มาดูข้อดีของความพ่ายแพ้ที่ บูกิตจาลิล เมื่อวานนี้กันบ้างครับ

กระทู้สนทนา
Jim Dale นักแสดง นักแต่งเพลง ชาวอังกฤษ เคยกล่าวไว้ว่า
"You cannot learn anything from success, you only learn from failure." - Jim Dale 
"ความสำเร็จไม่เคยสอนอะไร ความล้มเหลวต่างหากที่ทำให้เราได้เรียนรู้" - จิม เดล

ดังนั้นมันคงจะเป็นการดีไม่น้อย หากเราจะได้มาวิเคราะห์ถึงข้อดีหลายอย่างจากความพ่ายแพ้ที่ บูกิตจาลิล เมื่อวานนี้
ในมุมมองของผม ทันทีที่ประกาศรายชื่อผู้เล่นออกมา ผมก็แปลกใจไม่ต่างจากแฟนบอลทุกท่าน
แต่ก็เช่นเดียวกันครับ เราทุกคนย่อมประเมินทุกอย่างผ่านสายตาของเรา ผ่านแว่นแห่งประสบการณ์ของเรา
ซึ่งบางทีก็อ่อนด้อยเกินกว่าจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพใหญ่ได้ก็เป็นได้ครับ

ผมของเริ่มที่การจัดตัวผู้เล่น ที่แสนจะน่าแปลกใจกันก่อนเลยนะครับ
เมื่อแรกที่เห็นรายชื่อ ผมก็รู้สึกแปลกใจมาก ผมนึกไม่ออกเลยว่า อ.นิชิโนะ เขาคิดอะไรในใจ
ยิ่งผ่านมาถึงช่วงที่ต้องแก้เกมส์ ก็ยิ่งทำให้แปลกใจไปใหญ่ แต่พอจบเกมส์ กลับมานั่งทบทวน
ผมกลับรู้สึกว่าเกมส์นี้ก็มีความคุ้มค่าของมันเหมือนกัน และบางทีมันอาจจะคุ้มจริงๆก็ได้
เวลาเท่านั้นที่จะตัดสินทุกอย่าง

ผมเลยเดาเอาว่า
อ.นิชิโนะ กำลังมองว่า ผู้เล่นไทย ที่มีอยู่ในตอนนี้ เรามีความสมบูรณ์เพียงครึ่งเดียว ซึ่งน้อยเกินไปสำหรับทัวร์นาเม้นต์นี้รึเปล่า
ผมเห็นได้จากเกมส์ที่ บูกิตจาลิลเมื่อวาน และเกมส์กับเวียดนามในบ้าน นัดแรก
เรามีกองหน้า ที่ใช้งานได้อย่างน้อยสองคนแน่ๆ เรามีกลางตัวรุกที่ใช้งานได้ ราวๆ 5 ตัว และมีเพียง ศิวกรที่มีสไตล์ที่แตกต่าง
เรามีกลางตัวรับ สามตัวของเรา แทบจะไม่แตกต่างกันเลย นี่คือสองปัญหาใหญ่ในแดนกลาง
ถ้าผมจะเทียบแบบนี้ ว่า เวียดนามมีกวง ไฮ เป็นเพลย์เมกเกอร์ ที่เล่นในแนวลึกของตนเองได้ดี
มาเลเซียก็มี Syamer Kutty Abba ที่เมื่อวานเล่นในแนวลึกของตนเองได้ดี
คือพวกเขายืนในฝั่งของตนเอง เป็นคนเริ่มบอลทำเกมส์บุกคนแรก ถ้าเทียบได้ก็น่าจะเป็นสไตล์ regista
ในทีมไทยเวลานี้ก็คงเป็น สารัช อยู่เย็น แต่เมื่อ สารัช ไม่สามารถใช้ทักษะส่วนตัวแก้ปัญหาเพื่อทำเกมส์ได้ เราก็เปลี่ยนเกมส์ไม่ได้
นี่คือจุดอ่อนจุดแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อวานนี้ และเป็นจุดอ่อนหนึ่งที่แท้จริง
เช่นเดียวกัน เราก็ได้เห็นอีกว่า พิธิวัตต์ ยังไม่สามารถเล่นแบบ Box to Box ได้ดีนัก ทำให้การปิดสารัชดูจะได้ผลมาก
ซึ่งในยุคนี้กลางรับ ควรจะเล่น Box to Box ได้ดีด้วย ต้องมีความเป็น Dynamo ในตัวอยู่ไม่น้อย
ดังนั้น ตำแหน่งสองคนนี้ ต้องมีคนที่สามสอดแทรกขึ้นมาบ้าง เพื่อสร้างโอกาสเปลี่ยนเกมส์
การมีศิวกรลงมา อาจจะเป็นการลองเพื่อสร้างมิติในเกมส์ได้มากขึ้น ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า ศิวกรทำได้ดีกว่าสารัชรึเปล่า
เพราะจังหวะเกมส์ก็เปลี่ยนไปก่อนหน้าที่เขาจะได้มีโอกาสแสดงความสามารถแล้ว

ส่วนกลางรุกที่มีถึง 5 คนนั้น ก็มีเพียง ศิวกรคนเดียวที่ไม่ใช่แนวกระชากลากเลื้อย ถ้าไม่นับว่าศุภชัย ก็สามารถเล่นกลางได้
เป็นคนเดียวที่เป็นสไตล์กองกลางจริงๆ ทำให้ดูแล้ว ไพ่ที่มีแล้วสามารถเปลี่ยนเกมส์ แก้เกมส์ได้ มีไม่มากเท่าไหร่
เช่นว่า ถ้าเราต้องการโยนใส่คู่แข่งแบบเมื่อวานจริงๆ เราใช้หน้าคู่สองตัวในกรอบเขตโทษ
เราก็จะไม่มีกองกลางที่โยนบอลเข้าไปได้แม่นมากขนาดที่จะกดดันคู่ต่อสู้ได้ และยังสามารถเก็บตกจังหวะต่อมาเพื่อกดดันต่อได้
ซึ่งในมุมตรงนี้ น่าสนใจว่า ศิวกร จะตอบโจทย์ได้แค่ไหน ในวันที่สารัชโดนกดได้แบบนี้

ในแดนหลัง ตอนนี้เรามีแบ๊คซ้ายที่ไว้ใจได้เพียงคนเดียว กับแบ๊คขวาที่เชื่อถือได้เพียงคนเดียว และมีเซนเตอร์ที่แน่นอนเพียงคนเดียว
มันดูน้อยเกินไป เราไม่สามารถปรับเปลี่ยนผู้เล่นเพื่อรับมือกับลักษณะเกมส์รุกที่ได้หลากหลายมากนัก
อย่างในเกมส์ที่เล่นกับมาเลเซีย แบ๊คขวาไทยต้องเจอกับผู้เล่นที่มีความเร็วสูงมาก สองคนพร้อมกัน
ทั้งสองคนสามารถสลับกันไปเล่นริมเส้น และแทรกเข้าในได้เหมือนๆกันอีก ซึ่งรับมือได้ยากมาก
การจะเลือกผู้เล่นลงมารับมือเรื่องนี้ให้เสียเปรียบน้อยที่สุด ไม่ง่ายเลย
ตรงกลาง ถึงแม้ว่าจะมีผู้เล่นในชุดนี้เล่นได้มากมาย แต่ก็มีเพียงสองถึงสามคนที่ใว้ใจได้
ซึ่งการเล่นแผงเกมส์รับ 4 คนนั้น จะใช้เซนเตอร์สองคน ถ้ามีเซนเตอร์ที่ใว้ใจได้เพียงสามคน ก็ดูจะจำกัดมากๆ
แถมทั้งสามคนก็ดูจะมีจุดบอดใกล้ๆกัน ต่างกันที่ใครบอดมากบอดน้อยเท่านั้นเอง ไม่มีคนที่แตกต่างออกไป
ทำให้มีข้อจำกัดในการเลือกใช้งานไปอีก

ดังนั้นในเกมส์นี้ มีการเลือกใช้ผู้เล่นที่แตกต่างอย่างมากมายในเกมส์ ทำให้ได้รู้ว่าใครทำอะไรได้ และไม่ได้
คิดว่า อีก 4 เกมส์ที่เหลือ น่าจะมีทรัพยากรที่สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

ในเกมส์กับมาเลเซีย แม้แผลบางจุดจะชัดมากขึ้น แต่แผลหลายจุดยังถูกปิดไว้
เช่นแผลในแผงเกมส์รับ ซึ่งเกมส์นัดถัดไปที่จะเจอกับเวียดนาม เวียดนามเองจะไม่มีข้อมูลมากนักของแผงรับไทย
เพราะเกมส์นี้เราเปลี่ยนผู้เล่นหลายคนในเกมส์รับ ดังนั้นจะบอกว่าเวียดนามจะเจาะเราแบบที่มาเลเซียเจาะ อาจจะไม่ง่ายนัก
แต่การปิดสารัช ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งปัญหานี้อาจจะถูกแก้ไขก่อนลงเล่นกับเวียดนามไปแล้วก็ได้
ดังนั้นการแพ้มาเลเซีย ก็ไม่ได้ถือว่าเสียหายมากนัก เพราะมาเลเซียยังไม่ใช่ทีมที่แย่งแชมป์กลุ่มได้โดยตรง
และยังเหลือเกมส์ที่มาเลเซียจะเล่นกับเวียดนามในบ้านตนเองอีก

สำหรับไทย เกมส์ที่จะไปเยือนเวียดนามในอีกสี่วันข้างหน้านั้น ถือว่าเป็นการตัดแต้มกันโดยตรง
ประสบการณ์ความพ่ายแพ้ในเกมส์กับมาเลเซียน่าจะทำให้ไทยลดความกดดันลง เพราะแพ้เป็นแล้ว
ในขณะเดียวกันก็ยังได้เห็นการต่อสู้ที่ยังไม่ยอมแพ้ตลอดเวลาในสนาม ยังได้เห็นรูปเกมส์ที่แม้จะตามหลัง
แต่ก็ไม่ได้ลนลานบุก ทุกคนยังมีสมาธิกับเกมส์ตลอด ถือว่าเป็นสิ่งดีๆที่เราได้เห็นจากนักเตะชุดนี้ ในเกมส์ที่ไม่เป็นใจ

ไทยยังเหลือเกมส์อีกสี่เกมส์ เป็นเกมส์เยือนสองนัด คือ เวียดนาม กับยูเออี และเหย้าสองนัดคือ มาเลเซีย กับอินโดฯ
และประตูสำหรับเข้าสู่รอบสามยังคงเปิดกว้างอยู่ครับ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่