คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 12
เจ้าของกระทู้ยังมีความเป็นเด็กน้อยอยู่มากค่ะ
ซึ่งไม่ผิดนะคะ เพราะคุณอายุ 23 เอง
18 ปีในโรงเรียน จบมัธยมมาก็เข้ามหาลัย
4 ปีในมหาลัย ก็โตขึ้น แต่ก็ยังเป็นวัยรุ่นวัยใสอยู่
เรื่องราวในชีวิตส่วนมากก็เป็นเรื่องเรียน เรื่องแฟน เรื่องเพื่อน เที่ยว ช้อปปิ้งตามประสา แค่นี้
คิดเรื่องหลังเรียนจบบ้าง ส่วนแฟนคุณจะ 30 แล้ว
คือเป็นผู้ใหญ่แล้วค่ะ ความห่างระหว่างวัยค่อนข้างประมาณนึง
สิ่งที่คุณยังไม่มี คือ คุณยังไม่ได้สัมผัสกับเรื่องที่ว่าคนเราต้องดิ้นรน ต้องเริ่มสร้างฐานะ ต้องรีบสร้างความเจริญก้าวหน้า คุณยังรู้สึกว่า ฉันเพิ่งเรียนจบเองนะ! ฉันยังไม่ได้ใช้ชีวิตเลย! ฉันยังอยากเที่ยวอยากลัลลาอยู่เลย
ฉันมีแฟนและอยากไปลอยกระทงกับแฟนด้วย!
พี่พูดถูกมั้ยคะ คุณไม่ผิดที่คุณง้องแง้งนะ
ไว้ลองคุณอายุซัก 33 ปี
แล้วกลับมาอ่านกระทู้นี้อีกที
คุณจะรู้สึกว่าตัวเองในตอนนั้นเป็นเด็กน้อยมาก
งอนแฟนกับแค่เรื่องลอยกระทง
แฟนคุณน่ะ เผลอๆที่ไม่ไปลอยกระทงด้วย
คือตั้งใจจะพูดกับคุณเรื่องนี้แหละ
จากรูปไลน์ที่คุณแคปมา รัวมาเป็นปืนกลขนาดนั้น
ดูทรงแล้วคงอยากพูดเปิดใจมานานแล้ว
คือเค้ามีความตั้งใจมากที่จะบอกว่า
แฟนฉัน โตซักทีนะ โตแบบโตจริงๆอะ
ไม่ใช่แค่อายุที่เพิ่มขึ้น
ถ้าเธอเป็นน้องสาวพี่นะ
พี่ชอบคนแบบแฟนเธอมาก
เขาดูจริงใจดี ไม่ได้มาคบเล่นๆหวังฟันหรือแค่สนุกๆ
ดูเขาอยากเปิดตัวเธอกับที่บ้านมาก
ซึ่งมันแปลว่าเขาคิดถึงอนาคตมากๆ
ซึ่งเขาก็ไม่ได้พูดแย่ๆลบๆเลยแม้แต่น้อย
เขาพูดความจริงมากเลยนะ
เขาอยากให้เธอพัฒนาตัวเอง ซึ่งเขาไม่ได้อาย
แต่เพื่อที่เขาอยากจะเปิดตัวกับเธอในวันที่เธอพร้อมทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ หน้าที่การงาน อายุ
ไปเปิดตัวกับที่บ้าน เพื่อให้พ่อแม่เขา พี่น้องเขา
ไม่มองหาข้อติได้เจอ แบบ เออ คนนี้ก็ดีนะ โอเค
อะไรแบบนี้
ซึ่งคำว่าดี โอเค นี่ก็ไม่ทราบนะ
ว่าครอบครัวหรือตัวเขาคาดหวังประมาณไหน
แต่ก็น่าจะมากกว่าสิ่งที่เธอมีในวันนี้ ถูกมั้ย
สิ่งที่พี่อยากจะแนะนำเธอ ด้วยความหวังดีคือ
น้องรักผู้ชายคนนี้มากใช่ป่าว
แต่น้องจงจำคำพูดพี่นะ น้องต้องรักตัวเองให้มากกว่า ต้องเห็นคุณค่าของตัวเองให้มากกว่า
ต้องคิดพัฒนาตัวเอง เพื่อตัวเองนะ
อย่าทำอะไรดีๆแต่เพื่อเขา
ให้ทำเพื่อตัวเองเป็นหลัก
เอาเท่าที่ทำได้ดี ทำได้ไหว (แต่ก็ต้องพยายามสุดๆ) นะ
ถ้าน้องทำได้ วันนั้นน้องจะมีชีวิตที่ดี
จะมีหน้าที่การที่ดี แม้ว่าจะได้แต่งงานร่วมอนาคตกับผู้ชายคนนี้หรือไม่
ถ้าได้ น้องก็ได้อยู่ร่วมกันไปกับคนที่ตัวเองรัก
ถ้าไม่ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม น้องก็ยังมีชีวิตของตัวเอง"ที่ดี"เป็นพื้นฐาน
ซึ่งพี่ก็ไม่ทราบว่า ทุกสิ่งที่น้องจะพยายามทำ
จะทำให้น้องเหมาะสมกับเขามั้ย
แต่ถ้าเรามีความเจริญก้าวหน้าดีแล้ว
พัฒนาแล้ว เติบโตแล้ว พี่เชื่อว่าในอนาคตจะมีคนที่เหมาะสมกับน้องแน่นอน
และการที่น้องพัฒนาตัวเองแบบสุดๆ
อาจจะมีคนที่หล่อ รวย ดี กว่าแฟนปัจจุบันมาจีบเพิ่มก็ได้ ใครจะไปรู้ เพราะฉะนั้นจงอย่าลืมว่า
อย่าทำดีเพื่อให้ผู้ชายคนนึงมารัก
แต่จงทำดีจงก้าวหน้า เพื่อตัวเราเองนี่แหละ
แล้วจุดที่เรายืนในวันนั้น มันจะดึงดูดแต่สิ่งดีๆและคนดีๆเข้ามาเอง น้องจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ
หน้าที่การงานน้องก็จะดี น้องจะพึ่งตัวเองได้ดี
และได้ผู้ชายก็ดีด้วย คุ้มมมมม
ซึ่งไม่ผิดนะคะ เพราะคุณอายุ 23 เอง
18 ปีในโรงเรียน จบมัธยมมาก็เข้ามหาลัย
4 ปีในมหาลัย ก็โตขึ้น แต่ก็ยังเป็นวัยรุ่นวัยใสอยู่
เรื่องราวในชีวิตส่วนมากก็เป็นเรื่องเรียน เรื่องแฟน เรื่องเพื่อน เที่ยว ช้อปปิ้งตามประสา แค่นี้
คิดเรื่องหลังเรียนจบบ้าง ส่วนแฟนคุณจะ 30 แล้ว
คือเป็นผู้ใหญ่แล้วค่ะ ความห่างระหว่างวัยค่อนข้างประมาณนึง
สิ่งที่คุณยังไม่มี คือ คุณยังไม่ได้สัมผัสกับเรื่องที่ว่าคนเราต้องดิ้นรน ต้องเริ่มสร้างฐานะ ต้องรีบสร้างความเจริญก้าวหน้า คุณยังรู้สึกว่า ฉันเพิ่งเรียนจบเองนะ! ฉันยังไม่ได้ใช้ชีวิตเลย! ฉันยังอยากเที่ยวอยากลัลลาอยู่เลย
ฉันมีแฟนและอยากไปลอยกระทงกับแฟนด้วย!
พี่พูดถูกมั้ยคะ คุณไม่ผิดที่คุณง้องแง้งนะ
ไว้ลองคุณอายุซัก 33 ปี
แล้วกลับมาอ่านกระทู้นี้อีกที
คุณจะรู้สึกว่าตัวเองในตอนนั้นเป็นเด็กน้อยมาก
งอนแฟนกับแค่เรื่องลอยกระทง
แฟนคุณน่ะ เผลอๆที่ไม่ไปลอยกระทงด้วย
คือตั้งใจจะพูดกับคุณเรื่องนี้แหละ
จากรูปไลน์ที่คุณแคปมา รัวมาเป็นปืนกลขนาดนั้น
ดูทรงแล้วคงอยากพูดเปิดใจมานานแล้ว
คือเค้ามีความตั้งใจมากที่จะบอกว่า
แฟนฉัน โตซักทีนะ โตแบบโตจริงๆอะ
ไม่ใช่แค่อายุที่เพิ่มขึ้น
ถ้าเธอเป็นน้องสาวพี่นะ
พี่ชอบคนแบบแฟนเธอมาก
เขาดูจริงใจดี ไม่ได้มาคบเล่นๆหวังฟันหรือแค่สนุกๆ
ดูเขาอยากเปิดตัวเธอกับที่บ้านมาก
ซึ่งมันแปลว่าเขาคิดถึงอนาคตมากๆ
ซึ่งเขาก็ไม่ได้พูดแย่ๆลบๆเลยแม้แต่น้อย
เขาพูดความจริงมากเลยนะ
เขาอยากให้เธอพัฒนาตัวเอง ซึ่งเขาไม่ได้อาย
แต่เพื่อที่เขาอยากจะเปิดตัวกับเธอในวันที่เธอพร้อมทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ หน้าที่การงาน อายุ
ไปเปิดตัวกับที่บ้าน เพื่อให้พ่อแม่เขา พี่น้องเขา
ไม่มองหาข้อติได้เจอ แบบ เออ คนนี้ก็ดีนะ โอเค
อะไรแบบนี้
ซึ่งคำว่าดี โอเค นี่ก็ไม่ทราบนะ
ว่าครอบครัวหรือตัวเขาคาดหวังประมาณไหน
แต่ก็น่าจะมากกว่าสิ่งที่เธอมีในวันนี้ ถูกมั้ย
สิ่งที่พี่อยากจะแนะนำเธอ ด้วยความหวังดีคือ
น้องรักผู้ชายคนนี้มากใช่ป่าว
แต่น้องจงจำคำพูดพี่นะ น้องต้องรักตัวเองให้มากกว่า ต้องเห็นคุณค่าของตัวเองให้มากกว่า
ต้องคิดพัฒนาตัวเอง เพื่อตัวเองนะ
อย่าทำอะไรดีๆแต่เพื่อเขา
ให้ทำเพื่อตัวเองเป็นหลัก
เอาเท่าที่ทำได้ดี ทำได้ไหว (แต่ก็ต้องพยายามสุดๆ) นะ
ถ้าน้องทำได้ วันนั้นน้องจะมีชีวิตที่ดี
จะมีหน้าที่การที่ดี แม้ว่าจะได้แต่งงานร่วมอนาคตกับผู้ชายคนนี้หรือไม่
ถ้าได้ น้องก็ได้อยู่ร่วมกันไปกับคนที่ตัวเองรัก
ถ้าไม่ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม น้องก็ยังมีชีวิตของตัวเอง"ที่ดี"เป็นพื้นฐาน
ซึ่งพี่ก็ไม่ทราบว่า ทุกสิ่งที่น้องจะพยายามทำ
จะทำให้น้องเหมาะสมกับเขามั้ย
แต่ถ้าเรามีความเจริญก้าวหน้าดีแล้ว
พัฒนาแล้ว เติบโตแล้ว พี่เชื่อว่าในอนาคตจะมีคนที่เหมาะสมกับน้องแน่นอน
และการที่น้องพัฒนาตัวเองแบบสุดๆ
อาจจะมีคนที่หล่อ รวย ดี กว่าแฟนปัจจุบันมาจีบเพิ่มก็ได้ ใครจะไปรู้ เพราะฉะนั้นจงอย่าลืมว่า
อย่าทำดีเพื่อให้ผู้ชายคนนึงมารัก
แต่จงทำดีจงก้าวหน้า เพื่อตัวเราเองนี่แหละ
แล้วจุดที่เรายืนในวันนั้น มันจะดึงดูดแต่สิ่งดีๆและคนดีๆเข้ามาเอง น้องจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ
หน้าที่การงานน้องก็จะดี น้องจะพึ่งตัวเองได้ดี
และได้ผู้ชายก็ดีด้วย คุ้มมมมม
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
ถ้าคุณจะคบกับเขาจริงๆคุณก็ควรจะหาทางก้าวหน้าค่ะ คนเรารักกันอยู่ที่คนสองคนแต่ถ้าจะแต่งงานกันอยู่ที่ 2 ครอบครัวและสังคมรอบข้าง
ตัวเขาก็ดูจริงจังกับคุณ ส่วนคุณก็ตามประสาเด็กจบใหม่เนอะ ยังไม่ค่อยต้องรับผิดชอบอะไรก็มองชีวิตบนทุ่งลาเวนเดอร์ จบมาไม่ได้ทำงาน 3 เดือนก็ไม่เดือดร้อน เรียนภาษาจบไม่อยากสอบก็ไม่สอบ
จริงๆเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าคุณจะเรื่อยๆของคุณไป แต่มันแปลกตรงที่ คบแค่ 1 ปี อยากเรียกร้องความชัดเจนกับครอบครัวเขา แต่พอเขาบอกว่าพยายามสร้างโปรไฟล์ที่ดีหน่อยเวลาเปิดตัวจะได้ดูดี ก็กลับมานอยด์โน่นนี่นั่น อ่านแล้วเรารู้สึกว่าเวลากดดันคนอื่นรู้สึกเป็นเรื่องปกติแต่พอโดนกดดันบ้างกลายเป็นประเด็นปัญหา
ถ้าคุณอยากอยู่แบบชิวๆก็บอกเขาว่ายังไม่ต้องเปิดตัวกับครอบครัวเขาหรอก ขอใช้ชีวิตวัยรุ่นให้คุ้มก่อน อนาคตจะยังไงค่อยว่ากันมันก็แฟร์ดี
คนเราถ้าอยากมีครอบครัวที่ดี อย่าคาดหวังความสุขสบายไม่กดดัน อยากได้ก็ต้องหาไม่ใช่รอฟ้าประทาน เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะด้อยกว่าก็พยายามทำหน้าที่การงานของตัวเองให้ดีเพื่อทัดเทียม มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ถ้าไม่ชอบความพยายามก็คบคนที่โปรไฟล์ใกล้กันก็สบายใจดี
ตัวเขาก็ดูจริงจังกับคุณ ส่วนคุณก็ตามประสาเด็กจบใหม่เนอะ ยังไม่ค่อยต้องรับผิดชอบอะไรก็มองชีวิตบนทุ่งลาเวนเดอร์ จบมาไม่ได้ทำงาน 3 เดือนก็ไม่เดือดร้อน เรียนภาษาจบไม่อยากสอบก็ไม่สอบ
จริงๆเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าคุณจะเรื่อยๆของคุณไป แต่มันแปลกตรงที่ คบแค่ 1 ปี อยากเรียกร้องความชัดเจนกับครอบครัวเขา แต่พอเขาบอกว่าพยายามสร้างโปรไฟล์ที่ดีหน่อยเวลาเปิดตัวจะได้ดูดี ก็กลับมานอยด์โน่นนี่นั่น อ่านแล้วเรารู้สึกว่าเวลากดดันคนอื่นรู้สึกเป็นเรื่องปกติแต่พอโดนกดดันบ้างกลายเป็นประเด็นปัญหา
ถ้าคุณอยากอยู่แบบชิวๆก็บอกเขาว่ายังไม่ต้องเปิดตัวกับครอบครัวเขาหรอก ขอใช้ชีวิตวัยรุ่นให้คุ้มก่อน อนาคตจะยังไงค่อยว่ากันมันก็แฟร์ดี
คนเราถ้าอยากมีครอบครัวที่ดี อย่าคาดหวังความสุขสบายไม่กดดัน อยากได้ก็ต้องหาไม่ใช่รอฟ้าประทาน เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะด้อยกว่าก็พยายามทำหน้าที่การงานของตัวเองให้ดีเพื่อทัดเทียม มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ถ้าไม่ชอบความพยายามก็คบคนที่โปรไฟล์ใกล้กันก็สบายใจดี
แสดงความคิดเห็น
ไปต่อหรือพอแค่นี้ ?เมื่อครอบครัวแฟนทำให้เรารู้สึกกดดัน ด้วยเรื่องหน้าที่การงาน ฐานะ สังคม
คือเรากับแฟนคบกันได้1ปีแล้วแล้วค่ะ เริ่มเลยคือเราได้ไปฝึกงานที่สำนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งค่ะ และเค้าก็ทำงานที่นั่นเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักกันค่ะ พอเริ่มฝึกได้1เดือนเราต้องไปช่วยงานแต่งงานของลูกสาวผู้บริหารระดับสูงของที่เราฝึกงานอ่ะค่ะ วันที่เราไปช่วยงานเราได้เจอกับเขาแล้วเพิ่งได้รู้ว่าเขาคือลูกชายของผู้บริหารคนนี้ละก็คือน้องชายของเจ้าของงานแต่งที่เรามาช่วย... พอเสร็จงานทั้งเราและเค้าก็เหมือนรู้สึกมีซัมติงกันอยู่ ละเราก็แอดfacebookเค้าไปคืนนั้นตั้งแต่นั้นมาเราก็คุยกันมาตลอด มีเพื่อนสนิทเราที่รู้ พอหลังๆมาใกล้จะฝึกงานจบก็มีพี่ๆกับเจ้านายที่เป็นลูกน้องของแม่เค้ารู้เรื่องก็ตกใจกันใหญ่เพราะไม่คิดว่าแฟนเราจะมาชอบเรา ทั้งๆที่เราเป็นแค่เด็กฝึกงาน ส่วนเค้าอยู่สูงเกินไปสำหรับเรา แต่พี่ที่ทำงานและเจ้านายเราเค้าก็สนับสนุนนะไม่ได้ว่าเตือนอะไร แค่บอกให้เราทำตัวดีๆเป็นเด็กดีก็พอ เราก็ทำตามตลอดเวลาที่เราฝึกงานเราไม่เคยทำตัวไม่ดีเลย วางตัวดีมาตลอด ไม่เคยนัดเจอกันที่ทำงาน ไม่เคยแตะต้องตัวกันเลย แต่พอเสาร์-อาทิตย์ ก็มีนัดกันไปกินข้าวดูหนังปกติ แฟนเราเป็นคนไม่ติดโซเชียลเลยไม่โพสเฟส ไม่โพสไอจี มา3ปีได้ เค้าไม่ยึดติดกับโซเชียลซักอย่าง แฟนเราเป็นคนหน้าตาดี การศึกษาดีมาก คือเกือบเฟอร์เฟคในระดับหนึ่งซึ่งที่ทำงานก็มีผญ มาชอบเค้าเยอะมาก มีแต่คนอยากรู้ว่าเค้าคบกับใคร พอเค้ามารู้ว่ากำลังคบกับเราซึ่งเป็นเด็กฝึกงาน ก็ไม่ค่อยชอบกันก็มีนินทาบ้าง แต่เราไม่ได้สนใจอะไรเพราะเดี๋ยวก็ฝึกงานเสร็จแล้ว พอฝึกงานเสร็จเราก็ได้เจอกันมากขึ้น ได้ไปไหนมาไหนกันมากขึ้น ได้ทำความรู้จักกันมากกว่าเดิม เค้าเป็นคนดีนะ เค้าไม่เจ้าชู้เลย ให้เกียรติเรา มีความคิดเป็นผู้ใหญ่อยู่กับเค้าแล้วเรามีความสุขมากไม่ต้องคอยห่วงว่าเค้าจะนอกใจเลย เพราะมีอะไรเราก็คุยกันตลอด มีผญ ที่ทำงานทักไลน์หาเค้า เค้าก็บอกเราแคบให้ดูนะ ว่าคนนี้ทักมาแบบนี้นะ เค้าก็ตอบตามมารยาท ทำให้เราสบายใจในเรื่องนี้ไปเลย
พอหลังฝึกงานเสร็จเราก็จบมหาลัยพอดี เราก็ยังไม่หางานทำ อยู่เฉยๆมาเกือบ3เดือนระหว่างนั้นเราก็เรียนภาษาไปด้วยเพื่อจะไปสอบโทอิค เพราะความฝันเราอยากเป็นแอร์โฮสเตส ตอนนั้นเราก็หางานไปด้วย ไปสัมภาษณ์มาบ้าง แต่ยังไม่ตกลงทำที่ไหน เค้าก็บอกให้เราอ่านหนังสือเยอะๆสอนเราต่างๆ พอเราเรียนภาษาเสร็จเราก็ยังไม่ไปสอบเพราะขี้เกรียจ เป็นแบบนี้อยู่ซักพักนึงเค้าก็ถามเราว่าจะเอายังไงต่อทจะอยู่ที่ไหน ทำงานอะไร เหมือนเค้ากำลังถามเรื่องอนาคตเราซึ่งเราเองก็ยังไม่รู้กับอนาคตตัวเอง เค้าบอกให้เรารีบไปสอบโทอิค เรายังไม่พร้อมก็เลยยังไม่ไป ที่เราคบกันครอบครัวเค้ายังไม่มีใครรู้เลย มีแต่พี่ๆที่ทำงานละเพื่อนเค้าบางคน เพราะเค้าไม่เคยเปิดเผยเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เวลามีคนมาถามว่าคบกันหรอก็ตอบแบบสั่นๆว่าครับแค่นั้น ส่วนเราขัดเจนกับเค้ามากนะไปเที่ยวไหนก็แท็กสตอรี่กับเค้า ลงรูปในไอจีแท็กหาเค้าตลอด แต่ไม่เคยลงเฟสนะ มีวันนึงเราเอาโทรศัพท์เค้ามาเล่นไอจีเค้านั่นแหล่ะแล้วเอารูปเรากับเค้าลงสตอรี่ เราอยากให้เค้าลงอะไรแบบนี้บ้าง ให้เหมือนว่าเราเป็นแฟนกันนะ คนอื่นจะได้รู้ จะได้ไม่ทักมาหาอีก เราลงแค่เค้าไม่รู้จนมีญาติผู้ใหญ่เค้าซึ่งมีตำแหน่งใหญ่เหมือนกันมาเห็น ก็ทักมาหาเค้าถามเราเป็นใคร ทำงานอะไร บ้านอยู่ที่ไหน บลาๆ ซึ่งเคเาก็บอกเราดีๆว่าทีหลังอย่าถามแบบนี้อีกนะ เพราะผู้ใหญ่มองเราไม่ดี เค้าจะมองว่าเราพยายามอยากได้หลานเค้ามากไปรึป่าว ? เราก็คิดนะว่าเออก็จริงของเค้า เราคงพยายามมากไป ตั้งแต่วันนั้นมาเราก็ไม่ทำแบบนั้นอีกเลย เพราะเราก็รู้สึกว่าตอนนั้นตัวเองยังไม่มีความพร้อมอะไรเลย งานก็ยังไม่ได้ทำ รถก็ยังไม่มี จะเอาอะไรไปเหมาะสมกับเค้าล่ะ? พอเราได้งานทำเป็นงานออฟฟิศของบริษัทแห่งหนึ่ง เราเพิ่งทำได้2อาทิตย์ เค้าก็ถามว่าเหนื่อยมั้ย ถามปกติทั่วไป จนลอยกระทงที่ผ่านมาเรานัดกันแล้วว่าจะไปลอยกระทงด้วยกันพอวันที่จะไปลอยจริงๆเค้าบอกเราว่าไม่ไปได้มั้ย วันนี้เค้าเหนื่อย ฝุ่นเยอะ คนก็เยอะ เค้าอยากพัก เราก็น้อยใจเสียใจตามประสา ร้องไห้ฟูมฟายว่าเค้าทำไมไม่รักษาสัญญาจากนั้นเราก็ดราม่าใส่เค้าว่าเค้าไม่ค่อยมีเวลาให้เราเลย ไม่เคยแคร์ความรู้สึกกัน บลาๆ เค้าก็บอกว่ามันก็แค่วันๆหนึ่งนะ เธอจะไปยึดติดกับมันทำไม นี่ก็เถียงว่าปีนึงมันมีแค่ครั้งเดียวนะ เราก็อยากลอยกับเค้า แต่เค้าก็ยืนยันคำเดิมว่าไม่ไปเค้าอยากพัก เราก็โกรธ เลยพาลหาเรื่องเค้าว่าอายใช่มั้ยที่มาคบกับเรา เทอกลัวพ่อแม่เทอรู้เหรอ?? เค้าก็ปฏิเสธ ว่ามันไม่ใช่แบบนั้น ‘’เค้าบอกเราว่าเราคิดแต่ปัจจุบันไม่คิดถึงผลกระทบที่ตามมาจะเป็นยังไง คนอื่นจะมองยังไง ‘’ เค้าก็อยากให้เราไปสอบโทอิค เพื่อจะให้ไปสอบแอร์ จะได้มีการงานที่มั่นคงละกล้าบอกกับครอบครัวเค้าว่าคบกับเราอยู่ เพราะครอบครัวเค้าคือเรียนจบสูงกันหมดพ่อแม่จบด็อกเตอร์มีตำแหน่งใหญ่โตทั้งคู่ พี่สาวก็เป็นหมอ น้องชายก็เป็นนักบิน คือถ้าเราจะไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเค้าเราก็ต้องมีโปรไฟล์ที่ดีในระดับหนึ่งเหมือนกัน คือตอนนี้เครียดมากเลยค่ะมันเหมือนโดนกดดันมาก คือเราเพิ่งได้งานไงถึงมันจะไม่มีหน้ามีหน้าแต่เราก็สบายใจกับที่นี้ เราโอเคกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ แฟนเราเค้าก็หวังดีกับเรานะคะอยากให้เรามีหน้าที่การงานที่ดีกว่านี้มั่นคงกว่านี้ จะได้ไม่มีใครมาดูถูกเรา แต่เรากดดันค่ะที่จะต้องทำเพื่อครอบครัวให้เค้ายอมรับมันเหนื่อยนะ เพราะไม่ใช่เรื่องหน้าที่การงานเรื่องเดียว สังคมเค้าด้วย ญาติเค้าอีก เพราะเค้ามีฐานะในระดับหนึ่งส่วนเราเป็นแค่เด็กเพิ่งจบใหม่เอง เราห่างกับแฟน6ปีค่ะ. เรา23 เค้า 29 เค้าบอกเค้าจริงจังกับเรานะ เค้าอยากให้เราจะทำอะไรให้นึกถึงอนาคตเยอะๆนึกถึงผลที่จะตามมา แต่เรานึกถึงแค่ปัจจุบัน เราแค่คิดว่าเราอยากทำปัจจุบันให้ดีที่สุด มีความสุขกับเค้าในทุกวันๆ แต่เค้ามองมสกกว่านั้นค่ะ เค้าบอกมันยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะบอกครอบครัวเค้า คือตอนนี้เค้ารอเรามีการงานที่มั่นคงกว่านี้เค้าถึงจะกล้าบอกทุกคนครอบครัวเค้าญาติเค้าว่าเราคบกัน ตอนนี้เราน้อยใจมากเลยค่ะ กดดันมากๆด้วยจะเอายังไงต่อดี จะไปต่อก็ต้องรับแรงกดดันนี้ให้ได้ (เค้าเคยบอกว่าสู้ๆไปด้วยกันนะ) หรือพอแค่นี้แล้วหาคนที่ยอมรับกับสิ่งที่เราเป็นดีกว่า ทุกวันนี้เลิกงานไปก็ไปคิดมานั่งร้องไห้คนเดียวเกือบทุกวันค่ะ ไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟังเลย กลัวแม่จะเอาไปคิดมากละให้เลิกกันเพราะแม่เคยเตือนเราแล้วว่ามันต่างกัน บางทีก็คิดว่าเราคงไม่เหมาะกับเค้า หรือยอมเดินออกมาให้เค้าไปเจอคนที่ดีที่พร้อมทุกอย่างดีกว่า แต่เราไม่อยากเสียเค้าไปเลย เรารักเค้ามากๆแค่เราก็ไม่อยากกดดันตัวเองเลยค่ะ😔😥