9 ยอด..คนขมังเวทย์ระดับตำนาน | DEVA HELLBLAZER

“จอมขมังเวทย์...ในตำนาน?”

คำว่า ‘จอมขมังเวทย์’ แท้จริงแล้วเขียนว่า ‘จอมขมังเวท’ อันเป็นการสมาสกันระหว่างคำบาลีสามคำ คือ
‘จอม’ หมายถึง ผู้มีความสามารถยอดเยี่ยมในกลุ่มเดียวกัน เช่น จอมทัพ หรือจอมโจร
‘ขมัง’ หมายถึง ชำนาญในการใช้มนตร์คาถา
และ ‘เวท’ หมายถึง เวทมนตร์ที่ให้ได้ทั้งคุณ หรือโทษแก่ผู้ที่ต้องมนตร์นั้น
ก่อนที่ในภาพยนตร์ ‘จอมขมังเวทย์’ ปี 2005 จะใช้คำว่า ‘เวทย์’ ในภาษาสันสกฤตซึ่งแปลว่า “สิ่งที่ควรรู้” พอรวมกันจึงกลายเป็นความหมายที่เบาลง และเป็นกลางขึ้น คือ “ผู้รู้และช่ำชองในสิ่งที่ควรรู้”

และในครั้งนี้... DHZ: Deva Hellblazer จะกลับมาพาทุกคนไปพบกับ ‘จอมขมังเวท’ ทั้งเก้าคนที่รวบรวมมาจากทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์, ละคร, นวนิยาย และภาพยนตร์ ซึ่งปรากฏอยู่ในยุคสมัยต่างๆ เพื่อต้อนรับการมาถึงของปี 2020... ยุคที่ไสยศาสตร์ และความรุ่งโรจน์ของมนุษย์จะรวมเป็นหนึ่งเดียว
 
*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
 
1. อาจารย์ เที่ยง น่วมมานา 
“หากวาจาเราใช้เสกเป่าคาถาให้ศักดิ์สิทธิ์ 
เรายิ่งต้องมีสัจจะ”
 
‘อาจารย์เที่ยง น่วมมานา’ หรือที่ลูกศิษย์มักเรียกว่า ‘พ่อเที่ยง’ ผู้ขึ้นชื่อว่า ‘เหนียวที่สุด’ ในสายคงกระพัน ซึ่งขณะนั้น ท่านอยู่ร่วมสมัยกับอาจารย์ชุม ไชยคีรี, อาจารย์เจ๊ก สามแยกไฟฉาย และอาจารย์บุญรอด สุขแสงจันทร์ หรือที่เรียกรวมกันได้ว่า ‘สี่จตุรเทพอาถรรพ์’ ทว่าแท้จริงแล้วอาจารย์เที่ยงกลับเป็นคนที่มีความถ่อมตนสูง ไม่สำแดงวิชาเพื่อสร้างชื่อเสียงและเงินทอง นอกจากจะมีลูกศิษย์แวะเวียนมาสนทนาด้วยจึงทำให้ดูพอเป็นตัวอย่าง พร้อมให้คำแนะนำเท่านั้น

เช่น ครั้งหนึ่งที่ ‘อาคมดับพิษไฟ’ กำลังแพร่หลายในขณะนั้น โดยอาคมดับพิษไฟ คือ มนต์ที่จะเคลือบผิวของผู้ใช้ไม่ให้รู้สึกถึงความแสบร้อน หากต้องสัมผัสกับสิ่งที่มีความร้อน เช่น เปลวไฟ น้ำร้อน หรือน้ำกรด ลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งของพ่อเที่ยงที่ได้ไปดูการแสดงก็พากันพูดถึงด้วยความตื่นเต้น ท่านก็บอกว่า “อย่าไปแปลกใจเลย ใครเขาก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ” ลูกศิษย์จึงถามต่อว่า “แล้วพ่อทำได้ไหมล่ะ?” ท่านก็ตอบเพียง “ก็ได้อยู่มั้ง” หลังจากนั้นเหล่าลูกศิษย์ก็ไปซื้อน้ำมันพืชมาหนึ่งขวด กับไพลอีกหนึ่งหัว พ่อเที่ยงจึงหั่นไพลออกเป็นห้าแว่น ลงอักขระกำกับไว้ ใส่กระทะที่กำลังร้อนระอุพร้อมใบพลู พอสุกได้ที่แล้ว ท่านก็บริกรรมคาถา ‘พระโมคคัลลาดับพิษไฟ’ เป่าไปที่กระทะ แล้วให้ลูกศิษย์ลองจุ่มแขนลงไปดู ลูกศิษย์ส่ายหน้าบอก “พ่อนำไปก่อนเลย” พ่อเที่ยงก็บอกกลับมาว่า “ถ้าข้านำแล้วพวกเอ็งก็ต้องตามนะ” ก่อนจุ่มมือลงไปในกระทะทันที ปรากฏว่า ไร้ซึ่งแผลพุพอง หรือความรู้สึกแสบร้อนใดๆ ทั้งสิ้น ลูกศิษย์ก็เลี่ยงไม่ได้จึงต้องจุ่มมือตาม จนหลังจากนั้นก็เล่นจุ่มมือลงกระทะกันสนุกสนาน...เห็นทีจะไม่ต้องใช้ตะหลิวทำอาหารแล้ว

อีกครั้งหนึ่ง คือ ตอนที่พ่อเที่ยงจะนำพระบนหิ้งมาให้ลูกศิษย์ดู จึงต่อเก้าอี้ปีนขึ้นไป แต่กลับพลัดตกลงมา ซ้ำบนพื้นยังมีเข็มสักตั้งอยู่ ท่านจึงถูกแทงตรงสีข้าง ทว่าร่างกายกลับไร้ซึ่งรอยขีดข่วน ท่ามกลางความตื่นตระหนกระคนตกตะลึงของลูกศิษย์ พ่อเที่ยงก็หันมาบอกเพียงว่า “แก่แล้วก็หนังเหนียวเฉยๆ เข็มมันเลยแทงไม่เข้า” ซึ่งเย็นวันนั้นท่านก็ต้องมาลับเข็มสักใหม่หลังจากที่อันเมื่อครู่นั้นบิ่นงอไป

2. อาจารย์ ชุม ไชยคีรี
“ของเพิ่งปลุกเสกมาก็ยิ่งต้องรีบลอง
จะได้รู้ว่าใช้ได้จริง”
อาถรรพ์...พลังงานซึ่งไหลเวียนอยู่ควบคู่กับกระแสวัฏสงสาร ใครได้ยินคำนี้ก็เป็นอันต้องพรั่นพรึง แต่แท้จริงแล้ว อาถรรพ์นั้นเป็นเพียงพลังสายกลาง ส่วนความน่ากลัว หรือความอัศจรรย์นั้นขึ้นอยู่กับเจตจำนงของผู้ใช้ หากใครใช้ด้วยจิตเมตตา ก่อให้เกิดผลดี อาถรรพ์นั้นก็จะแปรไปอยู่ในสภาพของ ‘พุทธคุณ’ หากใช้เพื่อให้ชีวิตของคนคนหนึ่งมีอันต้องพินาศ ก็จะเรียกว่า ‘ไสยคุณ’
แต่ในตำนานของเหล่าคนเล่นของ...ยังมีจอมขมังเวทย์อยู่คนหนึ่งที่เข้าถึงความสมดุลของอาถรรพ์ได้อย่างแท้จริง
 
‘อาจารย์ชุม ไชยคีรี สำนักกุญแจไสยศาสตร์’ ผู้ผสานพุทธคุณ และไสยคุณไว้เป็นหนึ่งเดียว
ย้อนกลับไปกว่าเจ็ดสิบปี ไกลออกไปจากกรุงเทพฯ แปดร้อยแปดสิบกิโลเมตร ในตำบลห้วยลึก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง... ‘เด็กชายชุม’ เกิดมาท่ามกลางครอบครัวที่ประกอบอาชีพชาวสวน เป็นที่รักและเอ็นดูแก่ใครก็ตามที่ได้พบเห็น จนกระทั่งในวัยห้าขวบ เด็กชายชุมก็ได้แสดงพรสวรรค์ด้านความจำอันเป็นเลิศ และความสนใจในการเรียนหนังสือ ซึ่งต่างจากเด็กทั่วไปที่สนใจแต่การเล่นสนุก
ทว่าวิชาที่เด็กชายชุมให้ความสนใจนั้นกลับไม่มีอยู่ในตำราของโรงเรียน เพราะมันคือ...วิชาคาถาอาคม ก่อนจะได้พบว่าแท้จริงแล้วต้นตระกูลเหนือจากรุ่นพ่อและแม่ขึ้นไป...คือผู้ที่เต็มไปด้วยความรู้ ความสามารถในการใช้ไสยศาสตร์
เมื่อรู้ดังนั้นเห็นทีก็คงห้ามไม่ได้หากสายเลือดมันเรียกร้อง ผู้เป็นพ่อและแม่จึงฝากฝังเด็กชายชุมไว้กับพระสงฆ์รูปหนึ่งให้คอยสอนวิชาเหล่านี้ให้ จึงได้รู้ว่า... ไสยศาสตร์นั้นจำแนกออกเป็นสามสายหลักๆ

หนึ่ง คือ ‘คงกระพัน’ สร้างเสริมผิวกายให้กล้าแกร่ง ยิง ฟัน แทงไม่เข้า
สอง คือ ‘แคล้วคลาด’ แม้ผิวหนังไม่กล้าแกร่งอย่างคงกระพัน แต่ก็รอดพ้นจากทุกภัยอันตราย ถูกปืนจ่อตรงหน้าก็ยิงไม่โดน
และสามคือ ‘เมตตามหานิยม’ เสริมสร้างบารมีให้กลายเป็นที่รักใคร่เอ็นดูต่อผู้อื่น มีโชค มีลาภ นำไปสู่ความเป็นใหญ่ในภายภาคหน้า

ภิกษุรูปนั้นเลือกสอนเมตตามหานิยมให้ก่อน เพราะถือว่าเป็นสายที่ต้องฝึกตนอย่างหนักกว่าอีกสองสาย หากสำเร็จสายเมตตาได้ในขั้นพื้นฐาน อีกสองสายก็ไม่ยากเท่าไร แต่ในขณะเดียวกัน เด็กชายชุมก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน คือการยอมเรียนวิชาอื่นๆ ที่เด็กทั่วไปควรจะเรียนควบคู่กันไป

เวลาผ่านไป...จากเด็กชายกลายเป็นเด็กหนุ่ม ชุมก็ได้กลายเป็น ‘นักแสวงหาความรู้’ ขนานแท้ เพราะหากได้ยินชื่อเสียงของอาจารย์ท่านไหน สายอะไร และไม่ว่าจะอยู่ไกลเพียงใด...ชุมก็จะออกเดินทางไปร่ำเรียนให้ได้ จนกระทั่งชุมอายุครบวาระที่จะต้องเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้เดินทางกลับมายังพัทลุง เพื่ออุปสมบท ณ วัดดอนศาลา อำเภอควนขนุน โดยมี ‘พระครูสิทธิยาภิรัต’ หรือ ‘พ่อท่านเอียด สำนักเขาอ้อ’ เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาให้ทั้งหลักคำสอนจากพระไตรปิฎกและไสยศาสตร์ไปพร้อมกัน และได้พบกับ ‘บุตร’ ผู้เป็นดั่งศิษย์พี่ที่คอยรับรองการศึกษาให้ ซึ่งนายบุตรและชุมนี่ก็เรียกได้ว่าเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กันแล้ว ทำให้ทั้งสองสนิทกันมาก จนถึงขั้นไว้เนื้อเชื่อใจกันให้นัดมาลองคาถาอาคมที่ตนสำเร็จมา

จนมาถึงในปี 1944 ‘ฑิตชุม’ ก็ได้ลาสิกขาออกมาอาศัยอยู่ในอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เพราะถือว่าวิชาพุทธคุณนั้นสำเร็จแล้ว อีกวิชาที่เขาต้องเรียนนั้นก็คือ...ไสยคุณ
โดยวิชาไสยคุณที่ชุมได้เรียนนั้นก็คือ การสร้าง ‘ผงเทพนิมิต’ ผงที่ผ่านการทำพิธีอัญเชิญเทพยดา หรือวิญญาณแก่กล้าต่างๆ มาประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ เป็นเครื่องรางสายเมตตามหานิยม ก่อนจะกลับมาหาทางต่อยอดวิชาคงกระพันของตนเองต่อไป

แม้จะศึกษาในด้านของไสยคุณ แต่เพราะเคยอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว ดังนั้น เมื่อถึงวันสำคัญทางพุทธศาสนา อาทิ เข้าพรรษา อาสาฬหบูชา ไปจนถึงวันพระธรรมดา ชุมก็จะแต่งกายแบบนุ่งขาวห่มขาวไปถือศีลที่วัดทุกครั้ง

แล้วก็มาถึงวันที่ ‘นายชุม’ ได้กลายเป็น ‘อาจารย์ชุม’ เมื่อท่านได้มอบพระเครื่องสายคงกระพันองค์หนึ่งให้แก่ทหารคนหนึ่ง ก่อนที่นายทหารคนนั้นจะถูกกราดยิงด้วยปืน M-16 แต่ก็สามารถลุกขึ้นมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน บัดนั้นเป็นต้นมา พระเครื่องรุ่นนั้นก็มีราคานับหลายหมื่น และมีผู้มาขอเล่าเรียนวิชาจากท่านมากมาย ท่านจึงจัดตั้ง ‘สำนักกุญแจไสยศาสตร์’ ที่มีตำราประจำสำนักบันทึกบทสวดมากมายที่มีฤทธิ์ทั้งด้านพุทธคุณและไสยคุณ ซึ่งอาจารย์ชุมก็ได้ลงอาคมไว้ว่า

“ผู้ที่สามารถศึกษาวิชาจากตำราเล่มนี้ได้
ต้องเป็นศิษย์มีครู และยึดมั่นในธรรม
หาไม่แล้วชีวิตจะพินาศ”

ยิ่งไปกว่านั้น...อาจารย์ชุม คือ ฆราวาส (คนทั่วไป) คนแรกของโลกที่สามารถปลุกเสกพระเครื่องได้ จากปกติที่การสร้างพระเครื่องนั้นมักจะมีแต่ภิกษุ
หนึ่งปีต่อมา...อาจารย์ชุมก็ได้ประกอบพิธีใหญ่ในการปลุกเสก ‘พระผงบารมีพระบรมธาตุ’ จำนวนถึงแปดหมื่นสี่พันองค์ เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน ณ โรงพิธีพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุ ด้วยการรวบรวมเอาผงวิเศษสกัดจากวัตถุดิบนานาชนิดทั้งจากสิ่งที่อยู่ในโกศเจดีย์ สมุนไพร ว่าน จากทั่วประเทศรวมแล้วได้ถึงหนึ่งร้อยแปดอย่าง มาพิมพ์ให้อยู่ในรูปพระเครื่อง โดยการทำปลุกเสกนั้นจะแบ่งออกเป็นสามขั้นตอนใหญ่ ขั้นแรก นิมนต์พระอาจารย์เอียดมาสวดปลุกเสกให้ตามกิจซึ่งควรจะเป็นของสงฆ์ ขั้นที่สอง อาจารย์ชุมปลุกเสกด้วยตัวเอง ส่วนขั้นที่สาม จะเป็นการสวดชุมนุมเทวดา นำโดย ‘หลวงปู่คง’ พระอาจารย์ของ ‘ขุนแผน’ พร้อมด้วยตัวขุนแผนเอง  และ ‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์’ จอมขมังเวทย์โอรสของในหลวงรัชกาลที่ห้า ตามด้วยเหล่าเทพยดา มาร่วมประสิทธิ์ประสาทวิชาให้

และในระหว่างนั้น นายบุตรก็ได้โคจรกลับมาพบกับอาจารย์ชุมอีกครั้ง ซึ่งนายบุตรในตอนนี้ก็ได้ถือยศพันตำรวจตรีไปแล้ว แต่ด้วยความเลื่อมใสต่อกัน อาจารย์ชุมและนายบุตรจึงได้ทำการปลุกเสกพระผงบารมีฯ ร่วมกันจนเสร็จพิธี

นอกจากนี้ อาจารย์ชุมก็ได้ปลุกเสกของขลังขึ้นมาอีกหลายสิ่ง อาทิ ‘น้ำมันหนูแมว’ น้ำมันซึ่งตั้งชื่อตามการทดลองที่อาจารย์ชุมนำหนูกับแมวอย่างละตัวมาไว้ในกรงเดียวกันแล้วพรมน้ำมันนี้ใส่ ทำให้หนูกับแมวนั้นกลายเป็นปรองดองต่อกัน แทนที่จะกัดกินกันตามธรรมชาติ อย่างที่สองคือ ‘พระขุนแผนเสด็จกลับ’ พระเครื่องสายเมตตามหานิยม ตั้งชื่อตามเหตุการณ์ที่อาจารย์ชุมปลุกเสกไว้จำนวนหนึ่งร้อยแปดองค์เสร็จแล้วก็นำไปปล่อยไว้ในแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนจะท่องคาถาเรียกให้ลอยกลับมาหนึ่งร้อยหกองค์ ส่วนอีกสององค์ถือว่ายกให้แก่ 'ท้าวภุชงค์นาคราช' และพระมเหสีผู้สถิตในแม่น้ำเจ้าพระยา

ในปัจจุบัน แม้ว่าอาจารย์ชุมจะถึงแก่กรรมไปแล้วตั้งแต่ปี 1982 ทว่าชื่อเสียงของท่านก็ยังได้รับความศรัทธาตลอดมา โดยเฉพาะกับจีน อาจเพราะคนจีนคิดว่าอาจารย์ชุม คือผู้เห็นสมดุลระหว่างพุทธคุณ และไสยคุณ ซึ่งแนวคิด ‘สมดุลระหว่างพลัง’ นี้ ยังตรงกับแนวคิด ‘หยินหยาง’ ของลัทธิเต๋าอีกด้วย

ส่วน ‘นายบุตร’ หลังจากที่ได้ปลุกเสกพระผงบารมีพระบรมธาตุแล้ว ก็ได้สร้างผลงานอันเป็นคุณแก่บ้านเมืองอย่างมากมายในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ โดยเฉพาะวีรกรรมในการปราบเหล่าขุนโจรผู้ออกปล้นสะดมผู้คน ในฉายา ‘เสือ’ โดยผู้คนทั่วไปในสมัยนั้นจะรู้จักนายบุตรคนนี้ดีผ่านชื่อยศ ‘พันตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช’ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า... ‘ขุนพันธ์’
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่