สารบัญ นิยายแฟนตาซีเรื่อง Conflict Before The Beginning มันเกิดก่อนเริ่ม
https://pantip.com/topic/39358562
“แฮก ๆ ๆ ๆ ... ๆ” เสียงการหอบหายใจที่เร่งร้อนและถี่ยิบเปล่งออกมาจากปากมิหยุด ณ โลกมืดมิดอันสิ้นความหวัง
(บ้าเอ้ย! ทำไมข้าถึงไร้พลังขนาดนี้?) เมื่อมองดูรอบ ๆ แล้ว ก็รู้สึกอเนจอนาถใจอย่างช่วยไม่ได้ เนื่องจากมิอาจต่อกรกับอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย
“... พี่พอล ท่านเป็นอะไรไปแล้ว? ดูมาที่ข้าสิ กระปรี้กระเปร่าถึงขนาดนี้เลยนะ” ณ ขณะนั้นเซนซึ่งกำลังวิ่งเตลิดอยู่เคียงข้างกันได้ทักขึ้นแบบผิดคาดจริง ๆ ก็รู้ดีถึงสมรรถภาพทางร่างกาย ทว่าลักษณะท่าทางของเขายังดูไม่เหนื่อยล้าเท่าใดนัก
ในตอนแรกเขาถูกฉุดลากอย่างป่าเถื่อนอยู่ดี ๆ จึงขัดขืนไม่น้อย แต่พอรับรู้ถึงความอันตรายของสถานการณ์แล้ว เลยต้องยอมตามกระแสโดยพลัน จนผู้ดึงมือข้างหน้าต้องปลดปล่อยให้ขับเคลื่อนด้วยตนเอง ครั้นกำลังลดเลี้ยวผ่านช่องทางแคบ ๆ ที่ประเมินว่าน่าจะรอดพ้นภัยระหว่างการทรมานของเหล่าดวงวิญญาณเช่นเดียวกัน ซึ่งกระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ ทั้งบริเวณจากผู้ลงทัณฑ์อันทรงอำนาจไปเรื่อย ๆ
“ข้ายังมิหมดลมหรอกน่า จะดูหมิ่นกันมากเกินไปแล้ว” ดังนั้นพอลจึงต้องหันหน้ามาประกาศในทันใด เพื่อไม่ให้เสียหน้าด้วยน้ำเสียงฝืนปกติ เขาพยายามปรับการทำงานของปอดให้ราบรื่นเท่าที่ทำได้ ขนาดเป็นร่างวิญญาณนะนี่
“พฤติกรรมของพวกศัตรูแปลก ๆ อย่างไรก็มิรู้ ท่านว่าไหม? เหมือนกำลังเย้าหยอกเหยื่อเล่นเลย” เซนเอ่ยปากอย่างสับสนระคนสังเกต เมื่อสับขาต่อเนื่องและกวาดสายตาไปทั่ว ๆ ควบคู่ เพื่อพินิจพิจารณาอีกฝ่ายลงมือตามรายทาง
“ยังไงก็เอาเถอะ อย่าไปคิดไร้สาระ สู้เก็บเรี่ยงแรงเอาไว้ชิ่งหนีดีกว่า” ส่วนพอลกำลังเพ่งสายตาหาลู่ทางซึ่งน่าจะสะดวกต่อการหลีกเลี่ยงอันตรายอยู่ เขาเลยต้องตวาดกลับด้วยอารมณ์อันไม่สู้ดี
“...”
“ฮา ๆ พวกเจ้าคิดบวกเกินไปรึเปล่า? ว่าจะหลุดพ้นจากจมูกอันยอดเยี่ยมของข้า” ในจังหวะนั้นเอง ณ มีเสียงคำรามอันก้องกังวานไล่ตามหลังมาติด ๆ ทั้งยังปรากฏการตะกุยพื้นอย่างรวดเร็ว โดยสามารถลดระยะห่างลงแบบมิอาจหยุดยั้ง
“ว้าเว้ย! เร่งกันด่วนจี๋ เพราะเจ้าเอาแต่พล่ามมากอยู่ได้” ทำให้บุคคลซึ่งมีวัยสูงกว่าต้องโวยวายโทษอีกคนทันที
“เอ้า! มันโบ้ยกันนี่หว่า ท่านนั่นแหละที่ชักช้าเองเป็นตัวถ่วงแข้งถ่วงขาตลอดเลย” เซนจึงต้องสบถอย่างใส่อารมณ์ตอบ
“ฮึ่ม! ข้าอุตสาห์ชะลอความเร็ว เพื่อหนีตีคู่ไปด้วยกันแท้ ๆ ดีล่ะ คราวนี้ก็ตัวใครตัวมันเถิด” ครั้นกล่าวจบประโยค เขารีบพุ่งออกไปเบื้องหน้าอย่างฉับพลัน โดยละทิ้งพอลที่ตามไม่ทันเอาไว้ด้านหลังเฉยเลย ดวงตาเปล่งแสงสีดำราวกับกำลังขาดสติสตังทั้งมวล
“เจ้าคนทรยศ!” พอลจึงตะโกนด่าอย่างเดือดดาล สีหน้าเลยสุดจะรับไม่ได้
“ยังไงท่านก็มิเป็นอะไรหรอก ถ่างตาดูรอบ ๆ ซะ พวกมันต้องเก็บเอาไว้ดูเล่นแน่” ซึ่งสำเนียงของเซนแว่วถึงโสตประสาทของเขาอีกครั้ง ก่อนหายลับสู่นอกอาณาเขตการรับรู้ในที่สุด
“อ๊ากกก...!!!” พอลได้โดนกดร่างให้หน้าอกกระแทกพื้นเรียบอย่างกะหันหัน เพราะมีบางอย่างกระโดดตะครุบเขาจากเบื้องหลัง จนเสียหลักถูไถมาตามผิวสัมผัสสักระยะหนึ่ง
“ที่นี้ก็เสร็จข้าล่ะ” อีกฝ่ายใช้พละกำลังอันมหาศาลไปพลิกร่างของพอลขึ้นมา เพื่อเผชิญหน้ากันตรง ๆ โดยยืนกางขาคร่อมอยู่ด้านบนพอดิบพอดี จนรับทราบว่าเขาเป็นสุนัขป่าขนเงินซึ่งน่าเกรงขามมากตัวหนึ่งนั่นเอง โดยยืนสองขาแบบมนุษย์นะ ครั้นผู้อยู่ต่ำรีบแหงนมอง
ร่างสูงใหญ่กว่า 2.5 เมตร ทว่ากลับดูปราดเปรียวยิ่งนัก ดวงตาสีเหลืองดั่งจันทร์เพ็ญจ้องเขม็งเกือบทำให้ลืมหายใจ เส้นขนเงางามเป็นประกายบนร่างกาย ขณะนี้กำลังข่มขู่ด้วยลักษณณะตามธรรมชาติ โดยเผยอปากโชว์คมเขี้ยวขาวแหลมคม น้ำลายหยดแหมะ ๆ ลงสู่เหยื่อ เล็บดำทมิฬทั้งมือและเท้ากางออกสุดพร้อมหมายขวัญ
“ขึ้นมานี่ซะ” ผู้ล่าได้ยื่นมือคว้าคอเสื้อของเหยื่อ เพื่อกระชากขึ้นมากลางอากาศอย่างว่องไว ขณะที่พอลกำลังตกตะลึงจนสูญเสียปฏิกิริยาตอบสนอง
“อะ อย่านะ!” แต่ก็แค่พักเดียว เขาจึงสามารถกู้สัญชาตญาณคืนมาได้อีกครั้ง โดยแขนขาพยายามต่อสู้สุดกำลัง ทั้งต่อยและเตะอาละวาด ณ ระยะประชิดด้วยพลังเวทย์ภายในร่าง แต่ก็ไร้บอยทั้งนั้น อีกฝ่ายจึงปล่อยให้โดนแบบเต็มรัก ราวกับเป็นการโจมตีของเด็กทารก
“หึ ๆ จงภูมิใจเถอะน่า ที่มาอยู่ในเงื้อมมือของข้า เทพเจ้าแห่งการล่าผู้นี้” สุนัขป่าขนเงินเอ่ยปากขึ้นอย่างจริงจัง พร้อมกับยิ้มแสยะไปด้วย โดยลิ้นเรียว ๆ ลากผ่านคมเขี้ยวออกมาด้านนอกของขากรรไกรและตวัดเลียน้ำลายข้างมุมปากคราหนึ่ง
“ฮึ่ม! อะไรกันเนี่ย? เจ้ามิเข้าพวกด้วยนี่นา” จากนั้นดวงตาทั้งคู่กลับหรี่ลงในบัดดล เมื่อจมูกที่เยินยอว่าสุดยอดสูดดมฟุตฟิตจนพบอันใดบางอย่างดื้อ ๆ
“... ชิ! เจ้าช่างโชคดีนัก ที่ข้าเคารพในกฏเกณฑ์ จงไสหัวไปซะ” สุนัขป่าขนเงินเลยดึงร่างของเหยื่อเกือบจะชิดหน้า เพื่อตะคอกด้วยเสียงอันดัง
“โครมมม...!!!” ก่อนที่พอลจะโดนเหวี่ยงทิ้งลงบนพื้นด้วยความเกรี้ยวกราด โดยผู้ล่าได้จากไปโดยไม่รีรอ เพื่อตามหาเหยื่อรายใหม่ต่อมารองรับอารมณ์อันฉุนเฉียวที่กำลังค้างเติ่ง เนื่องด้วยมิได้ระบายให้สมอยาก
“...” ซึ่งเหตุการณ์ทำให้พอลต้องรู้สึกมึนงงอย่างอย่างมาก ครั้นกระ

กระสนพยุงร่างขึ้นมาดันพื้นจากท่านอนแอ้งแม้ง
ขอตัดมาอีกด้านหนึ่ง ยามค่ำคืน ณ เมืองหลวงกรีนไมล์แห่งฟอเรสทีเรีย ในบริเวณลานกว้างหน้าศูนย์กลางใหญ่ของนิกายออร่าซึ่งมีอาณาเขตเทียบเท่าสเตเดียมแข่งกีฬาแห่งหนึ่งทีเดียว โดยมีต้นไม้ใหญ่ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้าย มันมีใบมากหนาและกิ่งก้านสาขาสูงชะลูด ครั้นแผ่ขยายไปทั่วเป็นสัญญาณที่ผู้อาศัยคิดกันไปเอง
“... ถึงเวลาแล้ว” ที่ปลายยอดซึ่งสูงที่สุดของโบสถ์อันยิ่งใหญ่ มนุษย์กิ้งก่าร่างใหญ่ในชุดขอทานกำลังสถิตอยู่บนนั้นในท่วงท่าแห่งอนุสารีย์นักรบโบราณ
ทว่าอยู่ในโหมดพรางกายเข้ากับสิ่งแวดล้อมนะ ท่ามกลางความมืด โดยมือข้างซ้ายถือพลองเก้าปล่องซึ่งปลายติดกับพื้นสัมผัส สายตาทั้งคู่จับจองบริเวณลานกว้างซึ่งสุดสายตา ณ เบื้องล่างอย่างจอจ่อ โดยถัดออกไปอีกเป็นถนนหนทางหลากหลายสายและตึกรามบ้านช่องของผู้คนปกติ
“รีบไปสักทีสิ จะอย่างไร มันก็ต้องมาถึงแน่นอนอยู่แล้ว” ที่ข้าง ๆ ของเขากลับมีสุ้มเสียงปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
“ใจเย็น ๆ สิ สหายเอ้ย! หลานของเจ้าไม่หายไปไหนหรอกน่า” มนุษย์กิ้งก่าจึงหันมากล่าวด้วยความสุขุม
“พวกเราอุตสาห์ลากคราวเคราะห์นี้มาตั้งนาน เจ้าคงมิอยากให้มันเสียเรื่องใช่ไหม?”เขาเอ่ยปากตอในเชิงตำหนิติติงเล็กน้อย
“...” ในจังหวะนั้นเอง หมอกหนาเริ่มแผ่กระจายเป็นออกมาจากส่วนของเมืองสู่ลานกว้างอย่างช้า ๆ ซึ่งลามไปเรื่อย ๆ มันทึบมากจนเห็นอะไรไม่เห็น แม้แต่แสงไฟตามลู่ทางก็กลายมาเพียงแต่ริบรี่แค่คร่าว ๆ พอสังเกตได้
“นั่นมันอะไรกัน?” จนทหารยามซึ่งคุ้มกันความปลอดภัยหน้าวิหารต้องเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ฮึ่ม! หมอกรึ? บ้าน่า! ข้าไม่เคยพบพานในช่วงเวลานี้ของปีเลยนี่นา” ซึ่งทำให้พวกเขาสิบสองคนที่ยืนเรียงรายตามกำแพง ณ ประตูส่วนนอกต้องส่งเสียงจอแจ จนความเงียบสงบดี ๆ ต้องถูกรบกวน
“หุบปากลงเดี๋ยวนี้ นี่เป็นสถานที่เยี่ยงไร สำรวมตัวหน่อย ไม่งั้นข้าที่เป็นหัวหน้าจะลงโทษพวกเจ้าตามวินัยแล้ว” โดยนักรบที่มีเครื่องป้องกันเหนือชั้นขึ้นไปอีกระดับได้ตักเตือนอย่างเคร่งเครียด ทำให้ความอลหม่านเล็ก ๆ ต้องปิดฉากลงไปอย่างว่าง่าย
ทหารยามเหล่านี้เป็นอัศวินทางศาสนาหรือเทมพลาร์ โดยสวมชุดเกราะสีขาวอันศักดิ์สิทธิ์เต็มยศทั้งตัว ส่วนหน้ากากเผยช่องว่างให้แค่สองลูกตาเท่านั้น มือหนึ่งถือโล่ห์ใหญ่รูปทรงคล้ายไม้กางเขนขอบกลม อีกข้างติดอาวุธเป็นหอกสั้นที่คมยาวกว่ามาตราฐาน จึงสามารถใช้โจมจู่ระยะประชิดและกลาง ๆ ได้ ถ้ามีความชำนาญเพียงพอ
“กี๊!”x??? จู่ ๆ กลับมีเสียงกรีดร้องโหยหวนจากภายในหมอกหนา พร้อมกับการย้ำเท้าลงพื้นถนนอย่างต่อเนื่องให้ได้ยินกันบ้าง ซึ่งเป็นก้อนอิฐเรียงแถวกันอย่างมีระเบียบเรียบร้อย
“แค้นนัก ข้าสาลีบี้ขอสาบแช่งเจ้าไปจนวันตาย” แล้วก็ปรากฏสิ่งหนึ่งฝ่าออกมาจากกลุ่มหมอกหนาอย่างประสงค์ร้าย ร่างกายที่มีหัวโล้น ๆ ท้วมนิดหน่อยแข็งทื่อดั่งหุ่นยนต์ สภาพพอทนได้ แค่เปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด ตาไร้ประกาย ผิวซีดเซียว ทว่ามิสมประกอบเท่าไร เพราะเนื้อแหว่งหายและเสื้อผ้ายับเยินไปหมด ลักษณะเช่นนี้ตรงกับซอมบี้เป๊ะเชียวล่ะ
นิยายแฟนตาซีเรื่อง Conflict Before The Beginning มันเกิดก่อนเริ่ม [ตอนที่ 16 เผชิญหน้าสองฝ่าย]
https://pantip.com/topic/39358562
“แฮก ๆ ๆ ๆ ... ๆ” เสียงการหอบหายใจที่เร่งร้อนและถี่ยิบเปล่งออกมาจากปากมิหยุด ณ โลกมืดมิดอันสิ้นความหวัง
(บ้าเอ้ย! ทำไมข้าถึงไร้พลังขนาดนี้?) เมื่อมองดูรอบ ๆ แล้ว ก็รู้สึกอเนจอนาถใจอย่างช่วยไม่ได้ เนื่องจากมิอาจต่อกรกับอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย
“... พี่พอล ท่านเป็นอะไรไปแล้ว? ดูมาที่ข้าสิ กระปรี้กระเปร่าถึงขนาดนี้เลยนะ” ณ ขณะนั้นเซนซึ่งกำลังวิ่งเตลิดอยู่เคียงข้างกันได้ทักขึ้นแบบผิดคาดจริง ๆ ก็รู้ดีถึงสมรรถภาพทางร่างกาย ทว่าลักษณะท่าทางของเขายังดูไม่เหนื่อยล้าเท่าใดนัก
ในตอนแรกเขาถูกฉุดลากอย่างป่าเถื่อนอยู่ดี ๆ จึงขัดขืนไม่น้อย แต่พอรับรู้ถึงความอันตรายของสถานการณ์แล้ว เลยต้องยอมตามกระแสโดยพลัน จนผู้ดึงมือข้างหน้าต้องปลดปล่อยให้ขับเคลื่อนด้วยตนเอง ครั้นกำลังลดเลี้ยวผ่านช่องทางแคบ ๆ ที่ประเมินว่าน่าจะรอดพ้นภัยระหว่างการทรมานของเหล่าดวงวิญญาณเช่นเดียวกัน ซึ่งกระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ ทั้งบริเวณจากผู้ลงทัณฑ์อันทรงอำนาจไปเรื่อย ๆ
“ข้ายังมิหมดลมหรอกน่า จะดูหมิ่นกันมากเกินไปแล้ว” ดังนั้นพอลจึงต้องหันหน้ามาประกาศในทันใด เพื่อไม่ให้เสียหน้าด้วยน้ำเสียงฝืนปกติ เขาพยายามปรับการทำงานของปอดให้ราบรื่นเท่าที่ทำได้ ขนาดเป็นร่างวิญญาณนะนี่
“พฤติกรรมของพวกศัตรูแปลก ๆ อย่างไรก็มิรู้ ท่านว่าไหม? เหมือนกำลังเย้าหยอกเหยื่อเล่นเลย” เซนเอ่ยปากอย่างสับสนระคนสังเกต เมื่อสับขาต่อเนื่องและกวาดสายตาไปทั่ว ๆ ควบคู่ เพื่อพินิจพิจารณาอีกฝ่ายลงมือตามรายทาง
“ยังไงก็เอาเถอะ อย่าไปคิดไร้สาระ สู้เก็บเรี่ยงแรงเอาไว้ชิ่งหนีดีกว่า” ส่วนพอลกำลังเพ่งสายตาหาลู่ทางซึ่งน่าจะสะดวกต่อการหลีกเลี่ยงอันตรายอยู่ เขาเลยต้องตวาดกลับด้วยอารมณ์อันไม่สู้ดี
“...”
“ฮา ๆ พวกเจ้าคิดบวกเกินไปรึเปล่า? ว่าจะหลุดพ้นจากจมูกอันยอดเยี่ยมของข้า” ในจังหวะนั้นเอง ณ มีเสียงคำรามอันก้องกังวานไล่ตามหลังมาติด ๆ ทั้งยังปรากฏการตะกุยพื้นอย่างรวดเร็ว โดยสามารถลดระยะห่างลงแบบมิอาจหยุดยั้ง
“ว้าเว้ย! เร่งกันด่วนจี๋ เพราะเจ้าเอาแต่พล่ามมากอยู่ได้” ทำให้บุคคลซึ่งมีวัยสูงกว่าต้องโวยวายโทษอีกคนทันที
“เอ้า! มันโบ้ยกันนี่หว่า ท่านนั่นแหละที่ชักช้าเองเป็นตัวถ่วงแข้งถ่วงขาตลอดเลย” เซนจึงต้องสบถอย่างใส่อารมณ์ตอบ
“ฮึ่ม! ข้าอุตสาห์ชะลอความเร็ว เพื่อหนีตีคู่ไปด้วยกันแท้ ๆ ดีล่ะ คราวนี้ก็ตัวใครตัวมันเถิด” ครั้นกล่าวจบประโยค เขารีบพุ่งออกไปเบื้องหน้าอย่างฉับพลัน โดยละทิ้งพอลที่ตามไม่ทันเอาไว้ด้านหลังเฉยเลย ดวงตาเปล่งแสงสีดำราวกับกำลังขาดสติสตังทั้งมวล
“เจ้าคนทรยศ!” พอลจึงตะโกนด่าอย่างเดือดดาล สีหน้าเลยสุดจะรับไม่ได้
“ยังไงท่านก็มิเป็นอะไรหรอก ถ่างตาดูรอบ ๆ ซะ พวกมันต้องเก็บเอาไว้ดูเล่นแน่” ซึ่งสำเนียงของเซนแว่วถึงโสตประสาทของเขาอีกครั้ง ก่อนหายลับสู่นอกอาณาเขตการรับรู้ในที่สุด
“อ๊ากกก...!!!” พอลได้โดนกดร่างให้หน้าอกกระแทกพื้นเรียบอย่างกะหันหัน เพราะมีบางอย่างกระโดดตะครุบเขาจากเบื้องหลัง จนเสียหลักถูไถมาตามผิวสัมผัสสักระยะหนึ่ง
“ที่นี้ก็เสร็จข้าล่ะ” อีกฝ่ายใช้พละกำลังอันมหาศาลไปพลิกร่างของพอลขึ้นมา เพื่อเผชิญหน้ากันตรง ๆ โดยยืนกางขาคร่อมอยู่ด้านบนพอดิบพอดี จนรับทราบว่าเขาเป็นสุนัขป่าขนเงินซึ่งน่าเกรงขามมากตัวหนึ่งนั่นเอง โดยยืนสองขาแบบมนุษย์นะ ครั้นผู้อยู่ต่ำรีบแหงนมอง
ร่างสูงใหญ่กว่า 2.5 เมตร ทว่ากลับดูปราดเปรียวยิ่งนัก ดวงตาสีเหลืองดั่งจันทร์เพ็ญจ้องเขม็งเกือบทำให้ลืมหายใจ เส้นขนเงางามเป็นประกายบนร่างกาย ขณะนี้กำลังข่มขู่ด้วยลักษณณะตามธรรมชาติ โดยเผยอปากโชว์คมเขี้ยวขาวแหลมคม น้ำลายหยดแหมะ ๆ ลงสู่เหยื่อ เล็บดำทมิฬทั้งมือและเท้ากางออกสุดพร้อมหมายขวัญ
“ขึ้นมานี่ซะ” ผู้ล่าได้ยื่นมือคว้าคอเสื้อของเหยื่อ เพื่อกระชากขึ้นมากลางอากาศอย่างว่องไว ขณะที่พอลกำลังตกตะลึงจนสูญเสียปฏิกิริยาตอบสนอง
“อะ อย่านะ!” แต่ก็แค่พักเดียว เขาจึงสามารถกู้สัญชาตญาณคืนมาได้อีกครั้ง โดยแขนขาพยายามต่อสู้สุดกำลัง ทั้งต่อยและเตะอาละวาด ณ ระยะประชิดด้วยพลังเวทย์ภายในร่าง แต่ก็ไร้บอยทั้งนั้น อีกฝ่ายจึงปล่อยให้โดนแบบเต็มรัก ราวกับเป็นการโจมตีของเด็กทารก
“หึ ๆ จงภูมิใจเถอะน่า ที่มาอยู่ในเงื้อมมือของข้า เทพเจ้าแห่งการล่าผู้นี้” สุนัขป่าขนเงินเอ่ยปากขึ้นอย่างจริงจัง พร้อมกับยิ้มแสยะไปด้วย โดยลิ้นเรียว ๆ ลากผ่านคมเขี้ยวออกมาด้านนอกของขากรรไกรและตวัดเลียน้ำลายข้างมุมปากคราหนึ่ง
“ฮึ่ม! อะไรกันเนี่ย? เจ้ามิเข้าพวกด้วยนี่นา” จากนั้นดวงตาทั้งคู่กลับหรี่ลงในบัดดล เมื่อจมูกที่เยินยอว่าสุดยอดสูดดมฟุตฟิตจนพบอันใดบางอย่างดื้อ ๆ
“... ชิ! เจ้าช่างโชคดีนัก ที่ข้าเคารพในกฏเกณฑ์ จงไสหัวไปซะ” สุนัขป่าขนเงินเลยดึงร่างของเหยื่อเกือบจะชิดหน้า เพื่อตะคอกด้วยเสียงอันดัง
“โครมมม...!!!” ก่อนที่พอลจะโดนเหวี่ยงทิ้งลงบนพื้นด้วยความเกรี้ยวกราด โดยผู้ล่าได้จากไปโดยไม่รีรอ เพื่อตามหาเหยื่อรายใหม่ต่อมารองรับอารมณ์อันฉุนเฉียวที่กำลังค้างเติ่ง เนื่องด้วยมิได้ระบายให้สมอยาก
“...” ซึ่งเหตุการณ์ทำให้พอลต้องรู้สึกมึนงงอย่างอย่างมาก ครั้นกระ
ขอตัดมาอีกด้านหนึ่ง ยามค่ำคืน ณ เมืองหลวงกรีนไมล์แห่งฟอเรสทีเรีย ในบริเวณลานกว้างหน้าศูนย์กลางใหญ่ของนิกายออร่าซึ่งมีอาณาเขตเทียบเท่าสเตเดียมแข่งกีฬาแห่งหนึ่งทีเดียว โดยมีต้นไม้ใหญ่ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้าย มันมีใบมากหนาและกิ่งก้านสาขาสูงชะลูด ครั้นแผ่ขยายไปทั่วเป็นสัญญาณที่ผู้อาศัยคิดกันไปเอง
“... ถึงเวลาแล้ว” ที่ปลายยอดซึ่งสูงที่สุดของโบสถ์อันยิ่งใหญ่ มนุษย์กิ้งก่าร่างใหญ่ในชุดขอทานกำลังสถิตอยู่บนนั้นในท่วงท่าแห่งอนุสารีย์นักรบโบราณ
ทว่าอยู่ในโหมดพรางกายเข้ากับสิ่งแวดล้อมนะ ท่ามกลางความมืด โดยมือข้างซ้ายถือพลองเก้าปล่องซึ่งปลายติดกับพื้นสัมผัส สายตาทั้งคู่จับจองบริเวณลานกว้างซึ่งสุดสายตา ณ เบื้องล่างอย่างจอจ่อ โดยถัดออกไปอีกเป็นถนนหนทางหลากหลายสายและตึกรามบ้านช่องของผู้คนปกติ
“รีบไปสักทีสิ จะอย่างไร มันก็ต้องมาถึงแน่นอนอยู่แล้ว” ที่ข้าง ๆ ของเขากลับมีสุ้มเสียงปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
“ใจเย็น ๆ สิ สหายเอ้ย! หลานของเจ้าไม่หายไปไหนหรอกน่า” มนุษย์กิ้งก่าจึงหันมากล่าวด้วยความสุขุม
“พวกเราอุตสาห์ลากคราวเคราะห์นี้มาตั้งนาน เจ้าคงมิอยากให้มันเสียเรื่องใช่ไหม?”เขาเอ่ยปากตอในเชิงตำหนิติติงเล็กน้อย
“...” ในจังหวะนั้นเอง หมอกหนาเริ่มแผ่กระจายเป็นออกมาจากส่วนของเมืองสู่ลานกว้างอย่างช้า ๆ ซึ่งลามไปเรื่อย ๆ มันทึบมากจนเห็นอะไรไม่เห็น แม้แต่แสงไฟตามลู่ทางก็กลายมาเพียงแต่ริบรี่แค่คร่าว ๆ พอสังเกตได้
“นั่นมันอะไรกัน?” จนทหารยามซึ่งคุ้มกันความปลอดภัยหน้าวิหารต้องเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ฮึ่ม! หมอกรึ? บ้าน่า! ข้าไม่เคยพบพานในช่วงเวลานี้ของปีเลยนี่นา” ซึ่งทำให้พวกเขาสิบสองคนที่ยืนเรียงรายตามกำแพง ณ ประตูส่วนนอกต้องส่งเสียงจอแจ จนความเงียบสงบดี ๆ ต้องถูกรบกวน
“หุบปากลงเดี๋ยวนี้ นี่เป็นสถานที่เยี่ยงไร สำรวมตัวหน่อย ไม่งั้นข้าที่เป็นหัวหน้าจะลงโทษพวกเจ้าตามวินัยแล้ว” โดยนักรบที่มีเครื่องป้องกันเหนือชั้นขึ้นไปอีกระดับได้ตักเตือนอย่างเคร่งเครียด ทำให้ความอลหม่านเล็ก ๆ ต้องปิดฉากลงไปอย่างว่าง่าย
ทหารยามเหล่านี้เป็นอัศวินทางศาสนาหรือเทมพลาร์ โดยสวมชุดเกราะสีขาวอันศักดิ์สิทธิ์เต็มยศทั้งตัว ส่วนหน้ากากเผยช่องว่างให้แค่สองลูกตาเท่านั้น มือหนึ่งถือโล่ห์ใหญ่รูปทรงคล้ายไม้กางเขนขอบกลม อีกข้างติดอาวุธเป็นหอกสั้นที่คมยาวกว่ามาตราฐาน จึงสามารถใช้โจมจู่ระยะประชิดและกลาง ๆ ได้ ถ้ามีความชำนาญเพียงพอ
“กี๊!”x??? จู่ ๆ กลับมีเสียงกรีดร้องโหยหวนจากภายในหมอกหนา พร้อมกับการย้ำเท้าลงพื้นถนนอย่างต่อเนื่องให้ได้ยินกันบ้าง ซึ่งเป็นก้อนอิฐเรียงแถวกันอย่างมีระเบียบเรียบร้อย
“แค้นนัก ข้าสาลีบี้ขอสาบแช่งเจ้าไปจนวันตาย” แล้วก็ปรากฏสิ่งหนึ่งฝ่าออกมาจากกลุ่มหมอกหนาอย่างประสงค์ร้าย ร่างกายที่มีหัวโล้น ๆ ท้วมนิดหน่อยแข็งทื่อดั่งหุ่นยนต์ สภาพพอทนได้ แค่เปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด ตาไร้ประกาย ผิวซีดเซียว ทว่ามิสมประกอบเท่าไร เพราะเนื้อแหว่งหายและเสื้อผ้ายับเยินไปหมด ลักษณะเช่นนี้ตรงกับซอมบี้เป๊ะเชียวล่ะ