบางอย่างกระแทกโดยแรง
จะมีอะไรเสียอีก ถ้าไม่ใช่หัวของเพื่อนบ้านตัวดี ตั้งอยู่บนลำคอยาวเหยียดและปากฉีกกว้าง ไม่ต้องเห็นภาพ ก็พอทายได้ว่าเขาคงง้างเงื้อหัวออกไปด้านหลัง ก่อนโขกลงเต็มที่บนบานเกล็ด แล้วพยายามดันตัวเข้ามาทางหน้าต่าง แต่ติดอยู่ที่ลูกกรงเหล็ก ผมยืนมองอย่างตกตะลึงปนหวาดกลัวแบบขยะแขยง ทำเอาตัวแข็งทื่อ
“ให้ผมเข้าไปช่วยคุณเถอะ คุณกำลังไม่สบาย”
ปากกว้างขยับเปล่งคำพูดแหลมสูงผิดปกติออกมา ในขณะลิ้นสีแดงตวัดวูบวาบไปมาอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาเหมือนจะยิ้มเยาะ
“แกไปให้พ้น..” ผมได้สติ ยกปืนขึ้นเล็ง
“ใจเย็นน่า เราเพียงแต่จะช่วยคุณ”
“เปรี้ยง!”
กลุ่มกระสุนลูกซอง ผ่าเข้าเต็มใบหน้าอันสยดสยอง จนผงะออกไป พร้อมกับเสียงหวีดร้องเสียดประสาท และมีเสียงดิ้นโครมครามอยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง ก่อนเงียบหายไป
ผมค่อยเดินไปตรงหน้าต่าง มองออกไปพบเลือดกองอยู่เป็นเป็นทางยาวหายลับจากมุมมอง มันไม่ตายแต่อย่างน้อยก็บาดเจ็บ
เสียงไซเรนรถตำรวจ ดังใกล้เข้ามาทางหน้าบ้าน ผมแทบร้องออกมาด้วยความดีใจ ตำรวจจะต้องเข้าใจปัญหาของผม และจัดการกับพวกตัวประหลาดนั้นให้หมด ตำรวจคือที่พึ่งของประชาชนเสมอ
แต่แล้วก็ต้องยิ้มค้าง เพราะนึกได้ว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องมา ยังไม่ได้โทรศัพท์หาใคร แล้วใครกันโทรตามตำรวจมา แถมมารวดเร็วเหลือเกิน
รถตำรวจและรถพยาบาลวิ่งมาจอดแถวหน้าบ้าน ภาพที่เห็นจากชั้นบนของบ้าน ทำให้ผมแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง พอตำรวจสามนายก้าวลงมาจากรถ ร่างอันน่าเกลียดน่ากลัวพวกงูนรกก็ปรากฏ ตรงไปหาตำรวจ ทำท่าเหมือนพูดคุยกันอย่างปกติ ตำรวจพวกนั้นไม่มีท่าทางแปลกใจ หรือตกใจ กับร่างนรกพวกนั้นเลยสักนิด
ความหวังที่จะขอให้ตำรวจช่วยเหลือหายวับไปทันที ผมเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกตัดขาดให้อยู่โดดเดี่ยว จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม
พวกตำรวจเริ่มพากันเดินมายังประตู และมีเสียงตะโกนผ่านเครื่องขยายเสียง
“นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เราขอให้คุณออกมาพูดคุยกันดี ๆ เราช่วยคุณได้นะ”
เมินเสียเถอะ ใครจะไปพูดกับพวกงูนรกนั้น แถมผมยังยิงเพื่อนพวกมันบาดเจ็บไปตัวหนึ่ง ไม่แน่ใจว่า พวกมันจะอาฆาตพยาบาทขนาดไหน
“ถ้าคุณไม่ออกมาเรา ต้องบุกเข้าไปในบ้านคุณล่ะนะ”
ลองบุกเข้าสิ ...ผมคำราม กระชับปืนแน่น กลัวจนจะกลายเป็นความบ้าคลั่งอยู่แล้ว กลัวเพราะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไร และทำไม..
พวกตำรวจรู้ว่าผมมีปืน พวกเขาจึงไม่บุกเข้ามาในทันที แต่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่แถวหน้าบ้าน เล่นสงครามประสาทอย่างเลือดเย็น พวกตำรวจ อาจจะนอนอ่านหนังสืออย่างสบายใจ ก็เป็นไปได้ ในขณะที่ผมต้องอยู่ในสภาวะเก็บกด เตรียมพร้อมทุกวินาที ไม่เป็นเรื่องดีเลย
อย่างไรก็ตาม การอยู่ในบ้าน ก็ทำให้ผมอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ย่ำแย่มากเกินไปนัก ใครก็แล้วแต่จะบุกเข้ามาในบริเวณบ้าน ต้องผ่านประตูเหล็กที่แข็งแรง ผ่านทางเดินตัดสนามหญ้า เข้ามาในระยะประมาณสิบเมตร และแน่นอนว่าเข้าทางปืน ที่เล็งลงมาจากชั้นสองอย่างไม่ต้องสงสัย
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ผมเริ่มกระสับกระส่าย ลำคอเริ่มแห้งผาก ถ้าได้น้ำเย็นสักแก้วคงดีไม่น้อย แต่ตู้เย็นอยู่ในห้องรับแขกชั้นล่าง พวกตำรวจยังคงอยู่เงียบอยู่นอกเขตรั้วบ้าน ท่าทางคงไม่บุกเข้ามาง่าย ๆ แต่เพื่อความไม่ประมาท ผมเปิดหน้าต่างไว้นิดหนึ่ง พิงปืนไว้ข้างผนังใกล้กับหน้าต่าง ก่อนย่องลงมาอย่างเงียบกริบ
บ้านตัวเอง แต่ทำไมรู้สึกอึดอัดและประหลาดชอบกล แสงไฟจากเพดานก็ดูอึมครึม สลัวรางเลือนชอบกลทั้งที่เป็นเวลากลางวัน ผมพยายามฟังเสียงแปลกปลอม แต่ในตัวบ้านยังเงียบเชียบ ไม่ได้ยินเสียงขยับไหว หรือเสียงร่างยาวเหยียดลากตัวในมุมมืดแผ่วเบา อย่างที่เคยได้ยินทั้งยามหลับและยามตื่น
ยกแก้วน้ำมาตั้งบนโต๊ะรับแขก ผมใจเย็นพอที่จะดื่มน้ำอย่างไม่รีบร้อน
ในช่วงนี้เองผมเริ่มตั้งสติทบทวนเหตุการณ์ อันวิปริตผิดเพี้ยน พยายามข่มใจ ลำดับความเป็นมาเป็นไป เพื่อจะหาคำตอบให้กับคำถามที่ผลุดขึ้นในความคิดอย่างมากมาย จนแม้แต่คำถามเองยังสับสน อยากจะเชื่อเหลือเกินว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นเพียงอาการประสาทหลอน แต่ผมรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นเช่นนั้นไปได้
มันจะต้องมีคำอธิบายอะไรสักอย่าง เพียงแต่ยังหาคำตอบไม่เจอเท่านั้น
เสียงวัตถุหนัก หล่นลงพื้นอย่างแรงจากหน้าบ้าน ผมใจหายวาบ เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงประตูรั้วถูกงัด หรือตัดออกด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง พวกตำรวจอาจจะทำพลาด ปล่อยให้อุปกรณ์หล่นฟาดลงกับพื้น
หน้าต่าง... ปืน...
คิดได้สองอย่าง รีบเผ่นขึ้นไปชั้นสองอย่างรวดเร็ว มองออกไปทางหน้าต่าง เห็นตำรวจสามสี่นายวิ่งผ่านประตูรั้วตรงเข้ามายังตัวบ้าน พวกตำรวจพากันยืดคอขึ้นสูงโยกส่ายไปมา แบบเดียวกับมนุษย์งูไม่มีผิด โลกเราเป็นบ้าอะไรกันถึงวิปริตผิดเพี้ยนขนาดนี้
ผมคว้ามือใส่ปืนลูกซอง
....
พระเจ้าช่วยด้วย มือของผมคว้าใส่ความว่างเปล่า
ไม่..
มันเลวร้ายกว่านั้น
ที่จริงมันผมคิดไปเองต่างหาก ว่าคว้ามือใส่ปืนลูกซองกระบอกนั้น จะคว้ามันไปอย่างไร ในเมื่อพบว่าตนเองยังนั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก แต่ทำไมถึงมองออกจากชั้นสองออกไปทางหน้าต่างได้ล่ะ...
.