บทความเรื่อง "การบรรลุธรรม เพศหญิงหรือเพศชายไม่ต่างกัน ฆราวาสก็สามารถบรรลุธรรมได้ ไม่จำเป็นจะต้องบวชเป็นพระ"

กระทู้สนทนา


การบรรลุธรรมนั้น ไม่เกี่ยวกับเพศ ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือว่าเพศชาย ไม่มีความต่างกัน ขึ้นอยู่กับความสะอาดของจิตเท่านั้น 
ไม่ว่าจะเป็น อุบาสก,อุบาสิกา,สามเณร,ภิกษุสงฆ์,ภิกษุณีสงฆ์ จะบรรลุธรรมได้ถึงขั้นไหน ให้ดูที่การตัดละกิเลสสังโยชน์10เป็นสำคัญ (ว่าตัดละได้กี่ข้อ)

การบรรลุธรรมนั้น ไม่เกี่ยวกับการถือศีลมากข้อ (ไม่จำเป็นจะต้องบวชเป็นพระสงฆ์เท่านั้น ฆราวาสก็สามารถที่จะบรรลุธรรมได้)
การถือศีลของพุทธศาสนิกชนนั้น เป็นการถือศีลตามสถานะเท่านั้น (5,8,10,227ข้อ) (แล้วแต่ว่าใครกำลังอยู่ในสถานะอะไร) ถ้าฆราวาสก็เริ่มต้นที่ศีล5
(ไม่ได้หมายความว่า การถือศีลมากข้อ แล้วจิตจะสะอาดมากตามไปด้วย) 

ศีล เป็นเพียงแค่เครื่องตีกรอบความประพฤติของคนไว้เฉยๆ  ไม่ได้หมายความว่าจิตใจของคนผู้นั้น จะสะอาดมากตามจำนวนข้อศีลที่ถืออยู่ 
(จิตจะสะอาดมากเท่าไร ให้ดูที่การตัดละกิเลสสังโยชน์10 เป็นสำคัญ ว่าตัดละได้กี่ข้อ) (ถ้าไม่สนใจการตัดละกิเลส จะถือศีลซัก1,000,000ข้อ ก็เท่านั้น)

สำหรับฆราวาสนั้น(ไม่ว่าหญิงหรือว่าชาย) จะต้องมีศีล5บริสุทธิ์ เป็นอย่างน้อย ถึงจะบรรลุความเป็นพระอริยะเจ้าขั้นต้นได้(พระโสดาบัน) 
ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือว่าฆราวาส แค่ศีล10 ก็สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ (สามเณรในสมัยพุทธกาล ก็บรรลุอรหันต์แล้ว) 
แต่เหตุที่พระสงฆ์ต้องถือศีลถึง227ข้อ ก็เพราะว่าเป็นปูชนียบุคคล ต้องอยู่ในฐานะที่จะต้องมีผู้คนมากราบไหว้ และนับถือเป็นครูบาอาจารย์  
และต้องเป็นผู้สืบทอดศาสนา จึงต้องมีศีลมากข้อเพื่อให้สำรวม เพื่อคงความดีงามของพระพุทธศาสนา 

การบวชเป็นพระสงฆ์นั้น แม้จะถือศีล227ข้อ โดยที่ศีลไม่ขาดเลย ตลอดระยะเวลา 100ปี  
ก็จะเป็นเพียงแค่ "สมมติสงฆ์" ไปตลอดเท่านั้น ถ้ายังตัดละสังโยชน์ได้ไม่ครบ 3ข้อแรก (พระโสดาบัน)

ถ้าใครยังพูดอยู่แต่กับความต่างเรื่องเพศ คิดว่าเพศหญิงมีโอกาสบรรลุธรรมน้อยกว่าชาย 
หรือว่ายังพูดถึงแต่เรื่องความต่างของจำนวนข้อศีลที่ถืออยู่ของคนแต่ละคน คิดว่าผู้บวชเป็นพระสงฆ์ย่อมใกล้นิพพานมากกว่าฆราวาส 
คนที่พูดแบบนี้ แสดงว่ายังมีความเข้าใจผิดอยู่ ความจริงแล้วพุทธศาสนิกชน ถือศีลตามสถานะเท่านั้น 

ต่อให้คุณบวชเป็นพระสงฆ์ถือศีล227ข้อ แต่ถ้าถือศีลไม่บริสุทธิ์ ก็อาจจะสู้ฆราวาสที่มีศีล5บริสุทธิ์ไม่ได้
(การบวชพระทำให้มีเวลาว่างมากกว่าฆราวาส ทำให้เหมาะแก่การเจริญสมณธรรม แต่ใครจะใกล้นิพพานมากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับความสะอาดของจิตของคนๆนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะถือศีลมากข้อกว่ากัน)

ถ้าเป็นพระสงฆ์ ก็ start ที่ศีล 227 
ถ้าเป็นฆราวาส ก็ start ที่ศีล 5 
(ใครถึงนิพพานก่อนกัน ขึ้นอยู่ที่ความสะอาดของจิต ไม่ได้เกี่ยวกับว่าใครจะบวชพระหรือไม่บวชพระ และก็ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเป็นเพศใด)
ฆราวาสเมื่อบรรลุเป็นพระอริยะเจ้าขั้นต้นแล้ว (พระโสดาบัน)  ก็จะพอใจการถือครองศีลที่มากข้อยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆเอง จนบรรลุธรรม



จริงๆแล้ว แค่ถือศีล5 อยู่กับบ้าน ก็เพียงพอต่อการเข้าฌาน และบรรลุธรรมเป็นพระอริยะเจ้าขั้นต้นแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปถือศีล8 ที่วัด 
ซึ่งฆราวาสทุกคนสามารถปฏิบัติธรรมอยู่กับบ้านได้ โดยถือแค่ศีล5 ก็เพียงพอต่อการเข้าฌาน และก็เพียงพอต่อการบรรลุธรรมเป็น พระโสดาบัน

(แต่ถ้าคุณจะถือศีล8 อยู่กับบ้าน ก็ได้เหมือนกัน ถ้าคุณทำได้)

และการที่ทางวัดหรือศูนย์ปฏิบัติธรรมต่างๆ นิยมให้ถือศีล8กันก็เพราะว่า ได้อานิสงส์สูงกว่าการถือศีล5
และศีล8 เป็นศีลของผู้ถือบวชเนกขัมมะ เป็นการตั้งใจเว้นออกจากกาม เว้นจากความวุ่นวายต่างๆ ทำให้ง่ายต่อการปฏิบัติสมณะธรรม 
และศีล8 เป็นศีลขั้นต้นของ พระอนาคามี (พระอนาคามีจะถือศีล8 เป็นปกติ) (พระอนาคามี จะตัด กามฉันทะ และ ปฏิฆะ ได้เด็ดขาด)  

แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเขาให้คุณถือศีล8 แล้วเขาจะเกณฑ์ให้คุณจะต้องเป็น พระอนาคามี ขึ้นไปเท่านั้น (คุณจะทำได้แค่ไหนก็แล้วแต่คุณ) 
เพียงแต่ว่าที่เขาให้คุณถือเคร่งสูงเอาไว้ก่อน ตั้งเป้าหมายสูงเอาไว้ก่อน ก็เพราะว่าถ้าไม่ได้ยอดไม้ อย่างน้อยก็หล่นมาค้างอยู่ที่กิ่งไม้ ไม่หล่นลงพื้นดิน  


และเนื่องจากศีล8 มีข้อห้ามเกี่ยวกับการ เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์, เว้นจากการกินในยามวิกาล, 
เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี และประดับร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องประดับ เครื่องทา เครื่องย้อม, เว้นจากการนอนที่นอนที่สูงเกิน 
ซึ่งเป็นการห้ามที่เกี่ยวข้องกับ กามฉันทะ(ความพอใจใน รูป,รส,กลิ่น,เสียง,สัมผัสระหว่างเพศ) ไปในตัว 
(ซึ่ง กามฉันทะ เป็นหนึ่งในนิวรณ์ ที่ขัดขวางในการเข้าฌาน) (ถ้าคุณตัดละ กามฉันทะ นี้ลงไม่ได้ คุณจะเข้าฌานไม่ได้) 

ซึ่งถ้าผู้ใดถือศีล8 ก็จะต้องงดเว้นในเรื่องเหล่านี้ลง ก็จะมีผลทำให้จิตใจสงบได้ง่าย ไม่วุ่นวาย 
ศีล8 จึงเหมาะแก่การทำสมาธิ-เข้าฌาน และอยู่ร่วมกับคนจำนวนมาก 

จึงอาจจะทำให้คนบางคนเข้าใจผิดคิดไปว่า จะต้องถือศีล8 เท่านั้น ถึงจะเรียกว่าปฏิบัติธรรม ถึงจะเข้าฌานได้ 
และอาจจะเป็นเพราะว่าฆราวาสบางคน จะเข้าฌานได้ก็เฉพาะในช่วงระยะเวลาที่มาถือศีล8 ปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด หรือตามสถานปฏิบัติธรรมต่างๆ เท่านั้น 

แต่ความจริงแล้ว ฆราวาสแค่ถือศีล5บริสุทธิ์ นอนอยู่กับบ้าน ก็เพียงพอต่อการเข้าฌานแล้ว (แต่จะต้องทำให้ได้ถึง ปฐมฌาน เป็นอย่างน้อย)  
แล้วเอากำลังของฌานนั้น ไปทำวิปัสสนาพิจารณาตัดละร่างกายต่อ ก็สามารถที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอริยะเจ้าขั้นต้นได้ (พระโสดาบัน) 

แต่ถ้าคุณชอบที่จะไปถือศีลบวชเนกขัมมะที่วัด หรือตามสถานปฏิบัติธรรมต่างๆ ก็ตามใจคุณ 
(เพราะจริตความชอบในการปฏิบัติธรรมของคนเราไม่เหมือนกัน)


โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่