“กมธ.เศรษฐกิจ” เผย ผลสรุปชำแหละ ‘ชิม ช้อป ใช้’ พบ ไม่เกิดการกระตุ้นระยะยาว
https://www.matichon.co.th/politics/news_1762614
“กมธ.เศรษฐกิจ” เผย ผลสรุปชำแหละ ‘ชิม ช้อป ใช้’ พบ ไม่เกิดการกระตุ้นระยะยาว แนะ รัฐบาลแจกเงิน “คนไม่มีหนี้”
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 พฤศจิกายน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมครั้งที่ 9 เมื่อวันพุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562 โดยนาย
เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร โฆษกกมธ. แถลงว่าภายหลัง กมธ.เศรษฐกิจ มีการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษา เรื่องการประเมินผลเบื้องต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชิม ช้อป ใช้ โดยเชิญ ผศ.
ภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมประชุม
สรุปได้ว่า นโยบาย ชิม ช้อป ใช้ เป็นนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะสั้น ไม่สามารถเติบโตในระยะยาวได้ เหมือนนโยบายการคลัง ที่สามารรถปรับเพิ่มรายจ่าย และส่งเสริมการผลิตโดยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายรายการสำคัญ ประกอบด้วย ด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีข้อเสนอแนะคือ ภาครัฐควรเน้นการใช้จ่ายที่มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยและไม่มีหนี้ เนื่องจากจะเกิดการใช้จ่ายเงินทันที และไม่ใช้เพื่อการชำระหนี้
นาย
เท่าพิภพ กล่าวว่า นอกจากนี้คณะอนุกรรมาธิการศึกษาความคุ้มค่าและประสิทธิผลการส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ มีหน้าที่พิจารณาศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริงเพื่อจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความคุ้มค่าและประสิทธิผลของมาตรการส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิง ในด้านการต่อยอดอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศไทย ต่อเนื่องไปสู่การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เพื่อส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ผู้ส่งออกห่วงสายป่านสภาพคล่องธุรกิจ หากปล่อยส่งออกวูบยาว หวังพณ.-ก.อุตฯผู้นำแก้วิกฤต
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1763278
นาย
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่าไตรมาส 4 /2562 ภาคการส่งออกยังไม่มีทิศทางพลิกกลับมาบวกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปกติช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี จะมีคำสั่งซื้อสูงขึ้น แต่ปีนี้ตัวเลขแต่ละเดือนที่ทำไว้ก็ไม่ได้ดีเท่าที่ควร หากช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ ยังทำตัวเลขออกมาไม่แตกต่างจากเดิมหรือยังเป็นตัวเลขเท่าเดิม รวมถึงสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ยังไม่มีการคลายตัว ก็จะทำให้ตัวเลขของปีนี้ติดลบเพิ่มมากขึ้นได้ เพราะตัวเลขของเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ติดลบกว่า 4.5% โดยความจริงแล้ว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี ตัวเลขการส่งออกจะพุ่งขึ้นบ้าง เพราะมีการสั่งซื้อสินค้าตุนไว้ เพื่อเตรียมจำหน่ายในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองในวันหยุดยาวตั้งแต่วันคริสต์มาส กิจกรรมเคาต์ดาวน์ และปีใหม่ แต่ขณะนี้ตัวเลขก็ยังไม่สามารถกระเตื้องขึ้นมาได้เลย รวมถึงตัวเลขการนำเข้าวัตถุดิบ เพื่อมาผลิตสินค้าในประเทศก็ยังอยู่ในโซนติดลบ ซึ่งจะส่งผลกับตัวเลขการส่งออกอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เพราะหากไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบจะเกิดการผลิตสินค้าน้อยลง ทำให้ภาพรวมแนวโน้มการผลิตสินค้าในประเทศก็ไม่ได้ดีจากเดิมมากนัก
นาย
วิศิษฐ์ กล่าวว่า แนวโน้มปี 2563 หากเทรดวอร์ยังยืดเยื้อต่อไปอีก ในไตรมาส 1/2563 คงจะยังไม่น่าเติบโตได้ดีเท่าที่ควร แต่คาดหวังหากปลายปี 2562 หรือต้นปี 2563 ภาพการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนดีขึ้น โอกาสการส่งออกจะกลับมาดีขึ้นในไตรมาส 2 อาจจะมีความเป็นไปได้ โดยสิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคการส่งออก มองว่าภาครัฐจะต้องมีมาตรการออกมาช่วยผ่อนภาระของผู้ประกอบการ อาทิ การปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) เพราะขณะนี้ต้องมาพูดถึงเรื่องสายป่านของธุรกิจที่สั้นและยาวต่างกันแล้ว เนื่องจากหากใครมีสายป่านที่ยาวกว่ากันก็มีโอกาสรอดจากผลกระทบสูง โดยเฉพาะการถูกผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งกว่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้การช่วยผ่อนปรนในด้านสินเชื่อต่างๆ จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กและกลางอยู่รอดต่อไปได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจที่ส่งสินค้าไปจีน และจีนส่งต่อไปยังสหรัฐฯ เพราะได้รับผลกระทบจากเทรดวอร์โดยตรง ทำให้ต้องหาทางปรับตัวให้ได้ อาทิ การส่งสินค้าไปยังตลาดอื่นทดแทนสัดส่วนที่หายไป หรือการตั้งรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนทั้งจีนและสหรัฐ มายังประเทศ
JJNY : กมธ.ศก.สรุปชิม ช้อป ใช้ พบไม่เกิดการกระตุ้นระยะยาว/ห่วงสภาพคล่องธุรกิจ หากส่งออกวูบยาว/ชี้แนวโน้มส่งออกฟื้นตัวช้า
https://www.matichon.co.th/politics/news_1762614
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 พฤศจิกายน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมครั้งที่ 9 เมื่อวันพุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562 โดยนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร โฆษกกมธ. แถลงว่าภายหลัง กมธ.เศรษฐกิจ มีการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษา เรื่องการประเมินผลเบื้องต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชิม ช้อป ใช้ โดยเชิญ ผศ.ภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมประชุม
สรุปได้ว่า นโยบาย ชิม ช้อป ใช้ เป็นนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะสั้น ไม่สามารถเติบโตในระยะยาวได้ เหมือนนโยบายการคลัง ที่สามารรถปรับเพิ่มรายจ่าย และส่งเสริมการผลิตโดยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายรายการสำคัญ ประกอบด้วย ด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีข้อเสนอแนะคือ ภาครัฐควรเน้นการใช้จ่ายที่มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยและไม่มีหนี้ เนื่องจากจะเกิดการใช้จ่ายเงินทันที และไม่ใช้เพื่อการชำระหนี้
นายเท่าพิภพ กล่าวว่า นอกจากนี้คณะอนุกรรมาธิการศึกษาความคุ้มค่าและประสิทธิผลการส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ มีหน้าที่พิจารณาศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริงเพื่อจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความคุ้มค่าและประสิทธิผลของมาตรการส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิง ในด้านการต่อยอดอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศไทย ต่อเนื่องไปสู่การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เพื่อส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ผู้ส่งออกห่วงสายป่านสภาพคล่องธุรกิจ หากปล่อยส่งออกวูบยาว หวังพณ.-ก.อุตฯผู้นำแก้วิกฤต
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1763278
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่าไตรมาส 4 /2562 ภาคการส่งออกยังไม่มีทิศทางพลิกกลับมาบวกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปกติช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี จะมีคำสั่งซื้อสูงขึ้น แต่ปีนี้ตัวเลขแต่ละเดือนที่ทำไว้ก็ไม่ได้ดีเท่าที่ควร หากช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ ยังทำตัวเลขออกมาไม่แตกต่างจากเดิมหรือยังเป็นตัวเลขเท่าเดิม รวมถึงสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ยังไม่มีการคลายตัว ก็จะทำให้ตัวเลขของปีนี้ติดลบเพิ่มมากขึ้นได้ เพราะตัวเลขของเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ติดลบกว่า 4.5% โดยความจริงแล้ว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี ตัวเลขการส่งออกจะพุ่งขึ้นบ้าง เพราะมีการสั่งซื้อสินค้าตุนไว้ เพื่อเตรียมจำหน่ายในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองในวันหยุดยาวตั้งแต่วันคริสต์มาส กิจกรรมเคาต์ดาวน์ และปีใหม่ แต่ขณะนี้ตัวเลขก็ยังไม่สามารถกระเตื้องขึ้นมาได้เลย รวมถึงตัวเลขการนำเข้าวัตถุดิบ เพื่อมาผลิตสินค้าในประเทศก็ยังอยู่ในโซนติดลบ ซึ่งจะส่งผลกับตัวเลขการส่งออกอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เพราะหากไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบจะเกิดการผลิตสินค้าน้อยลง ทำให้ภาพรวมแนวโน้มการผลิตสินค้าในประเทศก็ไม่ได้ดีจากเดิมมากนัก
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า แนวโน้มปี 2563 หากเทรดวอร์ยังยืดเยื้อต่อไปอีก ในไตรมาส 1/2563 คงจะยังไม่น่าเติบโตได้ดีเท่าที่ควร แต่คาดหวังหากปลายปี 2562 หรือต้นปี 2563 ภาพการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนดีขึ้น โอกาสการส่งออกจะกลับมาดีขึ้นในไตรมาส 2 อาจจะมีความเป็นไปได้ โดยสิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคการส่งออก มองว่าภาครัฐจะต้องมีมาตรการออกมาช่วยผ่อนภาระของผู้ประกอบการ อาทิ การปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) เพราะขณะนี้ต้องมาพูดถึงเรื่องสายป่านของธุรกิจที่สั้นและยาวต่างกันแล้ว เนื่องจากหากใครมีสายป่านที่ยาวกว่ากันก็มีโอกาสรอดจากผลกระทบสูง โดยเฉพาะการถูกผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งกว่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้การช่วยผ่อนปรนในด้านสินเชื่อต่างๆ จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กและกลางอยู่รอดต่อไปได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจที่ส่งสินค้าไปจีน และจีนส่งต่อไปยังสหรัฐฯ เพราะได้รับผลกระทบจากเทรดวอร์โดยตรง ทำให้ต้องหาทางปรับตัวให้ได้ อาทิ การส่งสินค้าไปยังตลาดอื่นทดแทนสัดส่วนที่หายไป หรือการตั้งรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนทั้งจีนและสหรัฐ มายังประเทศ