ก่อนอื่นขอออกตัวเลยว่า นี่เป็นการเขียนกระทู้รีวิวครั้งแรก อันเนื่องมาจากเราได้รับประโยชน์และข้อมูลมากมายจากที่นี่ในการวางแผนเที่ยวต่างประเทศ ก็เลยอยากจะแชร์เรื่องราวของเราบ้าง ซึ่งเราค่อนข้างพลาดเยอะทีเดียว เอามาเล่าให้เพื่อนๆฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนที่ต้องการข้อมูล เราถึงขั้นลงทุนสมัครพันทิปเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ด้วยความที่เพิ่งเล่นครั้งแรก ก้อจะทำอะไรไม่ค่อยเป็นเเหละ 55 และเราก็ต้องการใช้พื้นที่นี้เก็บความทรงจำและเรื่องราวดีๆจากการเดินทางท่องเที่ยวของเรา เราตั้งใจจะออกผจญโลกกว้าง ปีละประเทศ หากเราไม่บันทึกไว้ เรื่องราวต่างๆก็จะค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา ครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของเรา แต่เป็นครั้งแรกที่เราวางแผนและจัดเตรียมทุกอย่างเอง ตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน จองห้องพัก แล้วก็วางแผนเที่ยว ในครั้งนี้เราเดินทางไปกับน้องสาว ซึ่งนางไม่เคยไปต่างประเทศเลย เราจึงต้องเป็นแกนนำในการเดินทางครั้งนี้ จุดหมายการเดินทาง คือ พาน้องไปหาแฟน แฟนน้องไปฝึกงานที่ปักกิ่ง เราต้องเดินทางในช่วงเดือนตุลาคม เพราะน้องสาวเป็นครู นางปิดเทอมช่วงนั้นพอดี ซึ่งเราแอบหวังว่า จะได้พบกับใบไม้เปลี่ยนสี ^_^
เรื่องตั๋วเครื่องบิน
เราทำการจองตั๋วล่วงหน้า 4 เดือนก่อนเดินทาง ผ่านทาง Gotagate เราเลือกเดินทางผ่านสายการบิน Xiamen Air สายการบินจีน บิน full services แต่จ่ายราคาเบาๆ เราได้ตั๋วไป-กลับ ปักกิ่ง ในราคา 7,800 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เราโอเค แต่ก็ต้องเเลกกับการต่อเครื่อง และชั่วโมงรอคอยที่ยาวนาน การเดินทางในครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ชม. และเรายังต้องนอนสนามบินอีก แต่ในเมื่องบเราน้อย เราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เรายอมรับชะตากรรมนี้อย่างจำนน 55+
แต่เรื่องยังไม่จบง่ายๆแค่เพียงเพราะเรายอมตกระกำลำบากนอนสนามบิน ประมาณ 10 วัน ก่อนการเดินทาง เราได้รับเมลแจ้งว่า สายการบินยกเลิกเที่ยวบิน และเลื่อนไฟท์การเดินทางของเรา ซึ่งไฟท์ที่เลื่อนจะทำให้เราเสียเวลาเที่ยวไปหนึ่งวันทีเดียว จากตารางเที่ยวอันเต็มเอี๊ยดของเรา เราไม่สามารถขยับอะไรได้เเล้ว เราจึงตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบิน และจองตั๋วใหม่ แต่ในระยะเวลากระชั้นชิดอย่างนี้ เราไม่สามารถหาตั๋วราคาถูกบินลงปักกิ่งได้ เราจึงเลือกจองไปลงที่เทียนจิน ซึ่งมีสายการบินไทยหลายแห่งทีเดียวที่ให้บริการบินตรงเทียนจิน ใช้เวลา สี่ชั่วโมงครึ่ง และราคาที่เราจองได้ก็ถูกกว่าที่เดิม 6,800 บาท แต่ก็จะจำกัดจำเขี่ยเรื่องน้ำหนักกระเป๋าหน่อย เพราะเราซื้อน้ำหนักกระเป๋าไม่เยอะ ครั้งนี้เราถือว่า โชคดี ที่เรามีแผนเที่ยวเทียนจินอยู่แล้ว จึงจองเครื่องไปลงที่เทียนจินเลย ถ้าไม่อย่างนั้นน่าจะลำบาก 55
กว่าจะจัดการเรื่องตั๋วใหม่ก็ทำเอาเราเครียดไปสองวันทีเดียว เดิมทีพอเราตอบเมลเอเจนซี่ไปว่า เราไม่ขอโอเคกับเที่ยวบินใหม่ที่เค้าเสนอมา ขอยกเลิกและขอคืนเงิน ระหว่างนั้นเราก็ไม่ได้เมลตอบอะไรกลับมาเลย เราก็เป็นกังวลว่า เค้ารับทราบเรื่องแล้วใช่ไหมว่า เราจะขอยกเลิกและให้เค้าทำเรื่องขอคืนเงินให้ ครั้นจะโทรไปถาม เราไปหาเบอร์โทรมาได้พร้อมกับข้อความที่บอกว่า Call center ใช้ภาษาอังกฤษ แค่คิดก็ท้อเเล้ว ถึงโทรไปก็คงคุยกันไม่รู้เรื่อง จะรอเค้าตอบเมลมา ใจก็จะขาดรอนๆ เราจึงติดต่อสอบถามไปที่สายการบินซีเหมินแอร์ที่สุวรรณภูมิ ปรากฏว่า เที่ยวบินยกเลิกจริง เค้าก็เสนอเที่ยวบินใหม่ให้เราในเวลาที่เราน่าจะโอเค แต่ตอนนั้นเราได้จองตั๋วใหม่ไปแล้ว จึงได้แต่ปฏิเสธไป พนักงานที่คุยกับเรา เค้าบอกเราว่า เวลาที่เที่ยวบินยกเลิก ระบบจะรันไฟท์ใหม่ให้อัตโนมัติ แต่ถ้าเราติดต่อมาที่สายการบินเอง เค้าก็จะเสนอไฟท์ให้เราเลือกได้หลายไฟท์ นี่เป็นบทเรียนสำคัญของเราทีเดียว ครั้งต่อไปเวลาจองตั๋วเราจะเช็คราคาจากพวกแอฟหาตั๋วก่อน แล้วค่อยมาจองกับสายการบินโดยตรง พอเกิดปัญหาอะไรขึ้น ติดต่อได้ง่ายกว่าและยืดหยุ่นกว่า นี่กว่าเอเจนซี่จะตอบเมลเรากลับมาก็เป็นเวลา 5 วัน ซึ่งเรารู้สึกว่า มันนานมาก คือเราจะเดินทางในอีกไม่กี่วันเเล้ว หลายๆเรื่องเราก็ต้องรีบตัดสินใจ และอีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ในการจองตั๋วเที่ยวครั้งต่อไป ประกันการเดินทางก็สำคัญ เผื่อมีปัญหาเที่ยวบินยกเลิก หรือดีเลย์ ซึ่งการเดินทางโดยเครื่องบิน สภาพอากาศ มีผลมาก ไหนจะภัยธรรมชาติอีก พอมาลองคิดๆดู เราก็เคยเจอเที่ยวบินยกเลิกมาสองครั้งแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก พอจะปรับเปลี่ยนแผนได้ ดังนั้น ครั้งต่อไปเราคงไม่พลาดที่จะทำประกันการเดินทางด้วยสำหรับเที่ยวบินไกลๆ การท่องเที่ยวจะได้ไม่สะดุด ^^
จากการเปลี่ยนแปลงเรื่องตั๋วเครื่องบิน ทำให้เราต้องจองห้องพักที่เทียนจินเพิ่มอีกหนึ่งคืน ซึ่งเราก็โอเคในเรื่องนี้ เพราะบินมาจากเมืองไทยนอนพักให้เต็มอิ่มก่อนจะเที่ยวในวันถัดไป เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็มาถึงวันเดินทางของเรา
Day 1 : ดอนเมือง to เทียนจิน (12 Oct 2019)
เราเริ่มเดินทางออกจากสนามบินดอนเมืองกับไทยไลอ้อนแอร์ เวลา 17.00 น. ทุกอย่างค่อนข้างราบรื่น เรามาถึงสนามบินก่อนเวลาเช็คอิน 3 ชั่วโมง ตอนเช็คอินมีปัญหานิดหน่อย เราจองน้ำหนักกระเป๋าขาไป 15 กก. ตั้งใจจะโหลดกระเป๋าลากใบใหญ่ 1 ใบ และกระเป๋าใส่ของอีก 1 ใบ แต่น้ำหนักกระเป๋าเกิน พนักงานก้อเลยแนะนำให้ถือขึ้นเครื่อง กลายเป็นว่า เราสะพายกระเป๋าอะเนลโล แล้วก้อถือกระเป๋าขึ้นเครื่องอีก 1 ใบ น้องสาวเราสะพายเป้และถือกระเป๋าลาก 1 ใบ ตอนแรกเราก้อกลัวว่า มันจะมากไป แต่พนักงานบอกว่าไปได้ ก้อโอเค ด่านแรกผ่าน เมื่อเช็คอินเสร็จเราก้อนั่งพักกินขนมก่อน แล้วเราก้อผ่าน ตม. ไปนั่งรอที่ gate ระหว่างนั้นก้อไม่ได้มีเรื่องราวอะไรให้ตื่นเต้น มีการเปลี่ยน gate นิดหน่อย แต่ก้อไม่ใช้ปัญหา เพราะเราฟังภาษาไทยออก ถ้าอยู่ต่างประเทศก้อจะต้องตื่นตัวเรื่องนี้หน่อย ระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่อง ก้อเปลี่ยนซิมรอเลย ครั้งนี้เราซื้อซิม Go inter ของ Dtac เน็ต 4 GB ใช้ได้นาน 10 วัน แล้วก้อสามารถเล่นเน็ตในไทยได้ด้วยแหละ เค้าให้กี่ชั่วโมงก้อไม่รู้ จำไม่ได้ 55

เมื่อถึงเวลาเราก้อขึ้นเครื่องตามเวลา แต่เนื่องจากตอนที่เค้าเรียกขึ้นเครื่อง คนเยอะ ต่อคิวนาน เราจึงรอให้คนน้อยลงก่อนค่อยไปต่อแถว แต่พอคิดอีกที ลืมไป เราต้องเอากระเป๋าไว้ที่ไว้กระเป๋าด้านบนนี่หน่า ขึ้นเครื่องช้าขนาดนี้ หาที่ไว้กระเป๋ายากแน่เลย แล้วด้วยความที่เราสองพี่น้องสูงไม่ถึง 150 ซม. ก้อจะลำบากนิดหน่อย ตอนยกระเป๋าขึ้นไว้ แต่เราก้อช่วยกันผลักกันดัน จนผ่านมาได้ด้วยดี ที่นั่งก้อโอเค ด้วยความที่เราขาสั้น จึงไม่ได้มีปัญหาเรื่องที่นั่งแต่อย่างใด เราเห็นคนนึง ขาเค้ายาว เหมือนจะนั่งลำบากมาก ต้องตะแคงขา น่าสงสารจริง คงจะเมื่อยน่าดู และด้วยความที่ตอนไปญี่ปุ่นกับเกาหลีอ้วกบนเครื่อง ครั้งนี้เลยกินยาแก้เมาเครื่องไว้เลย พอเครื่องขึ้นเท่านั้นแหละ จิ้มหน้าจอทีวี ดูหนังไปได้สักพัก หลับไปด้วยความเร็วสูงทีเดียว
พอเครื่องใกล้ลงจอด เราก็ถามน้องว่า เค้าแจกใบ ตม. ให้เขียนหรือยัง น้องก็บอกว่า ไม่รู้ หลับเหมือนกัน เอิ่ม พอกันเลยสองพี่น้อง ตอนลงเครื่องก็เลยถามพนักงาน เค้าก็บอกว่า แจกตั้งแต่ตอนเครื่องขึ้นแล้ว เค้าก็เลยเอาใบ ตม. มาให้เรากับน้อง แต่เจ้ากรรม เราไม่ได้เอาปากกามา พกมาแต่ดินสอ ก็เลยเดินมา กะว่าจะเขียนที่เคาร์เตอร์ พอมาถึงที่เคาร์เตอร์ก็มีแต่เอกสารใบ ตม. แต่ไม่มีปากกาจร้า เฮ้อออออ ชีวิต I need a pen. I need a pen. ฉันต้องร้องเพลงนี้ ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นผู้ชายสองคนที่ลงเครื่องมาพร้อมเรา กำลังเขียนใบ ตม. พอดี ก็กะว่า เดี๋ยวเค้าเขียนเสร็จจะขอยืมปากกา แต่รอนานมาก เขียนไม่เสร็จซะที เอิ่ม รอไม่ไหวแล้วจร้า ไปหาเอาดาบหน้าแล้วกัน เดินไปถึงที่ตรวจคนเข้าเมือง ตอนนั้นมีคนเข้าแถวอยู่ประมาณ 10 คน เราขอยืมปากกาเจ้าหน้าที่แล้วรีบเขียน พอเขียนเสร็จก็ให้น้องลอก น้องไม่ยังเขียนไม่ทันเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็ต้อนเราไปยื่นเอกสารตรวจคนเข้าเมือง บังเอิญมีเจ้าหน้าที่พูดภาษาไทยได้ เค้าก็ถามเราว่า มาทำอะไร มาอยู่กี่วัน จะไปเที่ยวไหนบ้าง เราก็ตอบเป็นภาษาไทยไป แล้วเค้าก็ให้เราผ่านเข้าเมืองไปโดยดี พอออกมาแล้ว เราก็ถามน้องว่า เป็นยังไงบ้าง น้องก็บอกว่า เขียนไม่เสร็จ เจ้าหน้าที่ก็บอกให้เซ็นชื่อ แล้วเค้าก็เขียนให้ 55 เราก้อมัวแต่เสียเวลารอยืมปากกาตั้งนาน ถ้ามาที่ด่านตรวจตั้งแต่แรกก็น่าจะเรียบร้อยไปตั้งนานแล้ว พอผ่านมาได้ เราก็รีบลงบันไดเลื่อนไปรับกระเป๋า พอไปถึงไม่มีใครอยู่ที่นั่นแล้ว เพื่อนผู้โดยสารที่นั่งเครื่องมาด้วยกันไปกันหมดแล้ว ดีที่ยังเหลือกระเป๋าสีเขียวของเรา ลอยเลื่อนไปตามสายพาน นี่ถ้าออกมาแล้ว กระเป๋าไม่อยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนล่ะ จำไว้อีกเรื่องแล้วกัน พกปากกาไปด้วย 55
เดินออกมานิดหน่อย ก้อเจอแฟนน้องรออยู่แล้ว เป็นอันหมดหน้าที่เราแหละ ต่อไปก้อเดินตามแฟนน้องอย่างเดียวเลยจร้า ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มกว่าแล้ว ไม่แน่ใจว่า รถไฟฟ้าปิดหรือยัง แต่ก้อจะลองไปดูก่อน เราจึงไปที่ Terminal 2 เพื่อขึ้นรถไฟฟ้า ก่อนจะมาบอกพี่คนหนึ่งว่า กลับจากจีนจะเขียนรีวิวในพันทิป พี่เค้าก้อบอกว่า ให้ถ่ายรูปมาเยอะๆทั้งมุมกว้างและมุมใกล้ แต่พอเอาเข้าจริง เราต้องรีบจร้า ไม่มีเวลายกมือถือมาเลย ไม่รู้ว่าจะทันรถไฟใต้ดินปิดหรือเปล่า แต่มันก้อจะมีป้ายเขียนไว้อ่ะนะ ไปตามป้ายเลย เท่าที่จำความได้ เราไปขึ้นลิฟเพื่อลงไปชั้น B2F Transportation Center A/B ออกจากลิฟต์ก้อเดินตามป้าย subway ไปเรื่อยๆ เราไปถึงรถไฟใต้ดินตอนเกือบห้าทุ่มครึ่ง ปรากฏว่า ปิดแล้ว เราจึงออกไปขึ้นแท็กซี่กัน
อากาศข้างนอกเย็นกำลังดี แต่น่าเสียดายที่มีกลิ่นบุหรี่ปนอยู่ในอากาศ หายใจไม่สดชื่นเลย มีแท็กซี่ผีเข้ามาคุยด้วยแต่แฟนน้องเราไม่ไป นี่ถ้าเราไม่มีคนมารับ เราคงไม่จองตั๋วเครื่องบินมาถึงดึกจนรถไฟฟ้าใต้ดินปิดหรอก เราก้อจะยอมจ่ายแพงหน่อยให้มาถึงแต่วัน จะได้ไม่ลำบากเรื่องหาที่พัก แต่นี่เรามีคนมารอรับ และเราก้อให้แฟนน้องเช็คอินเข้าที่พักไว้แล้ว ก้อเลยไม่ต้องกังวลอะไร แฟนน้องเราเรียกแท็กซี่ผ่านแอฟ ยืนรออยู่เกือบสิบนาที ก้อสงสัยว่า ทำไมแท็กซี่มาไม่ถึงสักที แฟนน้องก้อเลยเดินพาไปหาแท็กซี่ เห็นรถจอดอยู่ที่จอดรถ จนถึงตอนนี้เราก้อยังงงอยู่เลยว่า ทำไมเราต้องเดินไปขึ้นแท็กซี่ตรงที่จอดรถ ทำไมเค้าไม่มารับ เราใช้เวลาจากสนามบินไปที่พักประมาณ 20 นาที ได้ชมบรรยากาศในเมืองยามค่ำคืน พร้อมกับเสียงเพลงจีนที่เปิดในรถแท็กซี่ก้อเป็นอะไรที่ดีเหมือนกัน ค่าเสียหาย 54 หยวน
เมื่อรถมาจอดหน้าตึก เรามองไม่เห็นอะไรที่จะบ่งบอกได้เลยว่า ที่พักเราอยู่ตรงนี้ สาบานได้ว่า ถ้าเรามาเอง คืนนี้เราหาที่พักไม่เจอแน่ เราจอง Xi He Apartment ไม่ได้มีป้ายที่บอกชื่อนี้เลย เราถามแฟนน้องว่า หาเจอได้ยังไง เค้าบอกว่า ก้อเดินหา แล้วดูเลขที่ตึก ด้วยความที่เป็น apartment ไม่ใช่โรงแรมจึงไม่มี reception แต่อย่างใด แฟนน้องบอกว่า ถามยาม แล้วยามก้อโทรหาเจ้าของห้อง เจ้าของห้องก้อลงมาแล้วพาไปดูห้อง อารมณ์ประมาณห้องที่ปล่อยเช่ารายวัน ตอนนี้ถ้ามีปัญหาอะไรเราจะไม่สามารถติดต่อเจ้าของห้องได้เลย ซึ่งเราก้องงๆกับค่าห้องที่จ่ายไป เดิมทีเราจองห้องพักไว้ 2 คืน เป็นชื่อเรา แต่ด้วยความที่เปลี่ยนเที่ยวบินเราจึงมาถึงเทียนจินก่อน ก้อเลยจองห้องเพิ่มอีกหนึ่งคืนเป็นชื่อแฟนน้องเรา และเราก้อแจ้งไปในคำขอพิเศษแล้วว่า เราขอห้องเดียวกันสำหรับ 3 8ืน แต่งงเรื่องค่าที่พัก แฟนน้องเราจ่ายไป 700 กว่าหยวน สำหรับ 3 คืน จริงๆต้องจ่าย 1,200 หยวน 700 หยวนที่จ่ายไปนี่สำหรับ 3 คืน จริงหรือเปล่า ประมาณเกือบตี 1 ป้าก้อมาเคาะห้องแล้วเก็บเงินเพิ่ม ประเด็นคือ เราก้อสงสัยว่า ป้ารู้ได้ยังไงว่า เรามาถึงห้องพักกันแล้ว ป้าก้อมาช่วยปูที่นอน เพราะมีเตียงเสริม ในห้องมีเตียงใหญ่ 1 เตียง แล้วก้อมีเตียงเล็กๆ 1 เตียงหน้าทีวีเอาไว้เป็นเตียงเสริม ถ้าจองห้องสำหรับ 2 คน ตรงส่วนนี้ก้อจะเป็นที่นั่งดูทีวี ทำให้เราเข้าใจแล้วว่า ราคาในการจองห้องนี้แบบ 2 คนกับ 3 คน ราคาจะไม่ต่างกัน
[CR] จีนจ๋า พี่ต้องรอด !!! Once Upon a Time in Tianjin & Beijing 12-19 Oct 2019
เรื่องตั๋วเครื่องบิน
เราทำการจองตั๋วล่วงหน้า 4 เดือนก่อนเดินทาง ผ่านทาง Gotagate เราเลือกเดินทางผ่านสายการบิน Xiamen Air สายการบินจีน บิน full services แต่จ่ายราคาเบาๆ เราได้ตั๋วไป-กลับ ปักกิ่ง ในราคา 7,800 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เราโอเค แต่ก็ต้องเเลกกับการต่อเครื่อง และชั่วโมงรอคอยที่ยาวนาน การเดินทางในครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ชม. และเรายังต้องนอนสนามบินอีก แต่ในเมื่องบเราน้อย เราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เรายอมรับชะตากรรมนี้อย่างจำนน 55+
แต่เรื่องยังไม่จบง่ายๆแค่เพียงเพราะเรายอมตกระกำลำบากนอนสนามบิน ประมาณ 10 วัน ก่อนการเดินทาง เราได้รับเมลแจ้งว่า สายการบินยกเลิกเที่ยวบิน และเลื่อนไฟท์การเดินทางของเรา ซึ่งไฟท์ที่เลื่อนจะทำให้เราเสียเวลาเที่ยวไปหนึ่งวันทีเดียว จากตารางเที่ยวอันเต็มเอี๊ยดของเรา เราไม่สามารถขยับอะไรได้เเล้ว เราจึงตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบิน และจองตั๋วใหม่ แต่ในระยะเวลากระชั้นชิดอย่างนี้ เราไม่สามารถหาตั๋วราคาถูกบินลงปักกิ่งได้ เราจึงเลือกจองไปลงที่เทียนจิน ซึ่งมีสายการบินไทยหลายแห่งทีเดียวที่ให้บริการบินตรงเทียนจิน ใช้เวลา สี่ชั่วโมงครึ่ง และราคาที่เราจองได้ก็ถูกกว่าที่เดิม 6,800 บาท แต่ก็จะจำกัดจำเขี่ยเรื่องน้ำหนักกระเป๋าหน่อย เพราะเราซื้อน้ำหนักกระเป๋าไม่เยอะ ครั้งนี้เราถือว่า โชคดี ที่เรามีแผนเที่ยวเทียนจินอยู่แล้ว จึงจองเครื่องไปลงที่เทียนจินเลย ถ้าไม่อย่างนั้นน่าจะลำบาก 55
กว่าจะจัดการเรื่องตั๋วใหม่ก็ทำเอาเราเครียดไปสองวันทีเดียว เดิมทีพอเราตอบเมลเอเจนซี่ไปว่า เราไม่ขอโอเคกับเที่ยวบินใหม่ที่เค้าเสนอมา ขอยกเลิกและขอคืนเงิน ระหว่างนั้นเราก็ไม่ได้เมลตอบอะไรกลับมาเลย เราก็เป็นกังวลว่า เค้ารับทราบเรื่องแล้วใช่ไหมว่า เราจะขอยกเลิกและให้เค้าทำเรื่องขอคืนเงินให้ ครั้นจะโทรไปถาม เราไปหาเบอร์โทรมาได้พร้อมกับข้อความที่บอกว่า Call center ใช้ภาษาอังกฤษ แค่คิดก็ท้อเเล้ว ถึงโทรไปก็คงคุยกันไม่รู้เรื่อง จะรอเค้าตอบเมลมา ใจก็จะขาดรอนๆ เราจึงติดต่อสอบถามไปที่สายการบินซีเหมินแอร์ที่สุวรรณภูมิ ปรากฏว่า เที่ยวบินยกเลิกจริง เค้าก็เสนอเที่ยวบินใหม่ให้เราในเวลาที่เราน่าจะโอเค แต่ตอนนั้นเราได้จองตั๋วใหม่ไปแล้ว จึงได้แต่ปฏิเสธไป พนักงานที่คุยกับเรา เค้าบอกเราว่า เวลาที่เที่ยวบินยกเลิก ระบบจะรันไฟท์ใหม่ให้อัตโนมัติ แต่ถ้าเราติดต่อมาที่สายการบินเอง เค้าก็จะเสนอไฟท์ให้เราเลือกได้หลายไฟท์ นี่เป็นบทเรียนสำคัญของเราทีเดียว ครั้งต่อไปเวลาจองตั๋วเราจะเช็คราคาจากพวกแอฟหาตั๋วก่อน แล้วค่อยมาจองกับสายการบินโดยตรง พอเกิดปัญหาอะไรขึ้น ติดต่อได้ง่ายกว่าและยืดหยุ่นกว่า นี่กว่าเอเจนซี่จะตอบเมลเรากลับมาก็เป็นเวลา 5 วัน ซึ่งเรารู้สึกว่า มันนานมาก คือเราจะเดินทางในอีกไม่กี่วันเเล้ว หลายๆเรื่องเราก็ต้องรีบตัดสินใจ และอีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ในการจองตั๋วเที่ยวครั้งต่อไป ประกันการเดินทางก็สำคัญ เผื่อมีปัญหาเที่ยวบินยกเลิก หรือดีเลย์ ซึ่งการเดินทางโดยเครื่องบิน สภาพอากาศ มีผลมาก ไหนจะภัยธรรมชาติอีก พอมาลองคิดๆดู เราก็เคยเจอเที่ยวบินยกเลิกมาสองครั้งแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก พอจะปรับเปลี่ยนแผนได้ ดังนั้น ครั้งต่อไปเราคงไม่พลาดที่จะทำประกันการเดินทางด้วยสำหรับเที่ยวบินไกลๆ การท่องเที่ยวจะได้ไม่สะดุด ^^
จากการเปลี่ยนแปลงเรื่องตั๋วเครื่องบิน ทำให้เราต้องจองห้องพักที่เทียนจินเพิ่มอีกหนึ่งคืน ซึ่งเราก็โอเคในเรื่องนี้ เพราะบินมาจากเมืองไทยนอนพักให้เต็มอิ่มก่อนจะเที่ยวในวันถัดไป เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็มาถึงวันเดินทางของเรา
Day 1 : ดอนเมือง to เทียนจิน (12 Oct 2019)
เราเริ่มเดินทางออกจากสนามบินดอนเมืองกับไทยไลอ้อนแอร์ เวลา 17.00 น. ทุกอย่างค่อนข้างราบรื่น เรามาถึงสนามบินก่อนเวลาเช็คอิน 3 ชั่วโมง ตอนเช็คอินมีปัญหานิดหน่อย เราจองน้ำหนักกระเป๋าขาไป 15 กก. ตั้งใจจะโหลดกระเป๋าลากใบใหญ่ 1 ใบ และกระเป๋าใส่ของอีก 1 ใบ แต่น้ำหนักกระเป๋าเกิน พนักงานก้อเลยแนะนำให้ถือขึ้นเครื่อง กลายเป็นว่า เราสะพายกระเป๋าอะเนลโล แล้วก้อถือกระเป๋าขึ้นเครื่องอีก 1 ใบ น้องสาวเราสะพายเป้และถือกระเป๋าลาก 1 ใบ ตอนแรกเราก้อกลัวว่า มันจะมากไป แต่พนักงานบอกว่าไปได้ ก้อโอเค ด่านแรกผ่าน เมื่อเช็คอินเสร็จเราก้อนั่งพักกินขนมก่อน แล้วเราก้อผ่าน ตม. ไปนั่งรอที่ gate ระหว่างนั้นก้อไม่ได้มีเรื่องราวอะไรให้ตื่นเต้น มีการเปลี่ยน gate นิดหน่อย แต่ก้อไม่ใช้ปัญหา เพราะเราฟังภาษาไทยออก ถ้าอยู่ต่างประเทศก้อจะต้องตื่นตัวเรื่องนี้หน่อย ระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่อง ก้อเปลี่ยนซิมรอเลย ครั้งนี้เราซื้อซิม Go inter ของ Dtac เน็ต 4 GB ใช้ได้นาน 10 วัน แล้วก้อสามารถเล่นเน็ตในไทยได้ด้วยแหละ เค้าให้กี่ชั่วโมงก้อไม่รู้ จำไม่ได้ 55
เมื่อถึงเวลาเราก้อขึ้นเครื่องตามเวลา แต่เนื่องจากตอนที่เค้าเรียกขึ้นเครื่อง คนเยอะ ต่อคิวนาน เราจึงรอให้คนน้อยลงก่อนค่อยไปต่อแถว แต่พอคิดอีกที ลืมไป เราต้องเอากระเป๋าไว้ที่ไว้กระเป๋าด้านบนนี่หน่า ขึ้นเครื่องช้าขนาดนี้ หาที่ไว้กระเป๋ายากแน่เลย แล้วด้วยความที่เราสองพี่น้องสูงไม่ถึง 150 ซม. ก้อจะลำบากนิดหน่อย ตอนยกระเป๋าขึ้นไว้ แต่เราก้อช่วยกันผลักกันดัน จนผ่านมาได้ด้วยดี ที่นั่งก้อโอเค ด้วยความที่เราขาสั้น จึงไม่ได้มีปัญหาเรื่องที่นั่งแต่อย่างใด เราเห็นคนนึง ขาเค้ายาว เหมือนจะนั่งลำบากมาก ต้องตะแคงขา น่าสงสารจริง คงจะเมื่อยน่าดู และด้วยความที่ตอนไปญี่ปุ่นกับเกาหลีอ้วกบนเครื่อง ครั้งนี้เลยกินยาแก้เมาเครื่องไว้เลย พอเครื่องขึ้นเท่านั้นแหละ จิ้มหน้าจอทีวี ดูหนังไปได้สักพัก หลับไปด้วยความเร็วสูงทีเดียว
พอเครื่องใกล้ลงจอด เราก็ถามน้องว่า เค้าแจกใบ ตม. ให้เขียนหรือยัง น้องก็บอกว่า ไม่รู้ หลับเหมือนกัน เอิ่ม พอกันเลยสองพี่น้อง ตอนลงเครื่องก็เลยถามพนักงาน เค้าก็บอกว่า แจกตั้งแต่ตอนเครื่องขึ้นแล้ว เค้าก็เลยเอาใบ ตม. มาให้เรากับน้อง แต่เจ้ากรรม เราไม่ได้เอาปากกามา พกมาแต่ดินสอ ก็เลยเดินมา กะว่าจะเขียนที่เคาร์เตอร์ พอมาถึงที่เคาร์เตอร์ก็มีแต่เอกสารใบ ตม. แต่ไม่มีปากกาจร้า เฮ้อออออ ชีวิต I need a pen. I need a pen. ฉันต้องร้องเพลงนี้ ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นผู้ชายสองคนที่ลงเครื่องมาพร้อมเรา กำลังเขียนใบ ตม. พอดี ก็กะว่า เดี๋ยวเค้าเขียนเสร็จจะขอยืมปากกา แต่รอนานมาก เขียนไม่เสร็จซะที เอิ่ม รอไม่ไหวแล้วจร้า ไปหาเอาดาบหน้าแล้วกัน เดินไปถึงที่ตรวจคนเข้าเมือง ตอนนั้นมีคนเข้าแถวอยู่ประมาณ 10 คน เราขอยืมปากกาเจ้าหน้าที่แล้วรีบเขียน พอเขียนเสร็จก็ให้น้องลอก น้องไม่ยังเขียนไม่ทันเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็ต้อนเราไปยื่นเอกสารตรวจคนเข้าเมือง บังเอิญมีเจ้าหน้าที่พูดภาษาไทยได้ เค้าก็ถามเราว่า มาทำอะไร มาอยู่กี่วัน จะไปเที่ยวไหนบ้าง เราก็ตอบเป็นภาษาไทยไป แล้วเค้าก็ให้เราผ่านเข้าเมืองไปโดยดี พอออกมาแล้ว เราก็ถามน้องว่า เป็นยังไงบ้าง น้องก็บอกว่า เขียนไม่เสร็จ เจ้าหน้าที่ก็บอกให้เซ็นชื่อ แล้วเค้าก็เขียนให้ 55 เราก้อมัวแต่เสียเวลารอยืมปากกาตั้งนาน ถ้ามาที่ด่านตรวจตั้งแต่แรกก็น่าจะเรียบร้อยไปตั้งนานแล้ว พอผ่านมาได้ เราก็รีบลงบันไดเลื่อนไปรับกระเป๋า พอไปถึงไม่มีใครอยู่ที่นั่นแล้ว เพื่อนผู้โดยสารที่นั่งเครื่องมาด้วยกันไปกันหมดแล้ว ดีที่ยังเหลือกระเป๋าสีเขียวของเรา ลอยเลื่อนไปตามสายพาน นี่ถ้าออกมาแล้ว กระเป๋าไม่อยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนล่ะ จำไว้อีกเรื่องแล้วกัน พกปากกาไปด้วย 55
เดินออกมานิดหน่อย ก้อเจอแฟนน้องรออยู่แล้ว เป็นอันหมดหน้าที่เราแหละ ต่อไปก้อเดินตามแฟนน้องอย่างเดียวเลยจร้า ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มกว่าแล้ว ไม่แน่ใจว่า รถไฟฟ้าปิดหรือยัง แต่ก้อจะลองไปดูก่อน เราจึงไปที่ Terminal 2 เพื่อขึ้นรถไฟฟ้า ก่อนจะมาบอกพี่คนหนึ่งว่า กลับจากจีนจะเขียนรีวิวในพันทิป พี่เค้าก้อบอกว่า ให้ถ่ายรูปมาเยอะๆทั้งมุมกว้างและมุมใกล้ แต่พอเอาเข้าจริง เราต้องรีบจร้า ไม่มีเวลายกมือถือมาเลย ไม่รู้ว่าจะทันรถไฟใต้ดินปิดหรือเปล่า แต่มันก้อจะมีป้ายเขียนไว้อ่ะนะ ไปตามป้ายเลย เท่าที่จำความได้ เราไปขึ้นลิฟเพื่อลงไปชั้น B2F Transportation Center A/B ออกจากลิฟต์ก้อเดินตามป้าย subway ไปเรื่อยๆ เราไปถึงรถไฟใต้ดินตอนเกือบห้าทุ่มครึ่ง ปรากฏว่า ปิดแล้ว เราจึงออกไปขึ้นแท็กซี่กัน
อากาศข้างนอกเย็นกำลังดี แต่น่าเสียดายที่มีกลิ่นบุหรี่ปนอยู่ในอากาศ หายใจไม่สดชื่นเลย มีแท็กซี่ผีเข้ามาคุยด้วยแต่แฟนน้องเราไม่ไป นี่ถ้าเราไม่มีคนมารับ เราคงไม่จองตั๋วเครื่องบินมาถึงดึกจนรถไฟฟ้าใต้ดินปิดหรอก เราก้อจะยอมจ่ายแพงหน่อยให้มาถึงแต่วัน จะได้ไม่ลำบากเรื่องหาที่พัก แต่นี่เรามีคนมารอรับ และเราก้อให้แฟนน้องเช็คอินเข้าที่พักไว้แล้ว ก้อเลยไม่ต้องกังวลอะไร แฟนน้องเราเรียกแท็กซี่ผ่านแอฟ ยืนรออยู่เกือบสิบนาที ก้อสงสัยว่า ทำไมแท็กซี่มาไม่ถึงสักที แฟนน้องก้อเลยเดินพาไปหาแท็กซี่ เห็นรถจอดอยู่ที่จอดรถ จนถึงตอนนี้เราก้อยังงงอยู่เลยว่า ทำไมเราต้องเดินไปขึ้นแท็กซี่ตรงที่จอดรถ ทำไมเค้าไม่มารับ เราใช้เวลาจากสนามบินไปที่พักประมาณ 20 นาที ได้ชมบรรยากาศในเมืองยามค่ำคืน พร้อมกับเสียงเพลงจีนที่เปิดในรถแท็กซี่ก้อเป็นอะไรที่ดีเหมือนกัน ค่าเสียหาย 54 หยวน
เมื่อรถมาจอดหน้าตึก เรามองไม่เห็นอะไรที่จะบ่งบอกได้เลยว่า ที่พักเราอยู่ตรงนี้ สาบานได้ว่า ถ้าเรามาเอง คืนนี้เราหาที่พักไม่เจอแน่ เราจอง Xi He Apartment ไม่ได้มีป้ายที่บอกชื่อนี้เลย เราถามแฟนน้องว่า หาเจอได้ยังไง เค้าบอกว่า ก้อเดินหา แล้วดูเลขที่ตึก ด้วยความที่เป็น apartment ไม่ใช่โรงแรมจึงไม่มี reception แต่อย่างใด แฟนน้องบอกว่า ถามยาม แล้วยามก้อโทรหาเจ้าของห้อง เจ้าของห้องก้อลงมาแล้วพาไปดูห้อง อารมณ์ประมาณห้องที่ปล่อยเช่ารายวัน ตอนนี้ถ้ามีปัญหาอะไรเราจะไม่สามารถติดต่อเจ้าของห้องได้เลย ซึ่งเราก้องงๆกับค่าห้องที่จ่ายไป เดิมทีเราจองห้องพักไว้ 2 คืน เป็นชื่อเรา แต่ด้วยความที่เปลี่ยนเที่ยวบินเราจึงมาถึงเทียนจินก่อน ก้อเลยจองห้องเพิ่มอีกหนึ่งคืนเป็นชื่อแฟนน้องเรา และเราก้อแจ้งไปในคำขอพิเศษแล้วว่า เราขอห้องเดียวกันสำหรับ 3 8ืน แต่งงเรื่องค่าที่พัก แฟนน้องเราจ่ายไป 700 กว่าหยวน สำหรับ 3 คืน จริงๆต้องจ่าย 1,200 หยวน 700 หยวนที่จ่ายไปนี่สำหรับ 3 คืน จริงหรือเปล่า ประมาณเกือบตี 1 ป้าก้อมาเคาะห้องแล้วเก็บเงินเพิ่ม ประเด็นคือ เราก้อสงสัยว่า ป้ารู้ได้ยังไงว่า เรามาถึงห้องพักกันแล้ว ป้าก้อมาช่วยปูที่นอน เพราะมีเตียงเสริม ในห้องมีเตียงใหญ่ 1 เตียง แล้วก้อมีเตียงเล็กๆ 1 เตียงหน้าทีวีเอาไว้เป็นเตียงเสริม ถ้าจองห้องสำหรับ 2 คน ตรงส่วนนี้ก้อจะเป็นที่นั่งดูทีวี ทำให้เราเข้าใจแล้วว่า ราคาในการจองห้องนี้แบบ 2 คนกับ 3 คน ราคาจะไม่ต่างกัน
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้