สวัสดีค่ะ เพื่อนๆชาวพันทิป
เรามีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาร่วม 5 ปี เพราะมีปัญหากับทางบ้าน
หลายต่อหลายครั้งที่มีปัญหากัน เราจึงต้องย้ายออกจากบ้านโดยที่ไม่คิดกลับไปอีก
ก่อนหน้านี้เราทำงานกับทางบ้านมาตลอด มีเงินเดือน มีเงินเก็บ แต่พอมีปัญหา
เราจึงต้องย้ายออกมาแล้วเริ่มใหม่จากศูนย์ ..ประกอบกับการกินยาอย่างต่อเนื่อง
เงินเก็บ ก็จะหมดไปกับค่ายาและค่าเช่าบ้าน แต่ตอนนี้ดีหน่อยตรงที่ย้ายมาอยู่บ้านเพื่อน
เราเริ่มหางานโดยสมัครงานในเครือเซ็นทรัล คือ มูจิสามย่าน เพราะเราเองชอบในตัว
Brand นี้มานานแล้ว (ตอนนั้นพอมีเงินซื้อได้เพราะมีเงินจากเงินเดือนและเงินเก็บ)
เราสมัครงานและได้งาน เริ่มงานวันที่ 4 ตุลาคม 2562 เข้างานเป็นกะ เช้า และบ่าย
วันเกิดเหตุคือวันจันทร์ ที่ 4 พ.ย. 62 เรากำลังเข้างานกะบ่าย รูดบัตรและทำการรอเพื่อประชุมเหมือนทุกๆครั้ง
เราต้องบอกก่อนว่า ห้องรูดบัตร ล๊อคเกอร์ ห้องเก็บเซฟ ห้องบอส ห้องสต๊อกสินค้าพวกผ้าเช็ดตัว
สมุด ปากกา และห้องพักเบรค คือห้องที่เชื่อต่อกัน พนักงานทุกคนเข้ามาได้ทุกคน
จุดเกิดเหตุ คือจุดที่ พนง. เกือบทุกคนจะมานั่งกินข้าว รอเวลาเข้างาน หรือพักเบรค
พูดคุยกันโดยไม่มีข้อความเขียนห้ามใดๆ คือเหมือนห้องส่วนตัวของทุกคนที่เข้ามาเพื่อรวมตัวกัน
วันเกิดเหตุ มี พนง. 6-7 คนรวมเราด้วย ตอนเราไปถึงพื้นที่ตรงนั้นมันเต็มเราไม่มีที่นั่ง
เราก็เลยยืนหน้าโต๊ะบอสชาวญี่ปุ่น แล้วก็คุยเล่นกับน้องๆปกติ บังเอิญเราหันไปเห็นโพสต์อิท
เป็นข้อความประชาสัมพันธ์ตอนปิดร้าน และเราก็เพิ่งรู้ว่าไมค์ตั้งอยู่ในห้องนี้เพราะปกติเราจะไม่เข้ามาห้องนี้
บริเวณนี้ถ้าไม่จำเป็น นอกจากมารูดบัตร เก็บของในล๊อคเกอร์ แต่วันนั้นเราต้องรอประชุม
เราเลยคุยเล่นกับน้องเลียนแบบ wording ประชาสัมพันธ์ว่า "ขณะนี้เราได้วางระเบิดไว้หมดแล้ว ขอให้ทุกท่าน
รีบหนีด่วน" เมื่อเราพูดจบก็มี พนง วิ่งเข้ามาถามว่าใครพูด เราบอกเราพูดเอง .. ประเด็นคือไมค์ถูกเปิดไว้
ทั้งๆที่ปกติไมค์จะต้องถูกปิดเอาไว้ แต่เรายืนอยู่ใกล้ไมค์สุด และเราไม่รู้ว่าไมค์เปิดอยู่และไม่มีเจตนาจะคิดไม่ดี
ถ้าเรารู้ว่าไมค์เปิดอยู่เราคงไม่พูดเล่นแบบนั้นแน่นอน เพราะเราคงไม่เอามีดแทงตัวเอง .. ทางห้างส่งคนควบคุมอาคารมาตักเตือนเรา
แต่ถ้าร้านมูจิไล่เราออก ด้วยเหตุผลที่ว่าแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น (โดยที่เราไม่รู้ว่าไมค์ถูกเปิดอยู่ด้วยซ้ำ
และเจตนาของเราคือพูดเล่นกับน้องๆในห้องที่มิดชิด) เค้าไล่เราออกวันนั้น เดี๋ยวนั้น เราเลยต้องกลับบ้าน
และอีก 2 วันเราจึงไปเซ็นใบลาออก
และสิ่งที่ SM พูดกับเราคือ เราเป็นโรคซึมเศร้าก็ไปรักษาให้หายก่อนแล้วค่อยไปหางานทำ
สิ่งที่เราสงสัยคือ คนเป็นโรคซึมเศร้าเค้าไม่ได้บอกว่าห้ามทำงานเพราะคนที่เป็นโรคนี้ ต้องพยายามหาอะไรทำ
เพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง และขณะที่เราทำงานที่นี่ เราทำงานเต็มที่ บริการลูกค้าดีมากเหมือนร้านนั้นคือร้านของเราเอง
เราเชื่อว่าถ้าลูกค้าบางท่านจำได้ว่า พนง ตัวเล็กที่หยิบกางเกงให้ลูกค้าเป๊ะทุกตัวโดยไม่ต้องค้นหาไซส์เลยคนนี้
ได้ถูกไล่ออกจากงาน ด้วยความไม่ได้ตั้งใจหรือมีเจตนาทำให้ห้างร้านเสื่อเสียชื่อเสียงแม้แต่น้อย เราไม่รู้ด้วยซ้ำ
ว่าไมค์ถูกเปิดไว้นานแล้ว จนเค้าไปเช็คกล้องวงจรปิดดูจนพบว่าไมค์ถูกเปิดค้างไว้จริง
.. สิ่งที่เค้าทำถูกต้องแล้วหรือกับการไล่พนักงานคนนึงออกโดยที่เค้าไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเรื่องไม่ดีแบบนี้ขึ้น
แล้วเงินค่าคอมที่เราควรได้รับจากเดือนที่แล้วหละ แล้วเราต้องหาเงินเพื่อกินอยู่และซื้อยา
แต่เค้าไม่คิดถึงสิ่งเหล่านั้นเลย นอกจากความสบายใจของอาคารและชื่อเสียงของร้าน
ทั้งๆที่ วันที่เกิดเหตุไม่มีลูกค้าคนใดลงโซเชียลอะไรหรือเป็นข่าวแต่อย่างใด
เราอยากถามทุกคนว่า มันยุติธรรมแล้วหรอกับสิ่งที่ตัดสินเราแบบนี้? แล้วทำไมคนที่เปิดไมค์ค้างไว้
ทำไมไม่ไล่เค้าออกด้วย และเรารู้สึกเหมือนโดนดูถูกว่าเป็นโรคซึมเศร้าไม่ควรมาทำงานงั้นหรอ?
*** ถ้าเราอธิบายไม่เข้าใจถามเราได้ ไม่มีใครอยากโดนไล่ออก ไม่มีใครไม่อยากมีงานทำ
*** สิ่งที่เกิดขึ้นเราไม่มีเจตนาและไม่รู้ว่าไมค์เปิดอยู่ ใครจะฆ่าตัวเองแบบนี้กัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันสมเหตุสมผลแล้วใช่ไม๊? อยากรับฟังความคิดเห็นจากหลายท่านโดยหลักความเป็นจริงและถูกต้อง
เรามีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาร่วม 5 ปี เพราะมีปัญหากับทางบ้าน
หลายต่อหลายครั้งที่มีปัญหากัน เราจึงต้องย้ายออกจากบ้านโดยที่ไม่คิดกลับไปอีก
ก่อนหน้านี้เราทำงานกับทางบ้านมาตลอด มีเงินเดือน มีเงินเก็บ แต่พอมีปัญหา
เราจึงต้องย้ายออกมาแล้วเริ่มใหม่จากศูนย์ ..ประกอบกับการกินยาอย่างต่อเนื่อง
เงินเก็บ ก็จะหมดไปกับค่ายาและค่าเช่าบ้าน แต่ตอนนี้ดีหน่อยตรงที่ย้ายมาอยู่บ้านเพื่อน
เราเริ่มหางานโดยสมัครงานในเครือเซ็นทรัล คือ มูจิสามย่าน เพราะเราเองชอบในตัว
Brand นี้มานานแล้ว (ตอนนั้นพอมีเงินซื้อได้เพราะมีเงินจากเงินเดือนและเงินเก็บ)
เราสมัครงานและได้งาน เริ่มงานวันที่ 4 ตุลาคม 2562 เข้างานเป็นกะ เช้า และบ่าย
วันเกิดเหตุคือวันจันทร์ ที่ 4 พ.ย. 62 เรากำลังเข้างานกะบ่าย รูดบัตรและทำการรอเพื่อประชุมเหมือนทุกๆครั้ง
เราต้องบอกก่อนว่า ห้องรูดบัตร ล๊อคเกอร์ ห้องเก็บเซฟ ห้องบอส ห้องสต๊อกสินค้าพวกผ้าเช็ดตัว
สมุด ปากกา และห้องพักเบรค คือห้องที่เชื่อต่อกัน พนักงานทุกคนเข้ามาได้ทุกคน
จุดเกิดเหตุ คือจุดที่ พนง. เกือบทุกคนจะมานั่งกินข้าว รอเวลาเข้างาน หรือพักเบรค
พูดคุยกันโดยไม่มีข้อความเขียนห้ามใดๆ คือเหมือนห้องส่วนตัวของทุกคนที่เข้ามาเพื่อรวมตัวกัน
วันเกิดเหตุ มี พนง. 6-7 คนรวมเราด้วย ตอนเราไปถึงพื้นที่ตรงนั้นมันเต็มเราไม่มีที่นั่ง
เราก็เลยยืนหน้าโต๊ะบอสชาวญี่ปุ่น แล้วก็คุยเล่นกับน้องๆปกติ บังเอิญเราหันไปเห็นโพสต์อิท
เป็นข้อความประชาสัมพันธ์ตอนปิดร้าน และเราก็เพิ่งรู้ว่าไมค์ตั้งอยู่ในห้องนี้เพราะปกติเราจะไม่เข้ามาห้องนี้
บริเวณนี้ถ้าไม่จำเป็น นอกจากมารูดบัตร เก็บของในล๊อคเกอร์ แต่วันนั้นเราต้องรอประชุม
เราเลยคุยเล่นกับน้องเลียนแบบ wording ประชาสัมพันธ์ว่า "ขณะนี้เราได้วางระเบิดไว้หมดแล้ว ขอให้ทุกท่าน
รีบหนีด่วน" เมื่อเราพูดจบก็มี พนง วิ่งเข้ามาถามว่าใครพูด เราบอกเราพูดเอง .. ประเด็นคือไมค์ถูกเปิดไว้
ทั้งๆที่ปกติไมค์จะต้องถูกปิดเอาไว้ แต่เรายืนอยู่ใกล้ไมค์สุด และเราไม่รู้ว่าไมค์เปิดอยู่และไม่มีเจตนาจะคิดไม่ดี
ถ้าเรารู้ว่าไมค์เปิดอยู่เราคงไม่พูดเล่นแบบนั้นแน่นอน เพราะเราคงไม่เอามีดแทงตัวเอง .. ทางห้างส่งคนควบคุมอาคารมาตักเตือนเรา
แต่ถ้าร้านมูจิไล่เราออก ด้วยเหตุผลที่ว่าแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น (โดยที่เราไม่รู้ว่าไมค์ถูกเปิดอยู่ด้วยซ้ำ
และเจตนาของเราคือพูดเล่นกับน้องๆในห้องที่มิดชิด) เค้าไล่เราออกวันนั้น เดี๋ยวนั้น เราเลยต้องกลับบ้าน
และอีก 2 วันเราจึงไปเซ็นใบลาออก
และสิ่งที่ SM พูดกับเราคือ เราเป็นโรคซึมเศร้าก็ไปรักษาให้หายก่อนแล้วค่อยไปหางานทำ
สิ่งที่เราสงสัยคือ คนเป็นโรคซึมเศร้าเค้าไม่ได้บอกว่าห้ามทำงานเพราะคนที่เป็นโรคนี้ ต้องพยายามหาอะไรทำ
เพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง และขณะที่เราทำงานที่นี่ เราทำงานเต็มที่ บริการลูกค้าดีมากเหมือนร้านนั้นคือร้านของเราเอง
เราเชื่อว่าถ้าลูกค้าบางท่านจำได้ว่า พนง ตัวเล็กที่หยิบกางเกงให้ลูกค้าเป๊ะทุกตัวโดยไม่ต้องค้นหาไซส์เลยคนนี้
ได้ถูกไล่ออกจากงาน ด้วยความไม่ได้ตั้งใจหรือมีเจตนาทำให้ห้างร้านเสื่อเสียชื่อเสียงแม้แต่น้อย เราไม่รู้ด้วยซ้ำ
ว่าไมค์ถูกเปิดไว้นานแล้ว จนเค้าไปเช็คกล้องวงจรปิดดูจนพบว่าไมค์ถูกเปิดค้างไว้จริง
.. สิ่งที่เค้าทำถูกต้องแล้วหรือกับการไล่พนักงานคนนึงออกโดยที่เค้าไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเรื่องไม่ดีแบบนี้ขึ้น
แล้วเงินค่าคอมที่เราควรได้รับจากเดือนที่แล้วหละ แล้วเราต้องหาเงินเพื่อกินอยู่และซื้อยา
แต่เค้าไม่คิดถึงสิ่งเหล่านั้นเลย นอกจากความสบายใจของอาคารและชื่อเสียงของร้าน
ทั้งๆที่ วันที่เกิดเหตุไม่มีลูกค้าคนใดลงโซเชียลอะไรหรือเป็นข่าวแต่อย่างใด
เราอยากถามทุกคนว่า มันยุติธรรมแล้วหรอกับสิ่งที่ตัดสินเราแบบนี้? แล้วทำไมคนที่เปิดไมค์ค้างไว้
ทำไมไม่ไล่เค้าออกด้วย และเรารู้สึกเหมือนโดนดูถูกว่าเป็นโรคซึมเศร้าไม่ควรมาทำงานงั้นหรอ?
*** ถ้าเราอธิบายไม่เข้าใจถามเราได้ ไม่มีใครอยากโดนไล่ออก ไม่มีใครไม่อยากมีงานทำ
*** สิ่งที่เกิดขึ้นเราไม่มีเจตนาและไม่รู้ว่าไมค์เปิดอยู่ ใครจะฆ่าตัวเองแบบนี้กัน