ประสบการณ์ชีวิตคู่ เลือกทางผิด ชีวิตเปลี่ยน

สวัสดีค่ะ นี่เป็นการตั้งกระทู้ครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แค่อยากจะพิมพ์ไว้เพราะไม่รู้จะไประบายกับใคร เข้าเรื่องเลยก็คือ เราถูกผู้ชายที่เป็นสามีของเราบอกเลิก..
ประมาณสองสามปีที่แล้วเราได้ลาออกจากงานที่มั่นคงมากๆ เพื่อไปใช้ชีวิตแบบสามีภรรยากับเค้าที่บ้านของเค้า โดยอยู่ร่วมกัยสมาชิกในครอบครัวซึ่งร่วมด้วย พ่อ แม่ ตา ยาย น้าสาว ของสามีเรา เราต้องปรับตัวเพื่อที่จะอยู่ร่วมกับคนที่นั่นให้ได้ ตอนย้ายไปเรามีเงินเก็บจากการทำงานประมาณแสนกว่าบาท เมื่อย้ายไปอยู่ที่นั่น สามีเราไม่ได้ทำงาน และไม่ให้เราออกไปหางานทำ ใช่ค่ะ เมื่อต่างคนต่างไม่ได้ทำงาน จะกินจะใช้เงินของใครล่ะคะ ค่ะ ก็อย่างที่เคยเล่าไปในกระทู้ก่อนๆ เราได้เลือกทิ้งงานที่หัวหิน เพื่อไปทำงานที่เชียงใหม่ เรากับสามีก็ได้ไปอยู่บ้านเช่าที่เชียงใหม่ โดยอยู่ร่วมกับน้องชายสามี และเพื่อนสามี รวมเป็นสี่คน เรามีหน้าที่จ่ายค่าเช่าบ้านในส่วนของเรากับสามี ค่าน้ำและค่าไฟโดยการหารสี่ ซื้อของใช้ส่วนตัวทั้งของเราและสามี และสามีเรามีหน้าที่ผ่อนรถ ซึ่งก็ได้งานที่ดี เงินดี แต่ทำไปประมาณแปดเดือน เราก็ลาออกค่ะ ถามว่าเงินเก็บเราเอาไปไหน เราเอาไปซื้อผ้าเพื่อที่จะตัดเสื้อผ้าขายระหว่างหางานใหม่ค่ะ และเราผิดเอง ที่ใจร้อนลาออกจากงาน และเราคิดเงินเดือนของเราผิด ทำให้มันผิดแผนไปหมด ค่ะ เรากลายเป็นคนไม่มีรายได้ แต่ก็ไปสมัครงานเรื่อยๆ จนเรากลับมาเที่ยวบ้านที่หัวหินค่ะ เจ้เราก็อยากให้เรากลับมาช่วยธุรกิจเค้า เพราะเค้าก็ไม่ไว้ใจใคร เราปรึกษากับสามีเรา ว่าจะย้ายกลับมาหัวหินสักปี ให้เราและเค้าได้มีเงินเก็บกลับไปทำธุรกิจที่บ้านของเค้า โดยที่เราช่วยงานพี่สาวเราและรับเงินเดือนโดยตรงจากพี่สาว และให้เค้าทำงานในโรงแรม โดยการย้ายกลับมาอยู่ที่หัวหิน พวกเราไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้าน เพราะพี่สาวเราให้อยู่บ้านอีกหลังที่ไม่มีคนอยู่ เราจึงโอเค ที่จะได้เริ่มต้นเก็บเงินอีกครั้งได้เต็มที่ แต่สามีของเรา เค้าต้องการที่จะบอกพ่อแม่เค้าก่อน เราก็โอเค จนเมื่อเราได้กลับมาหัวหินอีกครั้งเพื่อที่จะเรียนรู้งาน และสามีเราบอกว่าเค้าจะตามมาทีหลังประมาณต้นปี เมื่อมาถึง เราไม่มั่นใจว่าเราจะสามารถทำได้หรือไม่ จึงคิดที่จะหนีหลับเชียงใหม่อีกครั้ง โดยเราได้โทรขอยืมเงินแม่สามีเป็นจำนวนเงินห้าพันบาทเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบิน ระหว่างที่เรานั่งรอเครื่องบินเพื่อกลับเชียงใหม่นั้น พี่สาวเราได้โทรมาขอร้องให้เรากลับไปช่วยงาน เพราะเค้าก็อยากให้เราได้ไปขยายสาขาที่ภาคเหนือในอนาคตด้วย เราสับสนมาก จึงโทรไปปรึกษาสามี และเค้าก็บอกว่าแล้วแต่เรา เราจึงจำต้องกลับมาหัวหินอีกครั้ง เมื่อกลับมาอยู่ที่หัวหินได้สองสามวัน สามีเรามีอาการเปลี่ยนไป ไม่ค่อยโทรหา จะโทรหาก็เมื่อจะนอนเท่านั้น และจะรีบวางสายเพราะเค้าบอกว่าเค้าปวดหัว เป็นอย่างนี้มาหลายคืน จนเที่ยงคืนวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเกิดของเค้า เราโทรไปหาเค้าเพื่อที่จะอวยพรวันเกิดเหมือนทุกปี กลายเป็นว่าเค้าปิดเครื่อง ซึ่งเราไม่สามารถติดต่อเค้าได้เลย เราต้องถามเพื่อนของสามีว่าเค้าอยู่ไหน จึงได้รู้ว่าวันนั้นสามีของเราขอลางาน ซึ่งเพิ่งโทรมาลางานเมื่อตอนเช้า แต่เรากลับโทรติดต่อเค้าไม่ได้ จนเวลาบ่ายสองเราสามารถติดต่อสามีของเราได้ จึงถามไปด้วยอารมณ์ ว่าเค้าอยู่ไหน กับใคร ทำไมถึงต้องปิดเครื่อง เค้าจึงระเบิดคำพูดต่างๆใส่เรามาว่า เราทิ้งเค้า เราทิ้งภาระต่างๆให้เค้า เค้าอึดอัด เค้าตามใจเรามาเยอะแล้ว ถึงเวลานี้เค้าอยากอยู่คนเดียว อยากทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง เราจึงถามกลับไปว่า แล้วเราล่ะ ไหนว่าจะย้ายมาทำงานที่หัวหินด้วยกัน แล้วเป็นอะไร ทำไมไม่มา
สามีเราจึงบอกเราว่า เค้าโทรคุยกับพ่อแม่เค้า พ่อแม่เค้าไม่ยอมให้ไป และเค้าก็ไม่อยากไปตั้งแต่แรกแล้ว ทุกคนกดดันเค้า ไม่มีใครสนใจความรู้สึกของเค้าเลย และเค้าต้องเลือกครอบครัวของเค้า เค้าให้เราต่างคนต่างอยู่ ต่างหาเงิน ต่างทำหน้าที่ของตัวเอง เราก็ช็อค เพราะที่คุยกันไว้ไม่ใช่แบบนี้ ทำอะไรต่อไม่ถูก จึงถามเค้าไปว่า เธอยังรักเราอยู่บ้างมั้ย เราทำอะไรผิดมากเหรอ เค้าตอบกลับมาว่า อย่าทำให้เค้าเสียความรู้สึกกับเราไปมากกว่านี้เลย เราจึงขอร้องให้เรากับเค้าอย่าเลิกกัน โดยมีข้อตกลงว่า เราต้องเก็บเงินให้ได้ภายในสามเดือน โดยแต่ละเดือนจะเก็บเท่าไหร่ก็ได้ ถ้าเก็บได้เค้าจะตามลงมา เราตอบตกลง เพราะอย่างน้อย ก็ยังมีโอกาสได้อยู่ด้วยกัน
แต่หลังจากนั้น เค้าก็ไม่คุยกับเรา ปิดเฟสบุ้คของเค้า และไม่อยากให้เราโทรไป เราโทรไปปรึกษาพ่อแม่ของสามี ซึ่งก็ได้คำตอบที่ชัดเจนว่า เค้าเข้าข้างลูกชายเค้า และไม่โอเคกับเรา หลังจากนั้น เราจึงได้คิด และได้ตัดสินใจพูดถึงเรื่องหย่า ซึ่งสามีเราเค้าก็ยินดีที่จะหย่าให้ แต่ปัญหาจริงๆของเราก็คือ เรื่องเงินและรถ หนึ่งก็คือเรานำเงินของเราไปลงทุนทำห้องนอน ซื้อเฟอร์นิเจอร์ ซื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆทำร้านกาแฟ และซื้อเครื่องทำกาแฟ ยังไม่นับถึงตอนที่สามปียังไม่มีรายได้จึงต้องมาใช้กระเป๋าเงินเดียวกับเรา สองคือสามีเราซื้อรถเวสป้าโดยพูดว่าซื้อให้เรา แต่เป็ยชื่อของเค้า และเค้าผ่อน และเมื่อเราจะหย่าขาดจากกัน เราจึงถามถึงรถ และได้คำตอบมาว่า รถเค้าซื้อ ก็คือรถของเค้า เราจึงได้ทวงเงินของเราคืน เพราะถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ เราก็เหลือแต่ตัว ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่แบบไม่เหลืออะไรเลย
และเราก็ยังพยายามติดต่อไปถามเค้าเรื่องนี้ แต่เค้าไม่รับสายเรา พอรับสายก็บอกว่าไม่อยากคุย
เราคิดว่า ต่อจากนี้ เราจะต้องดีขึ้นกว่านี้ เพราะเราได้หลุดพ้นจากเค้า จากครอบครัวเค้าสักที ยอมรับว่า เสียดายวันเวลา ความรู้สึกต่างๆที่ผ่านมามากๆ แต่ในเมื่อเค้าไม่ต้องการเรา เราก็ควรออกมาจากเค้า
เราได้นัดหย่ากับเค้าในวันที่ 18 พฤษจิกายนนี้ ที่เชียงใหม่ เพราะเราต้องขึ้นไปขนของ และแมวกลับมาที่หัวหิน แล้วจะมาอัพเดตอีกทีนะคะ
ปล.สามีเรามีข้อดีหลายอย่างนะคะ เค้ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งเราเลือกมองข้อดีของเค้ามาตลอด
และเราก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าสามีของเราเลือกมองจากด้านไหน
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่