One year Editor's note กับ Jirassaya Wongsutin



One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ EP1 Editor's note
***มีสปอยล์ ใครยังไม่ดูอีพีหนึ่ง ไปดูก่อนนะครับ***
 เคยมีคนเรียก อ.อาดาจิ มิสึรุ นักวาดมังงะระดับตำนานว่า "เทพแห่งการเล่าเรื่องชีวิตประจำวัน"
ผมว่า สิ่งที่แคลร์ทำใน one year ก็มีรสชาติคล้ายๆอย่างนั้น
เรื่องราวธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นในบ้าน กลายเป็นสิ่งที่แคลร์และทีมเขียนบทหยิบจับมาใช้เล่านิสัยใจคอของตัวละครในเรื่อง นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้หลาย ๆ คนที่ได้ดูอีพีหนึ่งต่างพูดว่า นักแสดงเล่นได้เป็นธรรมชาติดีจัง เพราะว่าสิ่งที่เราเห็น มันคือกิจกรรมเล็ก ๆ ที่เราทำอยู่ทุกวันนั่นเอง เราเลยรู้สึก connect กับเรื่องนี้ได้เร็ว
แต่ในความธรรมดาทั้งหมด แคลร์กำกับในสิ่งที่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ แทรกไว้เนียน ๆ เนียนในระดับที่ว่ากึ่ง ๆ ท้าให้คนดูลองสังเกตพฤติกรรมของตัวละครให้ถึงที่สุดไปเลยสิ (อันนี้แคลร์อาจจะไม่ได้คิด ผมคิดเอง 555)
ซึ่งผมตามอ่านฟีดแบ็กมาบ้าง พบว่าคนดูเห็นรายละเอียดพวกนี้กันเยอะเหมือนกันนะ
ผมแอบรู้มาบ้างว่าสไตล์การกำกับของแคลร์จะเป็นทางที่ค่อนข้าง realistic ตอนดูฟุตเตจครั้งแรก ๆ ในแต่ละเทค แต่ละซีน ผมเลยต้องมองหารายละเอียดความ real เหล่านั้น แล้วเดาใจแคลร์ว่านางอยากให้เห็นอะไรบ้าง ก่อนจะตัด ก่อนจะต่อ
บางอันเดาถูก บางอันก็ยอมรับเลยว่ามองข้ามไปจริงๆ
อย่างอันที่ทึ่งมากตอนแคลร์มาแก้คัตติ้ง คือชอตที่เพชรเข้าห้องน้ำมาแปรงฟันเป็นคนแรก ผมพยายามช่วยคัตให้มันกระฉับกระเฉงนิด ๆ เพื่อให้มันไม่ย้วยเกินไป แต่แคลร์บอกว่า อยากให้ยืดให้เห็นเพชรแปรงฟันอีกนิด ให้ดูว่าเพชรแปรงฟันคล่องมากและแปรงแบบถูกวิธีด้วย (เพราะเพชรเรียนทันตะ)​ อะไรอย่างนี้
ไม่อยากเล่ามากเพราะเดี๋ยวมันเผย intention ของผกก.ไป แต่เอาเป็นว่า อะไรแบบนี้แหละที่เป็นไบเบิลในการตัดต่อเรื่องนี้ ลองสังเกตกันดูนะ มันอาจไม่ได้มีผลอะไรมาก คนดูจะรู้หรือไม่รู้ในรายละเอียดเหล่านั้นก็ได้ แต่ก็ต้องบอกจริง ๆ ว่าอะไรแบบนี้นี่แหละคือรสมือของแคลร์
สำหรับอีพีหนึ่ง ซีนที่ผมตัดแล้วชอบเองมากที่สุดคือซีนบนโต๊ะกินข้าว ที่เพชรทะเลาะกับแม่จนเดินหนีออกจากบ้าน ตอนอ่านบทครั้งแรกจบปุ๊บ เรารู้เลยว่าซีนที่เป็นเรือธงและตัวชูโรงของอีพีหนึ่ง คือซีนแม่เจอเค้กที่เพชรซื้อ กับซีนย้อนอดีตของเพชร ซึ่งพอเห็นฟุตเตจการแสดงแล้ว เราเชื่ออย่างรวดเร็วว่ามันเอาอยู่แน่ ๆ เพราะฉะนั้นเราเลยมาให้ความสำคัญในการตัดซีนทะเลาะเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมันคือชนวนที่สำคัญที่สุดว่าจะพาคนดูไปถึงจุดที่ดีที่สุดของอีพีได้ประสบผลสำเร็จหรือไม่
ซีนนี้แคลร์ปั้นการแสดงของเฌอปรางมาโหดมาก เทคเยอะมาก จี้เป็นประโยค ๆ เลย เพราะแต่ละประโยคมี subtext ซ่อนอยู่ทั้งหมด ตอนตัดซีนนี้เราค่อนข้างโกงจังหวะการแสดงของเฌอปรางมาก วิธีคิด(ที่คิดเองเออเอง)​คือ ตัดยังไงก็ได้ให้เพชรดูงี่เง่าที่สุด ในเทคจริงนั้นค่อนข้างเล่นกันแบบเทคไทม์มาก กว่าจะพูดกันแต่ละประโยค ต้องแสดงความรู้สึกเจ็บจึ้กโดยไม่พูดออกมาก่อน เพราะไดอะล็อกซีนนี้ค่อนข้างแทงใจดำกันไปกันมาทั้งสองฝ่าย แต่เราเลือกเก็บรายละเอียดการแสดงความเจ็บปวดไว้แค่ฝั่งแม่ฝั่งเดียว ส่วนเพชรเราทอนความเจ็บปวดออกหมด เหลือแต่ความโกรธเพียว ๆ ให้เพชรดูไม่น่ารักนิด ๆ โดยหวังว่าพอถึงจังหวะที่เฉลยทุกอย่าง คนดูจะเข้าใจและรักเพชรมากขึ้นเองแบบไม่รู้ตัว
อีกซีนนึงที่รู้สึกว่าตัดสินใจถูกคือซีนที่ย้อนอดีตว่าเพชรเปิดประตูไปเจอแม่กำลังจะฆ่าตัวตาย เห็นหลาย ๆ คนชื่นชมเพลงประกอบของพี่โหน่งก็ดีใจไปด้วย เพราะมันดีงามมากจริง ๆ ซึ่งพี่โหน่งทำเพลงประกอบที่เป็นเมโลดี้หลักของเรื่อง (เพลงสายซับ)​ มาให้หลายมู้ดมาก ตามปกติแล้วซีนแบบนี้ ก็ต้องเลือกมู้ดเพลงเศร้ามาวาง แต่ตอนนั้นไม่รู้อะไรดลใจให้ไปกดฟังเพลงที่เป็นมู้ดความสุขก็ไม่รู้ ซึ่งเทมโปของมู้ดนี้มันเร็วและมีเอเนอร์จี้มากกว่าเพลงมู้ดเศร้าที่มันจะหน่วง ๆ บาด ๆ แล้วเราดันรู้สึกชอบมากกว่า ไม่รู้ทำไม พอวางปุ๊บแล้วรู้สึกมันช่วยเสริมพลังของซีนมากกว่าเพลงเศร้าซะงั้น นี่สินะเมจิกของดนตรีที่บางทีมันอยู่เหนือโลจิกใด ๆ

By : Nuttapon Nhow Timmueng
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่