อายุ 23 อยากจะบอกพ่อแม่ว่ามีแฟน แต่แฟนเป็นอิสลาม ซึ่งพ่อกับแม่ไม่ชอบอิสลามมากๆ

กระทู้สนทนา
ขอเกริ่นความก่อนนะคะ...

เรากับแฟน รู้จักกันมานานมาก ตั้งแต่เรายังอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแฟนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ณ ตอนนั้น ก็มีการพูดคุยกันบ้าง ตามประสาของเด็กๆ และเมื่อแฟนจบจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ได้ไปเรียนต่อต่างจังหวัด เราสองคนก็ยังคุยๆกันอยู่ จนกระทั่งแฟนได้ทุน AFS ไปเมกา ช่วงนั้นจึงแยกจากกัน เพราะตัวแฟนเองก็ยุ่ง ส่วนตัวเราเองก็ยังเด็กน้อย ซึ่งแฟนบอกว่าเรายังมีโอกาสเจอคนอื่นๆที่จะเข้ามาดูแลเราได้อีกในช่วงระหว่างที่เขาไม่อยู่ หลังจากแฟนบินไปเมกาก็ขาดการติดต่อกัน ตัวเราเองเติบโตขึ้น ย้ายไปเรียนต่างจังหวัด ในใจก็ยังรอแฟนกลับมา เวลาผ่านไปหนึ่งปีเต็มๆ แฟนกลับมาไทย และเริ่มหาทางติดต่อเรา ซึ่งก็ได้นัดกับไปทานข้าว ไปนั่งรถเล่น ตอนนั้นเราอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ส่วนแฟนเข้ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพแล้ว เมื่อถึงเวลามหาลัยเปิด แฟนก็ต้องขึ้นไปกรุงเทพ เขาก็พูดคำเดิมกับเราเลยค่ะว่าเขาไม่อยากให้เราต้องผูกติดอยู่กับตัวเขาเอง เพราะเรายังเด็ก และมีโอกาสเจอคนอีกมากมาย เขาบอกว่า ถ้าเราเจอใครคนใหม่  คนที่สามารถดูแลเราได้ ให้บอกเขาตรงๆ เขาจะยินดีมาก เราก็แบบอ้อ โอเค ยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดีว่าเสียใจ และน้อยใจ แต่ก็เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อถึงเรา หลังจากนั้นผ่านไปประมาณ 3 อาทิตย์ เราก็เปิดเข้าเช็ค facebook ตามปกติ แต่สิ่งที่ทำให้เราตกใจคือแฟนเราตั้งคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นรุ่นพี่เราที่โรงเรียนเก่าสมัยมอต้น ตอนนั้นตกใจ และเสียใจ ด้วยความเป็นเด็กตอนนั้นคือบล็อคเบอร์เขาเลยค่ะ 555 บล็อค facebook บล็อคไลน์ ทุกทาง แฟนก็พยายามติดต่อมากนะคะ ใช้เบอร์แม่ของตัวเองติดต่อมา เรารับสายเพราะเราไม่คิดว่าเป็นเขา แฟนก็พูดคำแรกเลยว่า 'ขอโทษที่ไม่ได้บอก' ในใจตอนนั้นแบบแม่งง โคตรพัง 555 บล็อคอีกค่ะ เห็นเบอร์แปลกก็ไม่รับอีกเลย
ผ่านมาหลายปีพอเราเริ่มรู้สึกตัวได้ว่าเราควร move on เราก็มีแฟนใหม่ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราขึ้นปีสอง ก่อนวันสิ้นปี 60 มีเบอร์แปลกโทรเข้ามา ณ ตอนนั้นคือรับทำงานเป็นสตาฟบ้าง พีซีบ้าง เลยนึกว่าคนที่โทรมาจะต้องเป็นพี่ๆที่จะติดต่อเรื่องงานแน่ๆ แต่มันไม่ใช่... มันคือแฟนเรา.. เนื้อหาที่พูดคุยก็ประมาณนี้

เขา: นี่พี่ X นะครับ จำได้ไหม
เรา: เอ่อ... (ตอนนั้นเงิบ-แบบ-จริงๆ ไม่คิดไม่ฝันว่าเขาจะโทรมา)
เขา: ยังใช้เบอร์เดิมอยู่เลยนะ..
เรา: สวัสดีค่ะ สบายดีนะคะ (ตอนนั้นคือถามไปตามมารยาทที่เขาเป็นรุ่นพี่ของเรา)
เขา: สบายดีครับ แล้วเราละ?
เรา: สบายดีค่ะ...
เขา: พี่โทรมาเพราะจะสิ้นปีนี้แล้ว พี่จะโทรมาขอโทษกับทุกสิ่งที่อย่างที่พี่ทำให้เราเสียใจ เราให้อภัยพี่ได้ไหม?
เรา: ค่ะ แอ้มลืมไปหมดแล้ว (ในใจคือร้องไห้ดังมาก อย่ามาทำน้ำเสียงอ่อนโยนแบบนี้นะ!)
เขา: ขอบคุณนะครับ

หลังจากวางสายไป เราก็นึกว่าเขาจะไม่โทรมาอีก แต่สิ่งที่เห็นคือข้อความ ข้อความแรกเลยคือเขาทิ้งไอดีไลน์เอาไว้ บอกให้เราแอดไปหน่อย อีนี่ก็ใจแข็งจ้า ไม่แอดหรอก เสียเวลาชีวิต แต่อีนี่ดันโง่ ผูกเบอร์ไว้กับไลน์ ผลปรากฏคือไลน์เขาเด้งมาก เพราะเขาเซฟเบอร์โทรศัพท์เรา 555 หลังจากนั้นก็คุยกันมาเรื่อย ๆ ค่ะ เราก็พอทราบมาว่าเขาเลิกกับแฟนคนนั้นได้มาสักระยะนึงแล้ว เพราะผู้หญิงแอบไปมีอะไรกับผู้ชายคนอื่น (ได้ยินแล้วแอบสมน้ำหน้า555) สรุป.. ด้วยความที่แฟนเป็นคนน่ารัก สุภาพบุรุษ และดูแลเราดีมากๆ เสมอต้นเสมอปลาย เราเลยตัดสินใจคบเขา เพราะเราคิดว่า ณ ตอนนั้น ต่างคนอาจจะยังเด็กกันเกินไป แต่ตอนนี้ต่างคนก็ต่างโตขึ้น มันอาจจะเวิร์คก็ได้ ตอนนี้ก็คบกับแฟนมาได้ 3 ปีแล้วค่ะ มีทะเลาะกันบ้าง งอแงกันบ้าง แต่ก็พยายามปรับตัวเข้าหากันตลอด

อีกเรื่องนึงที่จะเพิ่มเติมค่ะ แฟนเราเป็นอิสลามครึ่ง พุทธครึ่ง คือฝั่งพ่อเขาจะเป็นอิสลาม ฝั่งแม่ที่อยู่กรุงเทพของเขาจะเป็นพุทธ เพราะฉะนั้นเวลาเขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เขาจะทำตัวแบบคนไทยพุทธทั่วไปเลย คือทานหมู ไปวัด ทำบุญกับญาติๆ เราก็เคยถามเขาว่าแบบนี้มันไม่บาปเหรอ เขาบอกว่า แค่เราทำดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่คิดร้ายกับคนอื่น ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา ทำให้ระหว่างที่เราคบกันมันไม่เคยเกิดปัญหาเรื่องการไปวัดทำบุญ หรือการรับประทานอาหารเลยค่ะ

เรื่องพ่อกับแม่เรา...

ขอเริ่มต้นด้วยสาเหตุที่ทำให้พ่อกับแม่เกิดอคติที่ไม่ดีกับอิสลามนะคะ มีวันนึงที่เป็นวันงานศพของคนครัว (เป็นคนครัวที่คอยทำอาหารและดูแลเด็กๆในโรงเรียนประถมศึกษา) ด้วยความที่คุณแม่เป็นครู ก็ได้นำนักเรียนไปที่งานศพ และให้นักเรียนไปยืนหน้าที่เคารพศพ โดยไม่ได้จุดธูปนะคะ แค่ให้ไปยืนสงบนิ่ง เพื่อที่จะไว้อาลัยให้กับการจากไปของเขา หลังจากนั้นประมาณสองสามวัน เริ่มมีผู้ปกครองเข้ามาหาผอ. บอกว่าแม่เราทำอย่างนี้ๆๆๆ ใส่สีตีไข่ บอกว่าแม่เราให้นักเรียนจุดธูปไหว้ศพ ปากคนอ่ะค่ะ พูดต่อกันไปเรื่อยๆ จนชาวบ้านในหมู่บ้านรู้และเกิดความไม่พอใจ จึงมีการตั้งกลุ่มออกมาประท้วงที่โรงเรียนขับไล่แม่ให้ลาออก เรื่องถึงหูคุรุสภา และนักข่าว (จำได้ว่าออกข่าวลงหนังสือพิมพ์ด้วย) จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แต่... เพื่อลดปัญหาการเกิดความรุนแรง เบื้องบนได้สั่งให้มีคำสั่งให้แม่ย้ายออกภายใน 24 ชม. ตอนนั้นทุกคนรู้ข่าวก็ช็อคมาก แม่ก็ร้องไห้ คือแม่เป็นครูที่โรงเรียนนี้มาหลายๆๆปี และคอยทำผลงานให้โรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง (ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะโดนผอ.ชุปมือเปิดอ้างเป็นผลงานตัวเอง) สุดท้ายแม่ก็ย้ายออกค่ะ ขณะนั้นก็มีการตั้งข้อกล่าวหาแม่เพิ่มเติม เช่น พาเด็กไปแข่งขัน แล้วสั่งข้าวที่มีส่วนผสมของหมูให้เด็กทาน ซึ่งอันนี้เราได้ไปเป็นพยานให้กับแม่ว่า ณ ตอนนั้น เราไปด้วยกัน และครูที่ดูแลเรื่องอาหารการกินไม่ใช่แม่ แต่เป็นครูอีกท่านนึงที่เป็นครูอิสลาม ซึ่งครูอิสลามท่านนั้นไม่ได้ออกมาให้การกับคณะกรรมการเลย เป็นต้น ผลสรุปออกมาคือแม่ต้องย้ายมาประจำอีกโรงเรียนข้ามจังหวัด ตั้งแต่เหตุการณ์นั้น แม่เลิกคบกับเพื่อนๆที่เป็นอิสลาม (เพราะในขณะเกิดปัญหา ทุกคนเงียบ ไม่ได้ออกมาปกป้องแม่ ทั้งๆที่บางคนก็อยู่ในเหตุการณ์) และบอกกับเราว่า อิสลามหน่ะ เวลาเกิดปัญหา เขาเอาแต่พวกของตัวเองก่อน ถึงเราจะเป็นเพื่อนเขามาหลายปี แต่พวกพ้องที่สำคัญที่สุดคือ อิสลามด้วยกันเอง

และขอเพิ่มเติม... พ่อกับแม่ส่งพี่ชายไปเรียนศิลปะตั้งแต่เด็ก อยู่ไกลบ้าน ตอนนี้พี่แต่งงานมีครอบครัวที่กรุงเทพ เป็นคุณครูสอนนร.โรงเรียนเอกชน ส่วนพี่สาว มีความฝันที่จะไปเมืองนอกซึ่งก็ทำได้สำเร็จ จนตอนนี้กำลังจะแต่งงานและอยู่ที่นู้นถาวร ตัดภาพมาที่เรา... พ่อกับแม่บังคับเราตั้งแต่มอต้นให้เรียนโรงเรียนหนึ่งใกล้บ้าน และบังคับเราตอนมอปลายให้ไปเรียนอีกโรงเรียนหนึ่งซึ่งอยู่ในจังหวัดที่แม่ย้ายไปสอน (แม่ซื้อบ้านที่นั้นไว้หลังนึงเพราะพี่ชายเคยทำงานที่จังหวัดนั้นๆ และพี่ก็ช่วยผ่อน แม่บอกว่าต่อไปพี่ก็จะกลับมาแต่งงานและทำงานที่นี่ ซึ่งเราเคยออกปากห้ามแล้วว่าอย่าซื้อ อย่าสร้างหนี้ เพราะในอนาคตมันไม่แน่นอน สุดท้ายพี่ก็ย้ายไปสอนโรงเรียนเดียวกับแฟน และแต่งงาน ซึ่งหลังจากย้ายออก พี่ไม่ได้ช่วยแม่ผ่อนบ้านต่อ ทำให้ภาระการปลดหนี้อยู่ที่แม่เพียงคนเดียว) ต่อมาก็บังคับให้เราเข้ามหาวิทยาลัยที่มีคณะคุรุศาสาตร์ เพราะเขามีความคาดหวังว่าลูกของเขาจะต้องรับราชการ ซึ่งกรรมนั้นตกอยู่ที่เรา เราไม่เคยเลือกเรียนได้เลย เราอยากเรียนนิเทศศาสตร์ พ่อกบอกว่าจบไปไม่มีงานทำ ไม่ให้เงินสมัครสอบ ไม่ให้ไไปสอบ เราบอกว่าเราอยากเรียนคหกรรม อยากทำอาหาร แม่ก็จะบอกว่ามาเรียนกับแม่ ไม่ต้องไปเปลืองเงินเรียน ไม่ให้สมัครสอบเหมือนกัน สรุปผลสุดท้ายเขายื่นใบสมัครมหาลัยที่เขาอยากให้เราเรียน พร้อมระบุคณะให้เสร็จสรรพ ตอนเรารู้คือเราช็อคมาก มันไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ เขาบอกว่า อยู่ๆไป ทำงานไป เดี๋ยวก็รักเอง สุดท้ายเราก็ไม่มีทางเลือก ต้องประคับประคองตัวเองให้เรียน และสอบทุนเพื่อกลับไปบรรจุเป็นข้าราชการที่บ้าน

อีกประเด็นคือ พ่อกับแม่ห้ามเรามีแฟน จนกว่าจะมีงานทำและมีเงินเดือนเป็นของตัวเอง ซึ่งเราเข้าใจและรับรู้ว่าท่านทั้งสองเป็นห่วง พ่อกับแม่เป็นครู ย่อมเห็นโลกผ่านมาเยอะ แต่ตอนนี้เราก็อายุ 23 ปีแล้ว และมีงานรองรับที่มั่นคง เราคบกับแฟนแบบไม่เปิดเผยมาโดยตลอด ซึ่งไม่ได้ทำให้ผลการเรียน หรือทำตัวเสียหายเลย มีแต่ดีขึ้น ตอนนี้เราไม่อยากปิดบังพ่อกับแม่อีกแล้ว เราเคยเกริ่นๆว่าเราคุยกับคนนี้อยู่นะ (ที่สำคัญคือพ่อแม่เรา เป็นเพื่อนกับพ่อแม่ของแฟน ทำงานอยู่ที่เดียวกับ องค์กรเดียวกัน) พ่อกับแม่ก็บอกว่า เลิกคุยซะ พ่อกับแม่ไม่เอาอิสลาม มีอีกครั้งนึงที่พ่อเห็นว่าเราไปไหว้ยายของแฟน (ฝ่ายแฟนคือน่ารัก เขาอยากรู้ว่าลูกหลานเขาคุยกับใคร คบกันใคร จะได้ช่วยกันดูๆ) พ่อก็บอกว่า เราทำตัวน่าอับอาย พ่อไม่มีหน้าไปสู้หน้าแม่ของแฟนเราเลย ตอนเราได้ยินพ่อพูดคำว่า "อับอาย" เราร้องไห้ และเสียใจมาก เพราะเรารู้สึกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เราทำเพื่อเขาสองคนมาโดยตลอด เราแบกความหวังของพวกเขาสองคนเอาไว้ แต่กับการที่เราไปไหว้ย้ายของแฟน มันทำให้เขาอับอายจนไม่กล้าไปสู้หน้าเพื่อนฝูงวัยเดียวกันเลยเหรอ..ง

ตอนนี้เราอายุ 23 แล้ว กำลังเรียนปีสุดท้าย เรามีงานรองรับที่มั่นคงแล้ว เราเลยอยากรู้ว่าถ้าเพื่อนๆ เป็นเรา จะทำยังไง ?
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่