เพื่อไทย กางไทม์ไลน์ตรวจสอบรัฐบาล ขณะที่ กมธ.งบฯ เผยตั้งเป้าลดงบ 50,000 ล้าน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1740113
“เพื่อไทย” ลั่น จะสามารถชี้ให้ปชช.เห็นข้อผิดพลาดของการทำงานของ รบ. ได้ ขณะที่ กมธ.งบฯ ติง กม.กำกวมปมเปิดให้ใช้ “งบฯพลางก่อน” หวั่น เป็นปัญหาในวันหน้า
เมื่อเวลา 15.50 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคพท. นำโดย น.อ.
อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค นาย
วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 63 นาย
สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และประธานวิปฝ่ายค้าน นพ.
ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และนาย
อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคพท. แถลงภายหลังการประชุม
โดยน.อ.
อนุดิษฐ์ กล่าวว่า หลังเปิดประชุมสภา พท.จะขับเคลื่อนการทำงานของพรรคให้สอดคล้องกับการทำงานในสภา โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งพรรคพท. เราคิดว่า ข้อมูล และความชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่บกพร่อง ผิดพลาด และไร้ประสิทธิภาพ ได้มีให้เห็นมาโดยลอด รวมถึงภายใต้คณะกมธ.ทั้ง 35 คณะ ได้เห็นร่องรอยของความทุจริต คอร์รัปชั่น ด้วยข้อมูลเหล่านี้เราเห็นว่าควรยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เราทำงานร่วมกับพรรคร่วม ดังนั้น วัน เวลา และตัวบุคคล ที่จะอภิปรายคงจะได้มีการหารือกับพรรคร่วม ทั้งนี้ เราเห็นว่ามีรัฐมนตรีหลายคนที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ บางคนเป็นคนที่สังคมอาจจะคาดไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อมูลที่มีอยู่เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องของกรอบเวลา แต่ขอหารือกับพรรคร่วมก่อนเพื่อให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเราจะสามารถสะท้อนให้เห็นการบริหารงานที่ผิดพลาด และบกพร่องของรัฐบาลให้พี่น้องประชาชนเห็นได้
ด้านนาย
วรวัจน์ กล่าวถึงการพิจารณาพ.ร.บ. เราพิจารณาไปแล้ว 2 กระทรวงคือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิตัล และขณะนี้กำลังพิจารณากระทรวงทรัพฯ ซึ่งกระบวนการจัดทำงบประมาณครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการงบประมาณของภาครัฐ ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชน และไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ มีร่องรอยของการทุจริต ซึ่งกมธ.กำลังหาข้อมูลในเชิงลึกอยู่ ซึ่งกมธ.เห็นว่า งบฯปีนี้จะมีปัญหาเรื่องการกระจายงบฯอย่างแน่นอน นอกจากนี้ กมธ. ได้มีการพูดคุยกันถึงการเสนอปรับลดงบฯจำนวนมาก โดยเฉพาะงบฯที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และส่อไปในทางเอื้อให้มีการทุจริต ดังนั้น อย่าตกใจ หาก กมธ.จะเสนอตัดงบฯจำนวนมาก
“ปีนี้มีการใช้งบฯพลางก่อน คือ มีการให้ใช้งบฯไปก่อน ก่อนที่ร่างพ.ร.บ.จะผ่านการพิจารณา ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ไปเพื่อเป็นเงินเดือนของข้าราชการประจำ และจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้เป็นกฎหมาย แต่ปีนี้มีการใช้พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ที่ให้อำนาจสำนักงบฯ สามารถให้อำนาจนายกฯใช้งบฯส่วนนี้ได้เลย โดยไม่ได้ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษา ซึ่งประเด็นปัญหาอยู่ที่ มาตรา 52 ที่กำหนดว่า ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยที่รับงบฯ ถ้าไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ นอกจากจะถูกดำเนินคดีแล้ว อาจถูกเรียกเงินคืน ซึ่งเราพบว่ามีโครงการที่ส่อเอื้อทุจริต และไ่เกิดประโยชน์ ซึ่งอาจถูกเรียกเงินคืนหาก กมธ.ไม่เห็นด้วย หรือไปปรับลดงบฯตรงส่วนนั้นๆลง แปลว่าการใช้งบฯส่วนนั้น จะเป็นการใช้งบฯที่ผิดกฎหมายทันที ผมมองว่ามาตรานี้มีความไม่ชัดเจน ซึ่งทางรัฐบาลควรที่จะต้องทำให้ชัดเจนก่อนเพื่อที่จะไม่เป็นปัญหาตามมาภายหลัง เพราะไม่เช่นนั้น หากท่านใช้เงินไปแล้ว แต่ถูกเรียกเงินคืนจะเป็นปัญหาที่กระทบต่อการทำงาน และประชาชนที่ได้รับงบฯเป็นอย่างมาก” นาย
วรวัจน์ กล่าว
นพ.
ชลน่าน กล่าวว่า กมธ.ตั้งเป้าปรับลดงบฯ จำนวนประมาณ 50,000 ล้านบาท จากทั้งหมด ที่จะเอามาทำประโยชน์ในทางอื่นได้ซึ่งมีงบฯที่ไม่สามารถชี้แจงได้ โดยเฉพาะในส่วนของงบฯกลาง ขณะที่งบฯรายกระทรวงดูแล้วจะปรับลดได้รวมแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ มีการจัดงบฯที่ซ่อนเม็ดเงินไว้ทำให้ กมธ.ตามดูลำบาก นอกจากนี้ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปีนี้ทำได้ลำบาก เพราะตัวร่าง พ.ร.บ.เข้ามาสู่การพิจารณาช้า ทำให้โดนบีบด้วยเงื่อนเวลา
'โรม' เตือน คิดเยอะๆ ก่อนยกเก้าอี้ประธานศึกษาแก้รธน.ให้ 'อภิสิทธิ์'
https://www.matichon.co.th/politics/news_1740008
‘โรม’ ย้ำ ปธ.กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีความสามารถ-ปชช.ยอมรับ แนะคิดเยอะๆ ก่อนยกเก้าอี้ให้ ‘อภิสิทธิ์’
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นาย
รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสที่มีการเสนอชื่อนาย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั่งประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าในส่วนความเห็นของพรรค อนค.ขณะนี้ยังไม่มีความเห็นสรุปต่อเรื่องนี้ ต้องรอฟังจากการประชุมประจำสัปดาห์ก่อน ส่วนตัวตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงเสนอชื่อนาย
อภิสิทธิ์ขึ้นมา เรามีตัวเลือกอื่นอีกหรือไม่ หลักๆ เราอยากฟังก่อนว่าทำไมนาย
อภิสิทธิ์จึงมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ต้องดูว่ามีใครที่มีความเหมาะในตำแหน่งประธาน กมธ.อีกหรือไม่ ด้านหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นาย
อภิสิทธิ์เป็นคนที่อยู่ในวงการทางการเมืองและมีประสบการณ์มานาน แต่ไม่สามารถตอบได้ว่ามีคุณสมบัติเหมาะกับตำแหน่งนี้หรือไม่
ตนได้ยินข่าวนี้มาสักพักว่า นาย
อภิสิทธิ์จะมาเป็นประธาน กมธ. บางคนให้เหตุผลว่า นาย
อภิสิทธิ์จะเป็นตัวประสานระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2540 ที่บทบาทของ กมธ.ชุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะสามารถดึงความเห็นของภาคประชาสังคมเข้ามาแลกเปลี่ยนและมีส่วนร่วมกับ กมธ. ตนคิดว่า เราต้องสามารถทำให้ได้แบบนั้น สิ่งสำคัญคือ คนที่จะมาเป็นประธาน กมธ.จะต้องเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากสังคม เพราะประธานเป็นเหมือนแม่เหล็กในการดึงภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม และจะได้รับรายงานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ
“คำถามที่เราจะต้องพาดหัวต่อไปคือ คุณอภิสิทธิ์มีความเหมาะสมในเรื่องนี้มากพอหรือไม่ ผมก็ไม่รู้ว่านายอภิสิทธิ์เหมาะหรือไม่ คิดว่าเราจะต้องคิดเรื่องนี้เยอะ และต้องฟังเสียงของประชาชนว่าคิดอย่างไรด้วย” นาย
รังสิมันต์กล่าว
เศรษฐกิจไทย ‘วูบหนัก’ กดดัน กนง. ลดดอกเบี้ยเพิ่ม
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/853013
นักวิเคราะห์เริ่มจับตาดูการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย.นี้มากขึ้น หลังจากธนาคารกลางหลายประเทศ เริ่มปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อประคองเศรษฐกิจ ล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) เพิ่งปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาอยู่ระดับ 1.50-1.75% ส่งผลต่อเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า กดดันให้ค่าเงินสกุลอื่นๆ รวมทั้งเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น
สำหรับ การประชุม กนง. ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 7 ในรอบปี 2562 ขณะที่ นักวิเคราะห์ เริ่มประเมินว่า มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะเห็น กนง. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งภายในปีนี้
“
สมประวิณ มันประเสริฐ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินว่า หากการประชุมรอบนี้ กนง. ยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ก็คงจะมีการปรับลดในการประชุมรอบหน้า(18ธ.ค.) อย่างแน่นอน สาเหตุเพราะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงค่อนข้างมาก ทำให้ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเพิ่มเติม
"คิดว่าภายในสิ้นปีนี้คง "ลง" อีกครั้งแน่นอน ซึ่งอาจเป็นครั้งนี้หรือครั้งหน้าก็เป็นได้ สาเหตุทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน โดยภายนอกเป็นเรื่องการค้าโลกที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลง ไอเอ็มเอฟ(กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ก็ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจลงเกือบทุกประเทศ และธนาคารกลางขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลกก็ออกมาปรับลดดอกเบี้ยลง สร้างแรงกดดันต่อดอกเบี้ยไทย"
สำหรับปัจจัยภายใน แม้กระทรวงการคลังจะออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ทำได้เพียงประคับประคองไม่ให้ชะลอตัวลงแรง คำถามสำคัญ คือ เมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 3% ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) เริ่มเพิ่มขึ้น ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะต้องออกมาตรการที่เป็นลักษณะ “
กระตุ้น” เศรษฐกิจจริงๆ ไม่ใช่เพียงประคับประคอง และมาตรการทางฝั่งกระทรวงการคลังควรต้องสัมพันธ์กับฝั่งของนโยบายการเงินด้วย
นายสมประวิณ ย้ำว่า หากกระทรวงการคลังไม่กล้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเกรงว่าจะสร้างภาระการคลังในอนาคต ซึ่งประเด็นนี้อยากให้คิดในมุมกลับกันว่า ถ้ากระทรวงการคลังไม่ออกมาตรการดูแลเพิ่มแล้วทำให้เศรษฐกิจชะลอลง เมื่อเศรษฐกิจชะลอ กระทรวงการคลังอาจเก็บรายได้ ได้น้อยลง ถึงตอนนั้นก็จะเป็นภาระการคลังอยู่ดี
“วันนี้เศรษฐกิจเราค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า คงย่อลงต่ำกว่า 3% คำถามคือ ถึงเวลารึยังที่เราจะใช้คำว่า ”กระตุ้น“ และถ้าต้องกระตุ้น ก็น่าจะทำทั้งฝั่งของนโยบายการเงินและนโยบายการคลังควบคู่กันไป”
ส่วนกรณีที่ ธปท.แสดงความเป็นห่วงเรื่องเสถียรภาพระบบการเงิน ประเด็นนี้อาจต้องแยกแยะว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากโครงสร้างหรือเกิดจากวัฎจักรทางเศรษฐกิจ เพราะช่วงที่เศรษฐกิจชะลอ ระดับหนี้ย่อมต้องเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว เนื่องจากรายได้น้อยลง ในขณะที่คนต้องกินต้องใช้ จึงต้องกู้เพิ่ม และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น คนมีรายได้เพิ่มขึ้นระดับหนี้ก็ควรจะลดลง หากเราไม่ยอมรับหนี้ที่สูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจแย่ ก็แปลว่าเราไม่ยอมให้กลไกทางการเงินช่วยดูแลเศรษฐกิจ
ด้าน “
กำพล อดิเรกสมบัติ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและตลาดเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ(อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า แรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น รวมทั้งการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายๆ แห่งในช่วงก่อนหน้านี้ อาจสร้างแรงกดดันต่อการทำนโยบายการเงินของ กนง.
“เราเชื่อว่าดอกเบี้ยจะลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งการประชุมครั้งนี้อาจจะยังคงไว้ก่อนแล้วไปปรับลดในรอบหน้า เพราะ กนง. อาจอยากรอดูผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐผลักดันออกมา ซึ่งมาตรการส่วนใหญ่มีผลในเดือนส.ค.และก.ย. จึงเชื่อว่า กนง. คงจะรอดูตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ก่อน”
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย.ที่ออกมาล่าสุด ยังคงสะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย โดยตัวเลขหลายตัวออกมาไม่ดีนัก ที่น่าห่วงสุด คือ การลงทุนภาคเอกชนชะลอลงค่อนข้างมาก จาก 2 กลุ่มใหญ่ คือ ยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่หดตัว และ การขออนุญาตก่อสร้างที่ลดลง จึงประเมินว่านโยบายการเงินควรเข้ามามีส่วนเพิ่มเติมในการดูแลเศรษฐกิจ
“
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ภัทร ประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งอาจจะเป็นการประชุมครั้งนี้หรือครั้งหน้าก็ได้ โดยสาเหตุมาจาก 3 ปัจจัยหลัก
ทั้ง 3 ปัจจัย ประกอบด้วย “
การขยายตัวของเศรษฐกิจไม่ดีนัก” ตัวเลขล่าสุดเดือนก.ย.ที่ออกมา ชะลอตัวลงค่อนข้างมากและทำให้การขยายตัวของจีดีพีในไตรมาส 3 อาจเติบโตได้เพียง 2.7% เท่านั้น นอกจากนี้ “
เงินเฟ้อ” ยังชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนต.ค.ขยายตัวเพียง 0.11% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวเพียง 0.44% ขณะที่ “
เงินบาท” ยังแข็งค่าต่อเนื่อง
“จะเห็นว่าธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกปรับลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง หากเรายังคงยืนเอาไว้ ก็อาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากนัก”
JJNY : 5in1 พท.กางไทม์ไลน์ตรวจสอบรบ./โรมเตือนคิดเยอะๆ/ศก.ไทยวูบกดดันกนง./ส่งออกข้าวใกล้อวสาน?/ศก.เหนือQ3ซึมต่อเนื่อง
https://www.matichon.co.th/politics/news_1740113
เมื่อเวลา 15.50 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคพท. นำโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 63 นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และประธานวิปฝ่ายค้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคพท. แถลงภายหลังการประชุม
โดยน.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า หลังเปิดประชุมสภา พท.จะขับเคลื่อนการทำงานของพรรคให้สอดคล้องกับการทำงานในสภา โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งพรรคพท. เราคิดว่า ข้อมูล และความชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่บกพร่อง ผิดพลาด และไร้ประสิทธิภาพ ได้มีให้เห็นมาโดยลอด รวมถึงภายใต้คณะกมธ.ทั้ง 35 คณะ ได้เห็นร่องรอยของความทุจริต คอร์รัปชั่น ด้วยข้อมูลเหล่านี้เราเห็นว่าควรยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เราทำงานร่วมกับพรรคร่วม ดังนั้น วัน เวลา และตัวบุคคล ที่จะอภิปรายคงจะได้มีการหารือกับพรรคร่วม ทั้งนี้ เราเห็นว่ามีรัฐมนตรีหลายคนที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ บางคนเป็นคนที่สังคมอาจจะคาดไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อมูลที่มีอยู่เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องของกรอบเวลา แต่ขอหารือกับพรรคร่วมก่อนเพื่อให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเราจะสามารถสะท้อนให้เห็นการบริหารงานที่ผิดพลาด และบกพร่องของรัฐบาลให้พี่น้องประชาชนเห็นได้
ด้านนายวรวัจน์ กล่าวถึงการพิจารณาพ.ร.บ. เราพิจารณาไปแล้ว 2 กระทรวงคือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิตัล และขณะนี้กำลังพิจารณากระทรวงทรัพฯ ซึ่งกระบวนการจัดทำงบประมาณครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการงบประมาณของภาครัฐ ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชน และไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ มีร่องรอยของการทุจริต ซึ่งกมธ.กำลังหาข้อมูลในเชิงลึกอยู่ ซึ่งกมธ.เห็นว่า งบฯปีนี้จะมีปัญหาเรื่องการกระจายงบฯอย่างแน่นอน นอกจากนี้ กมธ. ได้มีการพูดคุยกันถึงการเสนอปรับลดงบฯจำนวนมาก โดยเฉพาะงบฯที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และส่อไปในทางเอื้อให้มีการทุจริต ดังนั้น อย่าตกใจ หาก กมธ.จะเสนอตัดงบฯจำนวนมาก
“ปีนี้มีการใช้งบฯพลางก่อน คือ มีการให้ใช้งบฯไปก่อน ก่อนที่ร่างพ.ร.บ.จะผ่านการพิจารณา ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ไปเพื่อเป็นเงินเดือนของข้าราชการประจำ และจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้เป็นกฎหมาย แต่ปีนี้มีการใช้พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ที่ให้อำนาจสำนักงบฯ สามารถให้อำนาจนายกฯใช้งบฯส่วนนี้ได้เลย โดยไม่ได้ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษา ซึ่งประเด็นปัญหาอยู่ที่ มาตรา 52 ที่กำหนดว่า ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยที่รับงบฯ ถ้าไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ นอกจากจะถูกดำเนินคดีแล้ว อาจถูกเรียกเงินคืน ซึ่งเราพบว่ามีโครงการที่ส่อเอื้อทุจริต และไ่เกิดประโยชน์ ซึ่งอาจถูกเรียกเงินคืนหาก กมธ.ไม่เห็นด้วย หรือไปปรับลดงบฯตรงส่วนนั้นๆลง แปลว่าการใช้งบฯส่วนนั้น จะเป็นการใช้งบฯที่ผิดกฎหมายทันที ผมมองว่ามาตรานี้มีความไม่ชัดเจน ซึ่งทางรัฐบาลควรที่จะต้องทำให้ชัดเจนก่อนเพื่อที่จะไม่เป็นปัญหาตามมาภายหลัง เพราะไม่เช่นนั้น หากท่านใช้เงินไปแล้ว แต่ถูกเรียกเงินคืนจะเป็นปัญหาที่กระทบต่อการทำงาน และประชาชนที่ได้รับงบฯเป็นอย่างมาก” นายวรวัจน์ กล่าว
นพ.ชลน่าน กล่าวว่า กมธ.ตั้งเป้าปรับลดงบฯ จำนวนประมาณ 50,000 ล้านบาท จากทั้งหมด ที่จะเอามาทำประโยชน์ในทางอื่นได้ซึ่งมีงบฯที่ไม่สามารถชี้แจงได้ โดยเฉพาะในส่วนของงบฯกลาง ขณะที่งบฯรายกระทรวงดูแล้วจะปรับลดได้รวมแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ มีการจัดงบฯที่ซ่อนเม็ดเงินไว้ทำให้ กมธ.ตามดูลำบาก นอกจากนี้ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปีนี้ทำได้ลำบาก เพราะตัวร่าง พ.ร.บ.เข้ามาสู่การพิจารณาช้า ทำให้โดนบีบด้วยเงื่อนเวลา
'โรม' เตือน คิดเยอะๆ ก่อนยกเก้าอี้ประธานศึกษาแก้รธน.ให้ 'อภิสิทธิ์'
https://www.matichon.co.th/politics/news_1740008
‘โรม’ ย้ำ ปธ.กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีความสามารถ-ปชช.ยอมรับ แนะคิดเยอะๆ ก่อนยกเก้าอี้ให้ ‘อภิสิทธิ์’
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสที่มีการเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั่งประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าในส่วนความเห็นของพรรค อนค.ขณะนี้ยังไม่มีความเห็นสรุปต่อเรื่องนี้ ต้องรอฟังจากการประชุมประจำสัปดาห์ก่อน ส่วนตัวตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ขึ้นมา เรามีตัวเลือกอื่นอีกหรือไม่ หลักๆ เราอยากฟังก่อนว่าทำไมนายอภิสิทธิ์จึงมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ต้องดูว่ามีใครที่มีความเหมาะในตำแหน่งประธาน กมธ.อีกหรือไม่ ด้านหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นายอภิสิทธิ์เป็นคนที่อยู่ในวงการทางการเมืองและมีประสบการณ์มานาน แต่ไม่สามารถตอบได้ว่ามีคุณสมบัติเหมาะกับตำแหน่งนี้หรือไม่
ตนได้ยินข่าวนี้มาสักพักว่า นายอภิสิทธิ์จะมาเป็นประธาน กมธ. บางคนให้เหตุผลว่า นายอภิสิทธิ์จะเป็นตัวประสานระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2540 ที่บทบาทของ กมธ.ชุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะสามารถดึงความเห็นของภาคประชาสังคมเข้ามาแลกเปลี่ยนและมีส่วนร่วมกับ กมธ. ตนคิดว่า เราต้องสามารถทำให้ได้แบบนั้น สิ่งสำคัญคือ คนที่จะมาเป็นประธาน กมธ.จะต้องเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากสังคม เพราะประธานเป็นเหมือนแม่เหล็กในการดึงภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม และจะได้รับรายงานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ
“คำถามที่เราจะต้องพาดหัวต่อไปคือ คุณอภิสิทธิ์มีความเหมาะสมในเรื่องนี้มากพอหรือไม่ ผมก็ไม่รู้ว่านายอภิสิทธิ์เหมาะหรือไม่ คิดว่าเราจะต้องคิดเรื่องนี้เยอะ และต้องฟังเสียงของประชาชนว่าคิดอย่างไรด้วย” นายรังสิมันต์กล่าว
เศรษฐกิจไทย ‘วูบหนัก’ กดดัน กนง. ลดดอกเบี้ยเพิ่ม
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/853013
นักวิเคราะห์เริ่มจับตาดูการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย.นี้มากขึ้น หลังจากธนาคารกลางหลายประเทศ เริ่มปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อประคองเศรษฐกิจ ล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) เพิ่งปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาอยู่ระดับ 1.50-1.75% ส่งผลต่อเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า กดดันให้ค่าเงินสกุลอื่นๆ รวมทั้งเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น
สำหรับ การประชุม กนง. ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 7 ในรอบปี 2562 ขณะที่ นักวิเคราะห์ เริ่มประเมินว่า มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะเห็น กนง. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งภายในปีนี้
“สมประวิณ มันประเสริฐ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินว่า หากการประชุมรอบนี้ กนง. ยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ก็คงจะมีการปรับลดในการประชุมรอบหน้า(18ธ.ค.) อย่างแน่นอน สาเหตุเพราะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงค่อนข้างมาก ทำให้ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเพิ่มเติม
"คิดว่าภายในสิ้นปีนี้คง "ลง" อีกครั้งแน่นอน ซึ่งอาจเป็นครั้งนี้หรือครั้งหน้าก็เป็นได้ สาเหตุทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน โดยภายนอกเป็นเรื่องการค้าโลกที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลง ไอเอ็มเอฟ(กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ก็ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจลงเกือบทุกประเทศ และธนาคารกลางขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลกก็ออกมาปรับลดดอกเบี้ยลง สร้างแรงกดดันต่อดอกเบี้ยไทย"
สำหรับปัจจัยภายใน แม้กระทรวงการคลังจะออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ทำได้เพียงประคับประคองไม่ให้ชะลอตัวลงแรง คำถามสำคัญ คือ เมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 3% ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) เริ่มเพิ่มขึ้น ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะต้องออกมาตรการที่เป็นลักษณะ “กระตุ้น” เศรษฐกิจจริงๆ ไม่ใช่เพียงประคับประคอง และมาตรการทางฝั่งกระทรวงการคลังควรต้องสัมพันธ์กับฝั่งของนโยบายการเงินด้วย
นายสมประวิณ ย้ำว่า หากกระทรวงการคลังไม่กล้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเกรงว่าจะสร้างภาระการคลังในอนาคต ซึ่งประเด็นนี้อยากให้คิดในมุมกลับกันว่า ถ้ากระทรวงการคลังไม่ออกมาตรการดูแลเพิ่มแล้วทำให้เศรษฐกิจชะลอลง เมื่อเศรษฐกิจชะลอ กระทรวงการคลังอาจเก็บรายได้ ได้น้อยลง ถึงตอนนั้นก็จะเป็นภาระการคลังอยู่ดี
“วันนี้เศรษฐกิจเราค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า คงย่อลงต่ำกว่า 3% คำถามคือ ถึงเวลารึยังที่เราจะใช้คำว่า ”กระตุ้น“ และถ้าต้องกระตุ้น ก็น่าจะทำทั้งฝั่งของนโยบายการเงินและนโยบายการคลังควบคู่กันไป”
ส่วนกรณีที่ ธปท.แสดงความเป็นห่วงเรื่องเสถียรภาพระบบการเงิน ประเด็นนี้อาจต้องแยกแยะว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากโครงสร้างหรือเกิดจากวัฎจักรทางเศรษฐกิจ เพราะช่วงที่เศรษฐกิจชะลอ ระดับหนี้ย่อมต้องเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว เนื่องจากรายได้น้อยลง ในขณะที่คนต้องกินต้องใช้ จึงต้องกู้เพิ่ม และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น คนมีรายได้เพิ่มขึ้นระดับหนี้ก็ควรจะลดลง หากเราไม่ยอมรับหนี้ที่สูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจแย่ ก็แปลว่าเราไม่ยอมให้กลไกทางการเงินช่วยดูแลเศรษฐกิจ
ด้าน “กำพล อดิเรกสมบัติ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและตลาดเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ(อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า แรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น รวมทั้งการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายๆ แห่งในช่วงก่อนหน้านี้ อาจสร้างแรงกดดันต่อการทำนโยบายการเงินของ กนง.
“เราเชื่อว่าดอกเบี้ยจะลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งการประชุมครั้งนี้อาจจะยังคงไว้ก่อนแล้วไปปรับลดในรอบหน้า เพราะ กนง. อาจอยากรอดูผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐผลักดันออกมา ซึ่งมาตรการส่วนใหญ่มีผลในเดือนส.ค.และก.ย. จึงเชื่อว่า กนง. คงจะรอดูตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ก่อน”
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย.ที่ออกมาล่าสุด ยังคงสะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย โดยตัวเลขหลายตัวออกมาไม่ดีนัก ที่น่าห่วงสุด คือ การลงทุนภาคเอกชนชะลอลงค่อนข้างมาก จาก 2 กลุ่มใหญ่ คือ ยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่หดตัว และ การขออนุญาตก่อสร้างที่ลดลง จึงประเมินว่านโยบายการเงินควรเข้ามามีส่วนเพิ่มเติมในการดูแลเศรษฐกิจ
“พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ภัทร ประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งอาจจะเป็นการประชุมครั้งนี้หรือครั้งหน้าก็ได้ โดยสาเหตุมาจาก 3 ปัจจัยหลัก
ทั้ง 3 ปัจจัย ประกอบด้วย “การขยายตัวของเศรษฐกิจไม่ดีนัก” ตัวเลขล่าสุดเดือนก.ย.ที่ออกมา ชะลอตัวลงค่อนข้างมากและทำให้การขยายตัวของจีดีพีในไตรมาส 3 อาจเติบโตได้เพียง 2.7% เท่านั้น นอกจากนี้ “เงินเฟ้อ” ยังชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนต.ค.ขยายตัวเพียง 0.11% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวเพียง 0.44% ขณะที่ “เงินบาท” ยังแข็งค่าต่อเนื่อง
“จะเห็นว่าธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกปรับลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง หากเรายังคงยืนเอาไว้ ก็อาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากนัก”