สวัสดีค่ะเรามีปัญหากับเพื่อนที่ทำงานซึ่งเราทำงานที่นี่มาได้เกือบปีแล้วแล้วค่ะ เรื่องมันมีอยู่ว่าตอนทำงาน 4 เดือนแรกก็เป็นช่วงเทรนงานของเราอยู่เขาก็ดูเป็นคนดีเป็นเพื่อนที่ดีปกติแต่พอหลังจากเดือนที่ 5-6 ไปเราเริ่มรู้สึกว่าเขามีพฤติกรรมแปลกๆที่เรารู้สึกว่าคุกคามความเป็นส่วนตัวของเรามาก อย่างเช่น จะชอบแอบชำเลืองมองมือถือเราเวลาเราแชทกับเพื่อนแล้วเขาก็จะพูดสิ่งที่เขาเห็นในแชทกับเรา ถามว่าคุยกับใครเรื่องอะไร ตอนเรียนมหาลัยใช้เงินเดือนละเท่าไร และมีครั้งนึงที่อึ้งที่สุดคือเขารู้ชื่อหอพักที่เราทำธุรกิจอยู่ที่บ้านต่างจังหวัดทั้งๆที่เราไม่เคยคุยกับเขาเรื่องนี้เลยเลยงงมากว่าเขารู้ได้ไง และมีช่วงนึงที่พีคๆเลยก็คือเวลาเราไปเที่ยวเขาจะถามเราว่าบินสายการบินของอะไรซึ่งปกติเราจะบินโลว์คอร์สเพราะค่อนข้างประหยัดและใช้เวลาบินเท่ากับ Full service ก็เลยไม่ได้ซีเรียสอะไรมากมายเพราะมันเซฟเงินไปในตัวด้วยแต่เขากลับพูดกับเราว่าทำไมบินถูกจังเป็นฉันคงนั่งไม่ได้หรอกเหยียดขาก็ไม่สะดวก เราเลยไม่เข้าใจตรงนี้ว่าทำไมเขาถึงต้องมาก้าวก่ายเรื่องของเราด้วยทั้งๆที่มันก็เงินเรา เรื่องตั๋วเครื่องบินนี่เขายกขึ้นมาพูดเกือบสองเดือนติดเป็นอะไรที่ทำให้เราหัวเสียมากๆจนหลังๆทนไม่ไหวเลยตอบกลับไปว่าถ้าเวลามันบินเท่ากันจะจ่ายแพงกว่าทำไมจ่ายไปก็ไม่ได้บินเร็วกว่าเดิมอยู่ดีแล้วเงินเดือนเราก็ไม่ได้มากพอที่จะมาบินหรูอยู่แพงได้ทุกไฟล์ทเอาเงินตรงนั้นไว้เป็นค่าเที่ยวอย่างอื่นดีกว่าไหม เขาเลยตอบกลับมาว่าทำไมมองโลกในแง่ร้ายจัง เราละอยากจะถอนหายใจว่าแล้วที่คุณพูดกับเราเนี่ยมองโลกในแง่ดีมากมั้ง "-" และเมื่อก่อนตอนที่ยังสนิทกันมีอะไรก็จะเล่าให้กันฟังหมดรวมถึงเรื่องแฟนเก่าเรา เขาก็จะชอบแกล้งว่าวันนี้แฟนเก่าเธอมาหาที่ทำงานอะพอถามไปถามมาก็ได้ความว่าโกหก ซึ่งเรารู้สึกว่าไม่ตลกและไม่ควรเอามาล้อเล่นเพราะเราก็ยังรู้สึกกับแฟนเก่าเลยค่อนข้างเซนซิทีฟและเราไม่ชอบคนโกหกเราเลยหัวเสียนิดๆที่เอามาพูดเป็นเรื่องเล่นๆ
เรื่องต่อไปเลยก็คือเมื่อก่อนที่ยังสนิทกันมากกว่านี้เราจะไปเที่ยวไปดื่มกับเขาตามบาร์เพราะเชื่อที่เพื่อนบอกว่ามีเวลาเที่ยวก็รีบๆเที่ยวไปเถอะเงินยังหาใหม่ได้ แต่หลังๆมันชักหนักขึ้นจนไม่ไหวใช้เงินเดือนชนเดือนทุกเดือนรูดบัตรกันกระหน่ำ หลังๆเราเลยเริ่มปฏิเสธเพราะคิดในใจว่าไม่ได้ละถ้าเที่ยวแบบนี้ทุกเดือนการเงินล่มจมแน่ นางเลยจะชอบพูดเวลาที่เราปฏิเสธว่าใช่สิฉันไม่ใช่เพื่อนเธอนิเราก็ได้แต่เงียบๆและปล่อยไปแต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เลิกเที่ยวจนเป็นหนี้บัตรเครดิตไม่รู้เท่าไร ซึ่งเราก็คิดในใจว่าคนเราก็ต้องมีสังคมเยอะเพื่อนสมัยเรียน มหาลัย ที่ทำงานเก่าอื่นๆ ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นเลยทำให้เราหัวเสียอีกรอบ
เรื่องต่อไปที่เกือบถึงจุดแตกหักแบบสุดๆเพราะเรื่องนี้ลามมาถึงเรื่องงานเลยก็คือ เรากับเพื่อนเป็นเซลค่ะซึ่งเซลจะมีค่าคอมมิชชั่นรายบุคคลค่ะ แล้ววันนั้นเป็นวันหยุดของเราแล้วลูกค้าเรากลับมาซื้อของอีกรอบ เพื่อนเราก็เลยเอาชื่อลูกค้าเราไปใส่เป็นชื่อตัวเองเพื่อให้ได้ค่าคอมมิชชั่นเข้าตัวเองเพราะอ้างว่าจำลูกค้าเราไม่ได้ ทั้งๆที่วันที่ขายไปเขายังเป็นคนช่วยเรายกของไปให้ลูกค้าดูอยู่เลยชื่อทุกอย่างก็มีขึ้นในระบบเราไปเช็คในระบบเลยรู้และเราก็คิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่คนเจอกันถึง 3 รอบแล้วจะจำไม่ได้ เราเลยงัดหลักฐานทั้งหมดไปคุยกับเมเนเจอร์ของเราว่าถ้าเป็นแบบนี้อีกจะมีวิธีจัดการยังไงก็เลยจบไปเรื่องนึง ถึงจะเคลียร์กันแล้วแต่ความรู้สึกความเป็นเพื่อนมันแทบจะไม่เหลือแล้วเพราะว่าถ้าเราเป็นเขาแล้วลูกค้าเขากลับมาซื้อที่เรา เราก็จะใส่เป็นชื่อเขาเพื่อให้เขาได้ค่าคอมมิชชั่นอย่างไม่ลังเล เรื่องนี้เลยทำให้เราเฟลมากๆ
เรื่องต่อไปคืออย่างที่บอกว่าเมื่อก่อนเราสนิทกันมากวันหยุดเราจะชอบแวะไปกินข้าวเที่ยงกับเขา แต่วันหยุดเขาเขาไม่เคยมาหาเราเลย และเขาจะชอบโทรหาเราทุกวันๆละสองสามรอบจนหลังๆมันหนักเข้า วันๆเราแทบไม่ได้ทำอะไรนอกจากคุยกับเพื่อนคนนี้ทั้งๆที่วันหยุดเราควรได้พักสมอง ถ้าเป็นเราจะไม่ไปรบกวนวันหยุดเพื่อนเลยยิ่งกลับบ้านยิ่งไม่โทรใหญ่เพราะควรให้เพื่อนได้ใช้เวลากับครอบครัวบ้าง หลังๆเราเลยต้องไม่รับบ้างเพราะโทรมาแทบจะไม่มีสาระอะไรเลย แล้วก็มีอีกหนึ่งเรื่องที่ค่อนข้างพีคเหมือนกันเลยก็คือช่วงนี้เป็นช่วงที่เรากับเพื่อนกำลังหางานใหม่พร้อมกันและเป็นงานแบบเดียวกันเพราะว่าบริษัทที่ทำอยู่สวัสดิการไม่ค่อยโอเคเลยอยากขยับขยายกัน เราก็ส่งเรซูเม่ไปตามเว็บต่างๆบริษัทต่างๆที่อยากทำ ก็มีโอกาสไปสัมภาษณ์หลายที่แต่ก็ยังไม่มีบริษัทไหนที่รับเข้าทำงานเพราะจำนวนคนสมัครกับตำแหน่งที่เปิดรับมันสวนทางกันพอเข้าใจได้ แรกๆมีอะไรก็จะแนะนำกันไปสมัครด้วยกันตลอด แต่ว่าตั้งแต่เกิดเรื่องที่แตกหักกันไปที่เล่าให้ฟังด้านบนก็แยกย้ายกันสมัครแต่เราก็ยังแนะนำเขาตลอดนะคะว่ามีที่ไหนเปิดรับบ้างรวมถึงไกด์สัมภาษณ์ที่เราไปก่อนให้ด้วย เวลาเราได้ไปสัมที่ไหนเราก็จะบอกเขาตลอดนะ เขาก็จะชอบพูดประมาณว่าไม่ไปหรอกพอละปีนี้เหนื่อยละ แต่เขาก็ยังไปสัมอยู่และเรื่องมันพีคตรงที่ว่าเขาได้สัมภาษณ์ไปถึงรอบสุดท้ายซึ่งมีโอกาสจะถูกจ้างงานแล้ว 90% แล้วเขาก็มาถามๆเราว่าเออบริษัทนี้ที่เคยสัมไว้นานแล้วมาขอสลิปเงินเดือนหมายความว่าไง เราเลยบอกว่าคงได้งานแล้วมั้งเขาคงเอาไปพิจารณาเงินเดือน แล้วเขาพึ่งมาบอกเราวันนี้ว่ามันเป็นอีกบริษัทนึงที่เราเองเคยไปสัมมาก่อนหน้านี้แล้วเราก็ตั้งใจกับมันมากๆแล้วเราไม่ได้ไปต่อรอบต่อไปเราเลยรู้สึกเฟลๆนิดหน่อย แต่มันยิ่งเฟลหนักตรงที่ว่าเขามาเล่าให้ฟังว่าตอนสัมภาษณ์เขาเมคเรื่องเอาผลงานที่เราเคยทำไปเล่าเป็นเรื่องของตัวเองจนเราก็มึนๆอึนๆไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงดี ในใจมันเอาแต่คิดตลอดเลยว่าทำไมคนแบบนั้นถึงได้โอกาสไปเพราะตอนที่ทำงานด้วยกันเขาทำงานผิดบ่อย ส่งอีเมลผิดบ้างล่ะ พิมพ์ข้อมูลผิดบ้างล่ะ และมีหลายครั้งที่เราต้องช่วยรับหน้าลูกค้าของเขาแทนตัวเขาเองเวลามีปัญหา เหมือนแค่มาทำงานไปวันๆแล้วก็กลับ แต่กับเราเรามั่นใจ 100% เลยว่างานทุกชิ้นที่เราทำจะทำให้เรียบร้อยและเต็มที่ที่สุด เวลาว่างๆเราจะชอบไปหาข้อมูลในสิ่งที่ไม่รู้มาเต็มเติมตลอดแต่พอเหตุการณ์มันเป็นแบบนี้เราเลยรู้สึกท้อว่าเราพลาดตรงไหน ที่เราหาความรู้และพยายามฝึกตัวเองมาทั้งหมดมันไม่มีค่าอะไรเลยหรอ แอบหมดกำลังใจเหมือนกันนะคะกับเรื่องนี้ ทุกทีจะให้กำลังใจตัวเองมาตลอดว่าเออน่าเดี๋ยวสักวันก็ถึงวันของเราแต่ตอนนี้ท้อมากทั้งผิดหวังที่เพื่อนโกหก และผิดหวังในตัวเองที่ทำไม่ได้สักที เหมือนความหวังมันพังทลายอาจจะเป็นเพราะเราตั้งความคาดหวังกับชีวิตเรามากไปใช้ไหมคะ และนี่เป็นสิ่งที่เราต้องเจอเกือบทุกวันตลอดเวลา 4 เดือนที่ผ่านมายอมรับว่ามันทำให้ส่งผลต่อความคิดและจิตใจเรามากๆมันทำให้เราอึดอัดที่ต้องคุยกับเขา เพราะเขาชอบพูดเรื่องไร้สาระทั้งวันซึ่งเราค่อนข้างเป็นคนจริงจังเลยอึดอัดที่ต้องมีบทสนทนาแบบนั้นทั้งวัน แล้วเราจะชอบเก็บคำพูด-ดันต่างๆที่เขาพูดกับเราด้านบนมาคิดว่าเขาทำแบบนั้นทำไมต้องการอะไร ทำไมถึงยุ่งกับชีวิตเราได้มากขนาดนี้ เราแคร์คำพูดความรู้สึกเขาทุกอย่าง จนเราทนไม่ไหวช่วงนี้เลยต้องโทรหาสายด่วนสุขภาพจิตค่อนข้างถี่มากเพราะมันทนเจอความรู้สึกนี้ทุกวันต่อไปไม่ไหวอยากออกไปจากจุดนี้ แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้เพราะต้องทำงานด้วยกันจนกว่าจะมีใครคนนึงแยกย้ายออกไปเรื่องคงจบ จนตัดสินใจลองใช้บริการจิตแพทย์ออนไลน์เพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดและปรึกษาว่าเราควรไปพบหมอไหมคุณหมอเลยวินิจฉัยว่าควรไปพบจิตแพทย์เพราะเรามีอาการเครียด พรุ่งนี้เลยตัดสินใจว่าจะไปพบจิตแพทย์ค่ะ เลยอยากถามเพื่อนๆชาวพันทิพค่ะว่ามีใครมีคำแนะนำดีๆหรือว่าเจอเหตุการณ์แบบนี้บ้างไหมคะ และสิ่งที่เราเจอมันเป็นเรื่องปกติไหมคะตอนนี้ทุกข์ใจและรู้สึกว่ามันบั่นทอนจิตใจมากๆค่ะ
รู้สึกผิดหวังและถูกคุมคามความเป็นส่วนตัวจากเพื่อนร่วมงานทำยังไงดีคะ
เรื่องต่อไปเลยก็คือเมื่อก่อนที่ยังสนิทกันมากกว่านี้เราจะไปเที่ยวไปดื่มกับเขาตามบาร์เพราะเชื่อที่เพื่อนบอกว่ามีเวลาเที่ยวก็รีบๆเที่ยวไปเถอะเงินยังหาใหม่ได้ แต่หลังๆมันชักหนักขึ้นจนไม่ไหวใช้เงินเดือนชนเดือนทุกเดือนรูดบัตรกันกระหน่ำ หลังๆเราเลยเริ่มปฏิเสธเพราะคิดในใจว่าไม่ได้ละถ้าเที่ยวแบบนี้ทุกเดือนการเงินล่มจมแน่ นางเลยจะชอบพูดเวลาที่เราปฏิเสธว่าใช่สิฉันไม่ใช่เพื่อนเธอนิเราก็ได้แต่เงียบๆและปล่อยไปแต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เลิกเที่ยวจนเป็นหนี้บัตรเครดิตไม่รู้เท่าไร ซึ่งเราก็คิดในใจว่าคนเราก็ต้องมีสังคมเยอะเพื่อนสมัยเรียน มหาลัย ที่ทำงานเก่าอื่นๆ ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นเลยทำให้เราหัวเสียอีกรอบ
เรื่องต่อไปที่เกือบถึงจุดแตกหักแบบสุดๆเพราะเรื่องนี้ลามมาถึงเรื่องงานเลยก็คือ เรากับเพื่อนเป็นเซลค่ะซึ่งเซลจะมีค่าคอมมิชชั่นรายบุคคลค่ะ แล้ววันนั้นเป็นวันหยุดของเราแล้วลูกค้าเรากลับมาซื้อของอีกรอบ เพื่อนเราก็เลยเอาชื่อลูกค้าเราไปใส่เป็นชื่อตัวเองเพื่อให้ได้ค่าคอมมิชชั่นเข้าตัวเองเพราะอ้างว่าจำลูกค้าเราไม่ได้ ทั้งๆที่วันที่ขายไปเขายังเป็นคนช่วยเรายกของไปให้ลูกค้าดูอยู่เลยชื่อทุกอย่างก็มีขึ้นในระบบเราไปเช็คในระบบเลยรู้และเราก็คิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่คนเจอกันถึง 3 รอบแล้วจะจำไม่ได้ เราเลยงัดหลักฐานทั้งหมดไปคุยกับเมเนเจอร์ของเราว่าถ้าเป็นแบบนี้อีกจะมีวิธีจัดการยังไงก็เลยจบไปเรื่องนึง ถึงจะเคลียร์กันแล้วแต่ความรู้สึกความเป็นเพื่อนมันแทบจะไม่เหลือแล้วเพราะว่าถ้าเราเป็นเขาแล้วลูกค้าเขากลับมาซื้อที่เรา เราก็จะใส่เป็นชื่อเขาเพื่อให้เขาได้ค่าคอมมิชชั่นอย่างไม่ลังเล เรื่องนี้เลยทำให้เราเฟลมากๆ
เรื่องต่อไปคืออย่างที่บอกว่าเมื่อก่อนเราสนิทกันมากวันหยุดเราจะชอบแวะไปกินข้าวเที่ยงกับเขา แต่วันหยุดเขาเขาไม่เคยมาหาเราเลย และเขาจะชอบโทรหาเราทุกวันๆละสองสามรอบจนหลังๆมันหนักเข้า วันๆเราแทบไม่ได้ทำอะไรนอกจากคุยกับเพื่อนคนนี้ทั้งๆที่วันหยุดเราควรได้พักสมอง ถ้าเป็นเราจะไม่ไปรบกวนวันหยุดเพื่อนเลยยิ่งกลับบ้านยิ่งไม่โทรใหญ่เพราะควรให้เพื่อนได้ใช้เวลากับครอบครัวบ้าง หลังๆเราเลยต้องไม่รับบ้างเพราะโทรมาแทบจะไม่มีสาระอะไรเลย แล้วก็มีอีกหนึ่งเรื่องที่ค่อนข้างพีคเหมือนกันเลยก็คือช่วงนี้เป็นช่วงที่เรากับเพื่อนกำลังหางานใหม่พร้อมกันและเป็นงานแบบเดียวกันเพราะว่าบริษัทที่ทำอยู่สวัสดิการไม่ค่อยโอเคเลยอยากขยับขยายกัน เราก็ส่งเรซูเม่ไปตามเว็บต่างๆบริษัทต่างๆที่อยากทำ ก็มีโอกาสไปสัมภาษณ์หลายที่แต่ก็ยังไม่มีบริษัทไหนที่รับเข้าทำงานเพราะจำนวนคนสมัครกับตำแหน่งที่เปิดรับมันสวนทางกันพอเข้าใจได้ แรกๆมีอะไรก็จะแนะนำกันไปสมัครด้วยกันตลอด แต่ว่าตั้งแต่เกิดเรื่องที่แตกหักกันไปที่เล่าให้ฟังด้านบนก็แยกย้ายกันสมัครแต่เราก็ยังแนะนำเขาตลอดนะคะว่ามีที่ไหนเปิดรับบ้างรวมถึงไกด์สัมภาษณ์ที่เราไปก่อนให้ด้วย เวลาเราได้ไปสัมที่ไหนเราก็จะบอกเขาตลอดนะ เขาก็จะชอบพูดประมาณว่าไม่ไปหรอกพอละปีนี้เหนื่อยละ แต่เขาก็ยังไปสัมอยู่และเรื่องมันพีคตรงที่ว่าเขาได้สัมภาษณ์ไปถึงรอบสุดท้ายซึ่งมีโอกาสจะถูกจ้างงานแล้ว 90% แล้วเขาก็มาถามๆเราว่าเออบริษัทนี้ที่เคยสัมไว้นานแล้วมาขอสลิปเงินเดือนหมายความว่าไง เราเลยบอกว่าคงได้งานแล้วมั้งเขาคงเอาไปพิจารณาเงินเดือน แล้วเขาพึ่งมาบอกเราวันนี้ว่ามันเป็นอีกบริษัทนึงที่เราเองเคยไปสัมมาก่อนหน้านี้แล้วเราก็ตั้งใจกับมันมากๆแล้วเราไม่ได้ไปต่อรอบต่อไปเราเลยรู้สึกเฟลๆนิดหน่อย แต่มันยิ่งเฟลหนักตรงที่ว่าเขามาเล่าให้ฟังว่าตอนสัมภาษณ์เขาเมคเรื่องเอาผลงานที่เราเคยทำไปเล่าเป็นเรื่องของตัวเองจนเราก็มึนๆอึนๆไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงดี ในใจมันเอาแต่คิดตลอดเลยว่าทำไมคนแบบนั้นถึงได้โอกาสไปเพราะตอนที่ทำงานด้วยกันเขาทำงานผิดบ่อย ส่งอีเมลผิดบ้างล่ะ พิมพ์ข้อมูลผิดบ้างล่ะ และมีหลายครั้งที่เราต้องช่วยรับหน้าลูกค้าของเขาแทนตัวเขาเองเวลามีปัญหา เหมือนแค่มาทำงานไปวันๆแล้วก็กลับ แต่กับเราเรามั่นใจ 100% เลยว่างานทุกชิ้นที่เราทำจะทำให้เรียบร้อยและเต็มที่ที่สุด เวลาว่างๆเราจะชอบไปหาข้อมูลในสิ่งที่ไม่รู้มาเต็มเติมตลอดแต่พอเหตุการณ์มันเป็นแบบนี้เราเลยรู้สึกท้อว่าเราพลาดตรงไหน ที่เราหาความรู้และพยายามฝึกตัวเองมาทั้งหมดมันไม่มีค่าอะไรเลยหรอ แอบหมดกำลังใจเหมือนกันนะคะกับเรื่องนี้ ทุกทีจะให้กำลังใจตัวเองมาตลอดว่าเออน่าเดี๋ยวสักวันก็ถึงวันของเราแต่ตอนนี้ท้อมากทั้งผิดหวังที่เพื่อนโกหก และผิดหวังในตัวเองที่ทำไม่ได้สักที เหมือนความหวังมันพังทลายอาจจะเป็นเพราะเราตั้งความคาดหวังกับชีวิตเรามากไปใช้ไหมคะ และนี่เป็นสิ่งที่เราต้องเจอเกือบทุกวันตลอดเวลา 4 เดือนที่ผ่านมายอมรับว่ามันทำให้ส่งผลต่อความคิดและจิตใจเรามากๆมันทำให้เราอึดอัดที่ต้องคุยกับเขา เพราะเขาชอบพูดเรื่องไร้สาระทั้งวันซึ่งเราค่อนข้างเป็นคนจริงจังเลยอึดอัดที่ต้องมีบทสนทนาแบบนั้นทั้งวัน แล้วเราจะชอบเก็บคำพูด-ดันต่างๆที่เขาพูดกับเราด้านบนมาคิดว่าเขาทำแบบนั้นทำไมต้องการอะไร ทำไมถึงยุ่งกับชีวิตเราได้มากขนาดนี้ เราแคร์คำพูดความรู้สึกเขาทุกอย่าง จนเราทนไม่ไหวช่วงนี้เลยต้องโทรหาสายด่วนสุขภาพจิตค่อนข้างถี่มากเพราะมันทนเจอความรู้สึกนี้ทุกวันต่อไปไม่ไหวอยากออกไปจากจุดนี้ แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้เพราะต้องทำงานด้วยกันจนกว่าจะมีใครคนนึงแยกย้ายออกไปเรื่องคงจบ จนตัดสินใจลองใช้บริการจิตแพทย์ออนไลน์เพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดและปรึกษาว่าเราควรไปพบหมอไหมคุณหมอเลยวินิจฉัยว่าควรไปพบจิตแพทย์เพราะเรามีอาการเครียด พรุ่งนี้เลยตัดสินใจว่าจะไปพบจิตแพทย์ค่ะ เลยอยากถามเพื่อนๆชาวพันทิพค่ะว่ามีใครมีคำแนะนำดีๆหรือว่าเจอเหตุการณ์แบบนี้บ้างไหมคะ และสิ่งที่เราเจอมันเป็นเรื่องปกติไหมคะตอนนี้ทุกข์ใจและรู้สึกว่ามันบั่นทอนจิตใจมากๆค่ะ