กลกินรี
ตอนที่ ๑
- ต่ายน้อย -
___________________________________
โต๊ะเหล็กสี่เหลี่ยมถูกปูไว้หยาบ ๆ ด้วยผ้าแพรสีเลือดหมู ถัดไปจากพานทองเหลืองซ้ายมือที่เต็มไปด้วยเศษเหรียญมีไพ่วางอยู่สองสำรับ ดูจากหลังไพ่พอจะทราบได้ว่ากองหนึ่งเป็นไพ่ป๊อก ส่วนอีกสำรับนั้นมีสภาพเปื่อยยุ่ยเต็มไปด้วยคราบรอยด่างดำจากการใช้งาน เบื้องหลังมีหญิงร่างท้วมใส่เสื้อยืดสีขาวนั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้สำนักงาน ทองเส้นใหญ่แขวนห้อยอยู่รอบคอ สายตาจดจ้องอยู่กับการกวาดนิ้วสั้นป้อมไปมาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่จับอยู่ในมืออีกข้างหนึ่ง
ภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ปลุกความศรัทธาอันน้อยนิดที่มีอยู่ในตัวมกรให้ตื่นขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย ภาพทรงจำม้วนเดิม ๆ ไหลย้อนเข้ามาในหัวราวกับมีใครกรอเทปกลับ ที่จริงแล้ว เขาไม่เคยเห็นดีกับการทรงเจ้าเข้าผีหรือการทำนายทายทักเหล่านี้มาแต่ไหนแต่ไร ...แม่ต่างหากที่เชื่อ
มารดาของเขาเป็นคนหลงไหลจนเรียกได้ว่าคลั่งไคล้ หมอดูเจ้าไหนดี ใครที่ว่าเด็ดแม่ไม่เคยพลาด ดังนั้นแม้หัวเด็ดตีนขาดจะไม่เชื่อ แต่คนเหล่านี้ยังได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตเขาในทุกช่วงเวลาของชีวิตผ่านทางแม่ เพราะทุกการตัดสินใจในการเลี้ยงดูของแม่ตั้งอยู่บนความคิดเห็นของหมอดูร่างทรง
เหมือนในวันนี้...
มกรหย่อนท้ายลงบนเก้าอี้ไม้หัวโล้นอย่างเหนื่อยอ่อน กลิ่นควันธูปที่ลอยคลุ้งอยู่ทั่วห้องฉุนเสียจนชายหนึ่มต้องยกมือขึ้นปิดจมูก
“พี่เพ็ญขา วันนี้น้องพาลูกมาด้วย กะให้พี่ช่วยดูดวงให้เด็กมันหน่อย”
มารดาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวถัดไปเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนา มือข้างหนึ่งกำธนบัตรยัดใส่มือเขา โบ้ยปากชี้ให้วางใส่ในพานข้างตัว
เพ็ญละสายตาจากโทรศัพท์มือถือขึ้นมองเด็กหนุ่มตรงหน้า มือคว้าไพ่กองหนึ่งขึ้นมาสับ
“นี่น่ะหรือน้องกรที่แมวเคยเล่า เออเว้ย เห็นหน้าปุ๊บพี่รู้เลยไอ้เด็กนี่ดวงมันดี โตไปได้เป็นเจ้าคนนายคน.... อย่าห่วงไปหน่อยเลยแมว เด็กมันก็ไม่ใช่เล็ก ๆ แล้ว ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วลูก...”
“ก็นี่แหละค่ะพี่แมวกังวล” แมวชิงตอบคำถาม “ปีนี้ก็ยี่สิบห้าเข้าไปแล้ว งานการก็ยังไม่มี เมียรึก็ไม่ยอมเอา หนำซ้ำอีกวันสองวันยังนี้จะไปขึ้นเขาลงห้วยอยู่เชียงใหม่ แมวเตือนแล้วเตือนอีกว่ายี่สิบห้ามันเบญจเพสก็ไม่ค่อยจะฟังกัน เลยพามาให้พี่ช่วยพูดช่วยดูให้เด็กมันหน่อย ลองวันนี้ดวงออกว่าไม่ควรไปนี่... หัวเด็ดตีนขาดน้องก็ไม่ยอมปล่อยออกจากบ้านหรอกนะคะพี่เพ็ญ”
มกรได้ฟังถึงกับถอนหายใจในคำพูดของมารดา เหตุผลเดียวที่ยอมติดท้ายตามแม่มานั่งอยู่ตรงนี้ก็เพื่อทริปเชียงใหม่ที่เขากับเพื่อนวางแผนล่วงหน้ามานานนับเดือน จริงอยู่ที่ชายหนุ่มไม่ได้ลงมือหางานเป็นหลักเป็นแหล่ง แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร อย่างน้อยก็ยังมีธุรกิจครอบครัวที่ทุกคนช่วยกันทำอยู่ตอนนี้ อย่างน้อยก็พอมีกำไรเหลือให้แม่เที่ยวตระเวนดูดวงในยามว่าง
เพ็ญเลื่อนสำรับไพ่ที่สับได้ที่แล้วมาวางตรงหน้าเขา มกรยกมือขวาขึ้นแบ่งไพ่ออกเป็นสองกองอย่างรู้งาน
“ทีนี้กรหยิบไพ่มาเจ็ดใบจ้ะ”
หญิงสาวว่าพลางคลี่ไพ่เป็นรูปใบพัดหันออกจากตัว เขารีบทำตามอย่างว่าง่าย
เพ็ญจัดเรียงไพ่ที่ได้เป็นรูปฟันปลา ก่อนจะทำทีหงายไพ่แต่ละใบอย่างเฉื่อยชาประหนึ่งว่าตนกำลังเปิดเผยความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้ หางตามกรเหลือบไปเห็นมารดามีท่าทีตื่นเต้นราวกับว่าไพ่ตรงหน้าคือดวงชะตาของตนก็ไม่ปาน
“ไหนไพ่ว่ายังไงบ้างคะพี่เพ็ญ แมวนี่ลุ้นตัวสั่นหัวใจจะวายตายอยู่แล้ว”
“ป้าว่า...” เพ็ญยกมือขึ้นลูบคางอย่างคนกำลังใช้ความคิด “ถ้ากรไม่ไปเชียงใหม่ได้น่าจะดีกว่า”
“แน้ ว่าแล้วไหมล่ะ” แมวร้องพลางลุกขึ้นโบกไม้โบกมือใส่หน้าลูกชาย “เตือนแล้วเตือนอีกไม่รู้จักฟัง
มกรได้แต่นั่งเกาหัวแกรก
“ใจเย็น ๆ ซีจ๊ะน้องแมว พี่ยังไม่พูดไม่ทันจบเลย คือมันอย่างนี้กร...” หล่อนเบือนหน้ามาพูดกับเขาแทน “ไพ่อัศวินถือไม้เท้าที่ป้าถืออยู่นี่... บอกว่ายังไงชีวิตกรก็ต้องมีการเดินทาง ส่วนใบนี้...”
เพ็ญยื่นยกไพ่อีกใบหนึ่งที่มีรูปดาบปักกลางหัวใจชูขึ้น
“ไพ่สามดาบทายได้ว่ากรจะได้เจอความผิดหวังเสียใจที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ไหนจะอันตรายที่เลี่ยงไม่ได้จากไพ่แปดดาบ แต่มันแปลก...”
“อะไรหรือครับที่ว่าแปลก”
“ก็บทสรุปจากไพ่ใบสุดท้ายมันบอกหนูว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี หนูจะมีความสุขในท้ายที่สุด... แต่ไพ่มันบอกเหมือนกันว่ายังไงหนูต้องไป ป้าถึงได้บอกว่าถ้าหนูเลือกไม่ไปได้น่าจะดีกว่า”
มกรไม่สนใจมารดาที่บัดนี้ที่นั่งหน้านิ่วราวกับจะร้องไห้ ความสุขแรกผุดขึ้นในใจนับแต่มาถึง ลองคนตรงหน้าพูดว่าต้องไปให้ได้แล้ว ต่อให้มารดาจะเป็นห่วงอย่างไรก็ต้องยอมปล่อยไป ในใจรู้ดีว่าแม่เชื่อถือหมอดูยิ่งกว่าอะไรเสียอีก
“ว่าต่อเลยครับป้า”
เขายิ้มอย่างอารมณ์ดี มกรไม่ได้รู้สึกยินดีกับคำทำนาย และยังคงไม่เชื่อในศาสตร์เหล่านี้ แต่วันนี้เขามีความสุขที่ได้เอาชนะแม่ต่างหาก
“หนูอยากรู้อะไรล่ะ”
เพ็ญว่าพลางกอบรวบไพ่ทั้งหมดขึ้นมาสับอีกครั้ง
“ก็ต้องความรักซีคะพี่เพ็ญ” แมวแทรกขึ้นด้วยเสียงกระซิบ “อยากรู้เมื่อไหร่จะได้แต่งเมียกับเขา สาว ๆ สวย ๆ เข้าหากี่คนต่อกี่คนมันก็ไม่เอา ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แมวจะได้อุ้มหลานกับเขาสักที”
หญิงร่างท้วมสลับเอาไพ่ป๊อกขึ้นมาสับอย่างคล่องมือ แล้วจึงส่งให้เขาแบ่งครึ่งเหมือนอย่างเคย จากนั้นจึงเปิดไพ่วางเรียงต่อกันเป็นกงล้อคล้ายรูปธรรมจักร
“ป้าถามคำเดียว หนูอย่าหาว่าป้าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ...” เพ็ญเอ่ยเสียงเครียด “หนูชอบผู้หญิงหรือผู้ชายจ๊ะ”
กรหน้าถอดสี รอยยิ้มน้อย ๆ จางหายไปจากใบหน้า แต่คนที่ส่งเสียงโวยวายกลับไม่ใช่เขา
“ว้าย ตาเถรยายชี พี่เพ็ญพูดอะไรอย่างนั้นคะ ตากรไม่ใช่คนเบี่ยงเบนอย่างที่คุณพี่ว่า” แมวเน้นหนักที่คำว่าเบี่ยงเบนเป็นพิเศษ “ลูกแมว แมวเลี้ยงมันมากับมือ ทำไมแมวจะไม่รู้ ตาหนูแกแค่เป็นคนเรียบร้อย ท่าทางก็ไม่ได้ออกจะตุ้งติ้งอย่างใครว่า คราวนี้คุณพี่ดูไม่ค่อยจะแม่นเท่าไหร่แล้วนะคะ”
“ไพ่พี่ไม่เคยโกหก”
“อย่างนั้นก็คุณพี่นั่นแหละค่ะที่โกหก”
“ดู๋ดู... พี่ก็ว่าไปตามไพ่ ไพ่ขึ้นอย่างไรพี่ก็อ่านไปตามนั้น ไม่เชื่อพี่แมวก็ดูเอาเองเถิดว่าที่เปิด ๆ มาน่ะ มีแต่ไพ่ผู้ชายทั้งนั้น แมวไม่เชื่อพี่ก็จนปัญญาจะอธิบาย”
แม่จะว่าอย่างไรมกรไม่อยากจะรับรู้ เขาเบือนหน้าออกไปมองทองฟ้าผ่านช่องหน้าต่างซ้ายมือ คำถามป้าเพ็ญเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในหัว
เขาชอบผู้ชาย... ชายหนุ่มตระหนักดีตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ด้วยสังคมแวดล้อมและความจำเป็นหลายอย่างที่บังคับให้เขาต้องปกปิดตัวตน โดยเฉพาะกับคนเป็นแม่ เขาเป็นลูกคนเดียวที่แม่ตั้งความหวังไว้สูงลิบในทุก ๆ เรื่องของชีวิต ทั้งเรื่องลูกเรื่องหลานที่บ่นอยากได้อยากมี มกรเคยนึกหวังว่าสักวันหนึ่งจะรวบรวมความกล้าแล้วสารภาพความจริงกับแม่อย่างเปิดอก
แต่ถึงอย่างไรต้องไม่ใช่วิธีนี้ ...ไม่ใช่ด้วยหมอดู
กลกินรี บทที่ 1
ภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ปลุกความศรัทธาอันน้อยนิดที่มีอยู่ในตัวมกรให้ตื่นขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย ภาพทรงจำม้วนเดิม ๆ ไหลย้อนเข้ามาในหัวราวกับมีใครกรอเทปกลับ ที่จริงแล้ว เขาไม่เคยเห็นดีกับการทรงเจ้าเข้าผีหรือการทำนายทายทักเหล่านี้มาแต่ไหนแต่ไร ...แม่ต่างหากที่เชื่อ
มารดาของเขาเป็นคนหลงไหลจนเรียกได้ว่าคลั่งไคล้ หมอดูเจ้าไหนดี ใครที่ว่าเด็ดแม่ไม่เคยพลาด ดังนั้นแม้หัวเด็ดตีนขาดจะไม่เชื่อ แต่คนเหล่านี้ยังได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตเขาในทุกช่วงเวลาของชีวิตผ่านทางแม่ เพราะทุกการตัดสินใจในการเลี้ยงดูของแม่ตั้งอยู่บนความคิดเห็นของหมอดูร่างทรง
เหมือนในวันนี้...
มกรหย่อนท้ายลงบนเก้าอี้ไม้หัวโล้นอย่างเหนื่อยอ่อน กลิ่นควันธูปที่ลอยคลุ้งอยู่ทั่วห้องฉุนเสียจนชายหนึ่มต้องยกมือขึ้นปิดจมูก
“พี่เพ็ญขา วันนี้น้องพาลูกมาด้วย กะให้พี่ช่วยดูดวงให้เด็กมันหน่อย”
มารดาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวถัดไปเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนา มือข้างหนึ่งกำธนบัตรยัดใส่มือเขา โบ้ยปากชี้ให้วางใส่ในพานข้างตัว
เพ็ญละสายตาจากโทรศัพท์มือถือขึ้นมองเด็กหนุ่มตรงหน้า มือคว้าไพ่กองหนึ่งขึ้นมาสับ
“นี่น่ะหรือน้องกรที่แมวเคยเล่า เออเว้ย เห็นหน้าปุ๊บพี่รู้เลยไอ้เด็กนี่ดวงมันดี โตไปได้เป็นเจ้าคนนายคน.... อย่าห่วงไปหน่อยเลยแมว เด็กมันก็ไม่ใช่เล็ก ๆ แล้ว ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วลูก...”
“ก็นี่แหละค่ะพี่แมวกังวล” แมวชิงตอบคำถาม “ปีนี้ก็ยี่สิบห้าเข้าไปแล้ว งานการก็ยังไม่มี เมียรึก็ไม่ยอมเอา หนำซ้ำอีกวันสองวันยังนี้จะไปขึ้นเขาลงห้วยอยู่เชียงใหม่ แมวเตือนแล้วเตือนอีกว่ายี่สิบห้ามันเบญจเพสก็ไม่ค่อยจะฟังกัน เลยพามาให้พี่ช่วยพูดช่วยดูให้เด็กมันหน่อย ลองวันนี้ดวงออกว่าไม่ควรไปนี่... หัวเด็ดตีนขาดน้องก็ไม่ยอมปล่อยออกจากบ้านหรอกนะคะพี่เพ็ญ”
มกรได้ฟังถึงกับถอนหายใจในคำพูดของมารดา เหตุผลเดียวที่ยอมติดท้ายตามแม่มานั่งอยู่ตรงนี้ก็เพื่อทริปเชียงใหม่ที่เขากับเพื่อนวางแผนล่วงหน้ามานานนับเดือน จริงอยู่ที่ชายหนุ่มไม่ได้ลงมือหางานเป็นหลักเป็นแหล่ง แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร อย่างน้อยก็ยังมีธุรกิจครอบครัวที่ทุกคนช่วยกันทำอยู่ตอนนี้ อย่างน้อยก็พอมีกำไรเหลือให้แม่เที่ยวตระเวนดูดวงในยามว่าง
เพ็ญเลื่อนสำรับไพ่ที่สับได้ที่แล้วมาวางตรงหน้าเขา มกรยกมือขวาขึ้นแบ่งไพ่ออกเป็นสองกองอย่างรู้งาน
“ทีนี้กรหยิบไพ่มาเจ็ดใบจ้ะ”
หญิงสาวว่าพลางคลี่ไพ่เป็นรูปใบพัดหันออกจากตัว เขารีบทำตามอย่างว่าง่าย
เพ็ญจัดเรียงไพ่ที่ได้เป็นรูปฟันปลา ก่อนจะทำทีหงายไพ่แต่ละใบอย่างเฉื่อยชาประหนึ่งว่าตนกำลังเปิดเผยความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้ หางตามกรเหลือบไปเห็นมารดามีท่าทีตื่นเต้นราวกับว่าไพ่ตรงหน้าคือดวงชะตาของตนก็ไม่ปาน
“ไหนไพ่ว่ายังไงบ้างคะพี่เพ็ญ แมวนี่ลุ้นตัวสั่นหัวใจจะวายตายอยู่แล้ว”
“ป้าว่า...” เพ็ญยกมือขึ้นลูบคางอย่างคนกำลังใช้ความคิด “ถ้ากรไม่ไปเชียงใหม่ได้น่าจะดีกว่า”
“แน้ ว่าแล้วไหมล่ะ” แมวร้องพลางลุกขึ้นโบกไม้โบกมือใส่หน้าลูกชาย “เตือนแล้วเตือนอีกไม่รู้จักฟัง
มกรได้แต่นั่งเกาหัวแกรก
“ใจเย็น ๆ ซีจ๊ะน้องแมว พี่ยังไม่พูดไม่ทันจบเลย คือมันอย่างนี้กร...” หล่อนเบือนหน้ามาพูดกับเขาแทน “ไพ่อัศวินถือไม้เท้าที่ป้าถืออยู่นี่... บอกว่ายังไงชีวิตกรก็ต้องมีการเดินทาง ส่วนใบนี้...”
เพ็ญยื่นยกไพ่อีกใบหนึ่งที่มีรูปดาบปักกลางหัวใจชูขึ้น
“ไพ่สามดาบทายได้ว่ากรจะได้เจอความผิดหวังเสียใจที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ไหนจะอันตรายที่เลี่ยงไม่ได้จากไพ่แปดดาบ แต่มันแปลก...”
“อะไรหรือครับที่ว่าแปลก”
“ก็บทสรุปจากไพ่ใบสุดท้ายมันบอกหนูว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี หนูจะมีความสุขในท้ายที่สุด... แต่ไพ่มันบอกเหมือนกันว่ายังไงหนูต้องไป ป้าถึงได้บอกว่าถ้าหนูเลือกไม่ไปได้น่าจะดีกว่า”
มกรไม่สนใจมารดาที่บัดนี้ที่นั่งหน้านิ่วราวกับจะร้องไห้ ความสุขแรกผุดขึ้นในใจนับแต่มาถึง ลองคนตรงหน้าพูดว่าต้องไปให้ได้แล้ว ต่อให้มารดาจะเป็นห่วงอย่างไรก็ต้องยอมปล่อยไป ในใจรู้ดีว่าแม่เชื่อถือหมอดูยิ่งกว่าอะไรเสียอีก
“ว่าต่อเลยครับป้า”
เขายิ้มอย่างอารมณ์ดี มกรไม่ได้รู้สึกยินดีกับคำทำนาย และยังคงไม่เชื่อในศาสตร์เหล่านี้ แต่วันนี้เขามีความสุขที่ได้เอาชนะแม่ต่างหาก
“หนูอยากรู้อะไรล่ะ”
เพ็ญว่าพลางกอบรวบไพ่ทั้งหมดขึ้นมาสับอีกครั้ง
“ก็ต้องความรักซีคะพี่เพ็ญ” แมวแทรกขึ้นด้วยเสียงกระซิบ “อยากรู้เมื่อไหร่จะได้แต่งเมียกับเขา สาว ๆ สวย ๆ เข้าหากี่คนต่อกี่คนมันก็ไม่เอา ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แมวจะได้อุ้มหลานกับเขาสักที”
หญิงร่างท้วมสลับเอาไพ่ป๊อกขึ้นมาสับอย่างคล่องมือ แล้วจึงส่งให้เขาแบ่งครึ่งเหมือนอย่างเคย จากนั้นจึงเปิดไพ่วางเรียงต่อกันเป็นกงล้อคล้ายรูปธรรมจักร
“ป้าถามคำเดียว หนูอย่าหาว่าป้าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ...” เพ็ญเอ่ยเสียงเครียด “หนูชอบผู้หญิงหรือผู้ชายจ๊ะ”
กรหน้าถอดสี รอยยิ้มน้อย ๆ จางหายไปจากใบหน้า แต่คนที่ส่งเสียงโวยวายกลับไม่ใช่เขา
“ว้าย ตาเถรยายชี พี่เพ็ญพูดอะไรอย่างนั้นคะ ตากรไม่ใช่คนเบี่ยงเบนอย่างที่คุณพี่ว่า” แมวเน้นหนักที่คำว่าเบี่ยงเบนเป็นพิเศษ “ลูกแมว แมวเลี้ยงมันมากับมือ ทำไมแมวจะไม่รู้ ตาหนูแกแค่เป็นคนเรียบร้อย ท่าทางก็ไม่ได้ออกจะตุ้งติ้งอย่างใครว่า คราวนี้คุณพี่ดูไม่ค่อยจะแม่นเท่าไหร่แล้วนะคะ”
“ไพ่พี่ไม่เคยโกหก”
“อย่างนั้นก็คุณพี่นั่นแหละค่ะที่โกหก”
“ดู๋ดู... พี่ก็ว่าไปตามไพ่ ไพ่ขึ้นอย่างไรพี่ก็อ่านไปตามนั้น ไม่เชื่อพี่แมวก็ดูเอาเองเถิดว่าที่เปิด ๆ มาน่ะ มีแต่ไพ่ผู้ชายทั้งนั้น แมวไม่เชื่อพี่ก็จนปัญญาจะอธิบาย”
แม่จะว่าอย่างไรมกรไม่อยากจะรับรู้ เขาเบือนหน้าออกไปมองทองฟ้าผ่านช่องหน้าต่างซ้ายมือ คำถามป้าเพ็ญเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในหัว
เขาชอบผู้ชาย... ชายหนุ่มตระหนักดีตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ด้วยสังคมแวดล้อมและความจำเป็นหลายอย่างที่บังคับให้เขาต้องปกปิดตัวตน โดยเฉพาะกับคนเป็นแม่ เขาเป็นลูกคนเดียวที่แม่ตั้งความหวังไว้สูงลิบในทุก ๆ เรื่องของชีวิต ทั้งเรื่องลูกเรื่องหลานที่บ่นอยากได้อยากมี มกรเคยนึกหวังว่าสักวันหนึ่งจะรวบรวมความกล้าแล้วสารภาพความจริงกับแม่อย่างเปิดอก
แต่ถึงอย่างไรต้องไม่ใช่วิธีนี้ ...ไม่ใช่ด้วยหมอดู