JJNY : 5in1 พท.กางไทม์ไลน์ตรวจสอบรบ./โรมเตือนคิดเยอะๆ/ศก.ไทยวูบกดดันกนง./ส่งออกข้าวใกล้อวสาน?/ศก.เหนือQ3ซึมต่อเนื่อง

กระทู้ข่าว
เพื่อไทย กางไทม์ไลน์ตรวจสอบรัฐบาล ขณะที่ กมธ.งบฯ เผยตั้งเป้าลดงบ 50,000 ล้าน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1740113

“เพื่อไทย” ลั่น จะสามารถชี้ให้ปชช.เห็นข้อผิดพลาดของการทำงานของ รบ. ได้ ขณะที่ กมธ.งบฯ ติง กม.กำกวมปมเปิดให้ใช้ “งบฯพลางก่อน” หวั่น เป็นปัญหาในวันหน้า

เมื่อเวลา 15.50 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคพท. นำโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 63 นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และประธานวิปฝ่ายค้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคพท. แถลงภายหลังการประชุม

โดยน.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า หลังเปิดประชุมสภา พท.จะขับเคลื่อนการทำงานของพรรคให้สอดคล้องกับการทำงานในสภา โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งพรรคพท. เราคิดว่า ข้อมูล และความชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่บกพร่อง ผิดพลาด และไร้ประสิทธิภาพ ได้มีให้เห็นมาโดยลอด รวมถึงภายใต้คณะกมธ.ทั้ง 35 คณะ ได้เห็นร่องรอยของความทุจริต คอร์รัปชั่น ด้วยข้อมูลเหล่านี้เราเห็นว่าควรยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เราทำงานร่วมกับพรรคร่วม ดังนั้น วัน เวลา และตัวบุคคล ที่จะอภิปรายคงจะได้มีการหารือกับพรรคร่วม ทั้งนี้ เราเห็นว่ามีรัฐมนตรีหลายคนที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ บางคนเป็นคนที่สังคมอาจจะคาดไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อมูลที่มีอยู่เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องของกรอบเวลา แต่ขอหารือกับพรรคร่วมก่อนเพื่อให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเราจะสามารถสะท้อนให้เห็นการบริหารงานที่ผิดพลาด และบกพร่องของรัฐบาลให้พี่น้องประชาชนเห็นได้

ด้านนายวรวัจน์ กล่าวถึงการพิจารณาพ.ร.บ. เราพิจารณาไปแล้ว 2 กระทรวงคือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิตัล และขณะนี้กำลังพิจารณากระทรวงทรัพฯ ซึ่งกระบวนการจัดทำงบประมาณครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการงบประมาณของภาครัฐ ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชน และไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ มีร่องรอยของการทุจริต ซึ่งกมธ.กำลังหาข้อมูลในเชิงลึกอยู่ ซึ่งกมธ.เห็นว่า งบฯปีนี้จะมีปัญหาเรื่องการกระจายงบฯอย่างแน่นอน นอกจากนี้ กมธ. ได้มีการพูดคุยกันถึงการเสนอปรับลดงบฯจำนวนมาก โดยเฉพาะงบฯที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และส่อไปในทางเอื้อให้มีการทุจริต ดังนั้น อย่าตกใจ หาก กมธ.จะเสนอตัดงบฯจำนวนมาก

“ปีนี้มีการใช้งบฯพลางก่อน คือ มีการให้ใช้งบฯไปก่อน ก่อนที่ร่างพ.ร.บ.จะผ่านการพิจารณา ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ไปเพื่อเป็นเงินเดือนของข้าราชการประจำ และจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้เป็นกฎหมาย แต่ปีนี้มีการใช้พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ที่ให้อำนาจสำนักงบฯ สามารถให้อำนาจนายกฯใช้งบฯส่วนนี้ได้เลย โดยไม่ได้ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษา ซึ่งประเด็นปัญหาอยู่ที่ มาตรา 52 ที่กำหนดว่า ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยที่รับงบฯ ถ้าไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ นอกจากจะถูกดำเนินคดีแล้ว อาจถูกเรียกเงินคืน ซึ่งเราพบว่ามีโครงการที่ส่อเอื้อทุจริต และไ่เกิดประโยชน์ ซึ่งอาจถูกเรียกเงินคืนหาก กมธ.ไม่เห็นด้วย หรือไปปรับลดงบฯตรงส่วนนั้นๆลง แปลว่าการใช้งบฯส่วนนั้น จะเป็นการใช้งบฯที่ผิดกฎหมายทันที ผมมองว่ามาตรานี้มีความไม่ชัดเจน ซึ่งทางรัฐบาลควรที่จะต้องทำให้ชัดเจนก่อนเพื่อที่จะไม่เป็นปัญหาตามมาภายหลัง เพราะไม่เช่นนั้น หากท่านใช้เงินไปแล้ว แต่ถูกเรียกเงินคืนจะเป็นปัญหาที่กระทบต่อการทำงาน และประชาชนที่ได้รับงบฯเป็นอย่างมาก” นายวรวัจน์ กล่าว

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า กมธ.ตั้งเป้าปรับลดงบฯ จำนวนประมาณ 50,000 ล้านบาท จากทั้งหมด ที่จะเอามาทำประโยชน์ในทางอื่นได้ซึ่งมีงบฯที่ไม่สามารถชี้แจงได้ โดยเฉพาะในส่วนของงบฯกลาง ขณะที่งบฯรายกระทรวงดูแล้วจะปรับลดได้รวมแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ มีการจัดงบฯที่ซ่อนเม็ดเงินไว้ทำให้ กมธ.ตามดูลำบาก นอกจากนี้ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปีนี้ทำได้ลำบาก เพราะตัวร่าง พ.ร.บ.เข้ามาสู่การพิจารณาช้า ทำให้โดนบีบด้วยเงื่อนเวลา



'โรม' เตือน คิดเยอะๆ ก่อนยกเก้าอี้ประธานศึกษาแก้รธน.ให้ 'อภิสิทธิ์'
https://www.matichon.co.th/politics/news_1740008

‘โรม’ ย้ำ ปธ.กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีความสามารถ-ปชช.ยอมรับ แนะคิดเยอะๆ ก่อนยกเก้าอี้ให้ ‘อภิสิทธิ์’

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสที่มีการเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั่งประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าในส่วนความเห็นของพรรค อนค.ขณะนี้ยังไม่มีความเห็นสรุปต่อเรื่องนี้ ต้องรอฟังจากการประชุมประจำสัปดาห์ก่อน ส่วนตัวตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ขึ้นมา เรามีตัวเลือกอื่นอีกหรือไม่ หลักๆ เราอยากฟังก่อนว่าทำไมนายอภิสิทธิ์จึงมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ต้องดูว่ามีใครที่มีความเหมาะในตำแหน่งประธาน กมธ.อีกหรือไม่ ด้านหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นายอภิสิทธิ์เป็นคนที่อยู่ในวงการทางการเมืองและมีประสบการณ์มานาน แต่ไม่สามารถตอบได้ว่ามีคุณสมบัติเหมาะกับตำแหน่งนี้หรือไม่

ตนได้ยินข่าวนี้มาสักพักว่า นายอภิสิทธิ์จะมาเป็นประธาน กมธ. บางคนให้เหตุผลว่า นายอภิสิทธิ์จะเป็นตัวประสานระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2540 ที่บทบาทของ กมธ.ชุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะสามารถดึงความเห็นของภาคประชาสังคมเข้ามาแลกเปลี่ยนและมีส่วนร่วมกับ กมธ. ตนคิดว่า เราต้องสามารถทำให้ได้แบบนั้น สิ่งสำคัญคือ คนที่จะมาเป็นประธาน กมธ.จะต้องเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากสังคม เพราะประธานเป็นเหมือนแม่เหล็กในการดึงภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม และจะได้รับรายงานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ

“คำถามที่เราจะต้องพาดหัวต่อไปคือ คุณอภิสิทธิ์มีความเหมาะสมในเรื่องนี้มากพอหรือไม่ ผมก็ไม่รู้ว่านายอภิสิทธิ์เหมาะหรือไม่ คิดว่าเราจะต้องคิดเรื่องนี้เยอะ และต้องฟังเสียงของประชาชนว่าคิดอย่างไรด้วย” นายรังสิมันต์กล่าว



เศรษฐกิจไทย ‘วูบหนัก’ กดดัน กนง. ลดดอกเบี้ยเพิ่ม
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/853013

นักวิเคราะห์เริ่มจับตาดูการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย.นี้มากขึ้น หลังจากธนาคารกลางหลายประเทศ เริ่มปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อประคองเศรษฐกิจ ล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) เพิ่งปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาอยู่ระดับ 1.50-1.75% ส่งผลต่อเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า กดดันให้ค่าเงินสกุลอื่นๆ รวมทั้งเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น

สำหรับ การประชุม กนง. ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 7 ในรอบปี 2562 ขณะที่ นักวิเคราะห์ เริ่มประเมินว่า มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะเห็น กนง. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งภายในปีนี้

สมประวิณ มันประเสริฐ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินว่า หากการประชุมรอบนี้ กนง. ยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ก็คงจะมีการปรับลดในการประชุมรอบหน้า(18ธ.ค.) อย่างแน่นอน สาเหตุเพราะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงค่อนข้างมาก ทำให้ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเพิ่มเติม

"คิดว่าภายในสิ้นปีนี้คง "ลง" อีกครั้งแน่นอน ซึ่งอาจเป็นครั้งนี้หรือครั้งหน้าก็เป็นได้ สาเหตุทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน โดยภายนอกเป็นเรื่องการค้าโลกที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลง ไอเอ็มเอฟ(กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ก็ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจลงเกือบทุกประเทศ และธนาคารกลางขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลกก็ออกมาปรับลดดอกเบี้ยลง สร้างแรงกดดันต่อดอกเบี้ยไทย"

สำหรับปัจจัยภายใน แม้กระทรวงการคลังจะออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ทำได้เพียงประคับประคองไม่ให้ชะลอตัวลงแรง คำถามสำคัญ  คือ เมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 3% ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) เริ่มเพิ่มขึ้น ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะต้องออกมาตรการที่เป็นลักษณะ “กระตุ้น” เศรษฐกิจจริงๆ ไม่ใช่เพียงประคับประคอง และมาตรการทางฝั่งกระทรวงการคลังควรต้องสัมพันธ์กับฝั่งของนโยบายการเงินด้วย
นายสมประวิณ ย้ำว่า หากกระทรวงการคลังไม่กล้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเกรงว่าจะสร้างภาระการคลังในอนาคต ซึ่งประเด็นนี้อยากให้คิดในมุมกลับกันว่า ถ้ากระทรวงการคลังไม่ออกมาตรการดูแลเพิ่มแล้วทำให้เศรษฐกิจชะลอลง เมื่อเศรษฐกิจชะลอ กระทรวงการคลังอาจเก็บรายได้ ได้น้อยลง ถึงตอนนั้นก็จะเป็นภาระการคลังอยู่ดี

“วันนี้เศรษฐกิจเราค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า คงย่อลงต่ำกว่า 3% คำถามคือ ถึงเวลารึยังที่เราจะใช้คำว่า ”กระตุ้น“ และถ้าต้องกระตุ้น ก็น่าจะทำทั้งฝั่งของนโยบายการเงินและนโยบายการคลังควบคู่กันไป”

ส่วนกรณีที่ ธปท.แสดงความเป็นห่วงเรื่องเสถียรภาพระบบการเงิน ประเด็นนี้อาจต้องแยกแยะว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากโครงสร้างหรือเกิดจากวัฎจักรทางเศรษฐกิจ เพราะช่วงที่เศรษฐกิจชะลอ ระดับหนี้ย่อมต้องเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว เนื่องจากรายได้น้อยลง ในขณะที่คนต้องกินต้องใช้ จึงต้องกู้เพิ่ม และเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น คนมีรายได้เพิ่มขึ้นระดับหนี้ก็ควรจะลดลง หากเราไม่ยอมรับหนี้ที่สูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจแย่ ก็แปลว่าเราไม่ยอมให้กลไกทางการเงินช่วยดูแลเศรษฐกิจ

ด้าน “กำพล อดิเรกสมบัติ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและตลาดเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ(อีไอซี)  ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า แรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น รวมทั้งการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายๆ แห่งในช่วงก่อนหน้านี้ อาจสร้างแรงกดดันต่อการทำนโยบายการเงินของ กนง. 

“เราเชื่อว่าดอกเบี้ยจะลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งการประชุมครั้งนี้อาจจะยังคงไว้ก่อนแล้วไปปรับลดในรอบหน้า เพราะ กนง. อาจอยากรอดูผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐผลักดันออกมา ซึ่งมาตรการส่วนใหญ่มีผลในเดือนส.ค.และก.ย. จึงเชื่อว่า กนง. คงจะรอดูตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ก่อน”

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย.ที่ออกมาล่าสุด ยังคงสะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย โดยตัวเลขหลายตัวออกมาไม่ดีนัก ที่น่าห่วงสุด คือ การลงทุนภาคเอกชนชะลอลงค่อนข้างมาก จาก 2 กลุ่มใหญ่ คือ ยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่หดตัว และ การขออนุญาตก่อสร้างที่ลดลง จึงประเมินว่านโยบายการเงินควรเข้ามามีส่วนเพิ่มเติมในการดูแลเศรษฐกิจ

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ภัทร ประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งอาจจะเป็นการประชุมครั้งนี้หรือครั้งหน้าก็ได้ โดยสาเหตุมาจาก 3 ปัจจัยหลัก

ทั้ง 3 ปัจจัย ประกอบด้วย “การขยายตัวของเศรษฐกิจไม่ดีนัก” ตัวเลขล่าสุดเดือนก.ย.ที่ออกมา ชะลอตัวลงค่อนข้างมากและทำให้การขยายตัวของจีดีพีในไตรมาส 3 อาจเติบโตได้เพียง 2.7% เท่านั้น นอกจากนี้ “เงินเฟ้อ” ยังชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนต.ค.ขยายตัวเพียง 0.11% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวเพียง 0.44% ขณะที่ “เงินบาท” ยังแข็งค่าต่อเนื่อง 

“จะเห็นว่าธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกปรับลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง หากเรายังคงยืนเอาไว้ ก็อาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากนัก”
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่