นิยายแฟนตาซีเรื่อง Conflict Before The Beginning มันเกิดก่อนเริ่ม [ตอนที่ 14 ถ่ายทอดสด]

กระทู้ข่าว
สารบัญ นิยายแฟนตาซีเรื่อง Conflict Before The Beginning มันเกิดก่อนเริ่ม 
https://pantip.com/topic/39358562

              “ย๊ากกก...!!! เอาตัวให้รอดด่วน/รีบหนีสุดชีวิตเร็ว/ฯลฯ” เหล่าวิญญาณจำนวนหนึ่งพากันแตกหือบินขึ้นฟ้า ครั้นเผื่อโชคดีหลุดออกไปทางขามา
บางรายก็โวยวายลั่นมิหยุด โดยฝ่าความมืดมิดอย่างรวดเร็ว เพื่อหวังพุ่งพรวดสวนคลื่นพลังเวทมนต์ปริศนาซึ่งกำลังระดมโจมตีลงมาจากเบื่องบนหลากทิศทาง ทั้งยังมากสีสัน มันเป็นวงกว้าง ๆ เลยเป็นการยากจะหลีกเลี่ยงได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
              “เป็นไปไม่ได้!/อ๊ากกก...!!!/ฯลฯ” ทว่าพอเหนือเกินไประดับหนึ่งเท่านั้นแหละ 
              แรงขับดันร่างกายของทั้งหมดอันอุตสาห์รอดตัวก็สูญสลายกันดื้อ ๆ ทำให้ร่วงหล่นแบบผิดท่าแล้ว แขนขาตะเกียกตะกายกลางเวหาแทบขาดใจ แถมยังมีหลายร่างโดนคู่กรณีซึ่งกำลังทิ้งตัวตามแรงโน้มถ่วงอัดกลับลงมาที่เดิมด้วยความป่าเถื่อนจริง ๆ เช่น ถูกการประสานมือที่ชูบนศีรษะทุบอย่างจัง เตะเต็มแข้งหรือถีบส่งปานลูกฟุตบอล กะกำปั้นซัดใส่ใบหน้าเน้น ๆ เป็นต้น
              “เปรี้ยงงง...!!!/ตูมมม...!!!/เฟี้ยววว...!!!/ฯลฯ” สถานการณ์บนพื้นราบเรียบจึงวอดวายย่อยยับทีเดียว เมื่อผลกระทบปรากฏขึ้นแล้ว พวกที่หลบไม่พ้นสักส่วนใหญ่จึงได้บทเรียนอันแสนปวดร้าว จนกระเด็นกระดอนแบบทางใครก็ทางมัน 
              “พะ พวกท่านเป็นใครกันแน่?” วิญญาณเคราะห์ร้ายดวงหนึ่งเอ่ยปากขึ้นอย่างตะกุกตะกัก ขณะที่กำลังนอนคว่ำหน้าและมือซ้ายเหยียดออกสุดแขน ตอนนี้เขารู้สึกเหน็บชาทั้งร่างราวกับถูกไฟฟ้าสปาร์ค จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
              “ทะ ทำไม? ใครไปทำอะไรให้หรือไง?” อีกรายเพิ่งจะซวนเซจัด ครั้นรับรัศมีพลังเข้า ทำให้ต้องทรุดตัวลงบนพื้น หัวเข่าข้างหนึ่งจึงตั้งชันพร้อมรับน้ำหนักตัว ก่อนจะตะคอกถามอย่างมีน้ำโห
              “อั่ก!/เพราะน่าอนาถเกินยังไงล่ะ ฮา ๆ เจ้าพวกบัวใต้ตมเอ้ย!” ในจังหวะนั้นเอง เขาโดนกระชากคอเสื้อให้ร่างกายซึ่งกำลังโรยแรงลอยขึ้นมาทันที ใบหน้าแทบประสานระหว่างกันแล้ว ซึ่งคือการกระทำของผู้หัวโล้นซึ่งคล้ายจะมีศาสนศักดิ์เป็นพระนิกายตะวันออก หกรอยธูปจี้สถิตบนหน้าผาก ผิวพรรณเหลืองขมิ้น รูปลักษณ์สูงผงาดดั่งเจดีย์เก้าชั้น
              “เพี๊ยะ!/ไม่นะ อย่าทำอะไรข้าเลย” พอการตบหน้าฉาดใหญ่เสร็จ คนถูกหิ้วเลยโดนลากเหวี่ยงเต็มวงแขนให้ไปไกล ๆ รวมทั้งกระแทกลงพื้นอย่างสวยงาม จนกลิ้งโคโร่ตั้งหลายตลบไปโดนกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ประหนึ่งพินโบว์ลิ่งก็มิปาน โดยอีเว้นท์ประเภทนี้เกิดขึ้นมิได้ขาดทั้งบริเวณ
              “ฮึบ! ลองทดสอบกับอำนาจใหม่ของข้าซะ” เซนกลับทนไม่ได้อีกแล้ว เขาจึงกระชากมือที่ถูกผู้พี่ฉุดดึงให้หลบหนีตามอยู่ออกและเลี้ยวกลับไปหาเรื่องหาราว พลังเวทย์ภายในร่างประทุขึ้น เพื่อเตรียมเข้าประจัญบานกับศัตรู
              “เจ้าบ้านี่ ข้าบอกให้ทำตามอย่างยังไงล่ะ” กระนั้นพอลได้รีบยื่นมือซ้ายมารั้งหัวไหล่ของคนน้องจากด้านหลังเอาไว้ซะก่อน รอยสักอสรพิษบนแขนข้างนี้ได้ทำท่าขู่ฟ่อ ออร่าสีม่วงขาวจึงโคจรหักล้างมนตราแห่งความมืดในร่างกายซึ่งสัมผัสโดน
              “บ้าน่า! ความเก่งกาจของข้าหายไปไหนแล้ว?” ทำให้เซนต้องกรีดร้องด้วยความตกตะลึง 
              “อยากตายนักหรือ? อย่าเพิ่งก็ทำขายหน้าตอนนี้นะ” จากนั้นเขาก็โดนลักพาตัวต่ออีกครา พอลถึงกับต้องกล่าวว่าอย่างอารมณ์เสียเชียวล่ะ
              ดังนั้นพวกจึงกำลังหนีตายสุดใจขาดดิ้น โดยเลือกเส้นทางซึ่งมีการกระทบกระทั่งมากที่สุด เพื่อลัดเลาะให้มั่วผสมโรงด้วยไม่เป็นจุดเด่นชัด ครั้นหมู่ผู้ลอบทำร้ายซึ่งมีรสนิยมมากสไตล์ได้ลงมือซัดเหยื่ออย่างสะบักสะบอม หลังจากลดประสิทธิภาพของการขัดขืนจนเหลือมิถึงหนึ่งในสิบแล้ว 
              “อะ! ขอบอกให้รู้เอาไว้ก่อนนะ ว่าเรื่องคราวนี้น่ะ เพื่อนเอ๋ย! เจ้าจะมาโทษข้ามิได้” โดยหนึ่งในนั้นที่พบพานคือ [ความอุตสาหะ] นั่นเอง เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมยำใหญ่แบบผิดวิสัยสุด ๆ ตอนนี้กำลังสื่อสารกับ [ความมืดมิด] ซึ่งถูกผนึกเอาไว้ ณ เบื้องบนด้วยสายโซ่สีทองกับ [อำนาจเร้นลับ]
              ขวดเหล้าในมือนั่นแหละ เป็นอาวุธในการฟาดศีรษะให้แตกดังเพล้ง สำหรับเหยื่อรายแรกสุดยังได้รับสุราเหลือ ๆ แถมมาด้วย จนส่วนตูดกลมมนได้อัพเกรดเป็นปากฉลามคม ๆ แทน จากนั้นก็เอาเศียรมารข้างเอวขึ้นสวมหัวเยี่ยงหน้ากาก แล้วจึงต่อกันเลยอย่างเมามัน ทว่าพอใช้อีกสองที ก็ไม่หลงเหลืออีกแล้ว เขาจึงใช้กำปั้นเข้าใส่ตรง ๆ
              “นั่นยังไง ฮา ๆ ท่วงท่าของข้าเท่ดีใช่ไหม?” ครั้นซัดใส่ใบหน้าเต็มรัก จนวิญญาณที่โดนชกลอยออกไปในบัดดล [ความอุตสาหะ] ก็หันมาทางขวามือ เพื่อสอบถามตากล้องประจำตัวซึ่งกำลังบันทึกเหตุการณ์สด ๆ ส่งตรงสู่จอมอนิเตอร์ ณ เบื้องหน้าของผู้ถูกจองจับอยู่นะ
              “...” อีกฝ่ายมิมีตอบสองด้วยสำเนียง เพราะพูดไม่ได้ เพียงยกนิ้วโป้งทั้งสองมือขึ้นมาแสดงผลลัพธ์ 
              พวกเขาเป็นชายในชุดสูทสีดำเนี๊ยบอันเดินกระจายตามหน้างาน มีจำนวนเท่ากับจอภาพที่กำลังฉายภาพอยู่ พร้อมทั้งส่องทุกช็อต หากแต่ส่วนศีรษะกลับเป็นกล้องครบเครื่องสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ ด้วยตัวเลนส์อันใหญ่โต ภาพที่ได้จึงมีความละเอียดสูงและชัดเจนมาก รูปร่างผอมสูงเกือบ 1.9 เมตรทีเดียว ขาแขนลีบ ๆ ยาวเกินธรรมดา ทั้งยังผูกไทป์เส้นแดงแจ๊ดกับสวมถุงมือขาวบริสุทธิ์ รองเท้าหนังขัดมันจนเงาวับ 
              “มันมิมีประโยชน์อะไรหรอก สหายของข้า อย่าเสียเรี่ยวแรงไปฟรี ๆ เลยน่า” อีกหนึ่งจิตสำนึกอย่าง [ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่] ก็เอ่ยปากอย่างหน้าชื่นตาบาน พอคู่พี่น้องเคลื่อนที่ผ่านไปเรื่อย ๆ อย่างร้อนรน
              ในขณะที่เทพองค์นี้กำลังยิ้มร่าเริงต่อตากล้อง โดยกำลังใช้ฝ่าเท้าเหยียบย่ำศีรษะของชายผู้หนึ่งให้หน้าทิ่มอยู่กับพื้น แถมยังขยี้บี้ซ้ำด้วยความสะใจ ถ้าสังเกตจากเลือดเนืองนองกับอาการชักกระตุกแล้ว คงจะคาดคำนวณถึงระดับความเสียหายกันได้ดี 
              “ฮือออ...!!! อะ อย่าทำเพิ่มอีกเลย ขะ ๆ ข้าหวาดกลัวพอแล้ว” ครั้นกระชากดึงเส้นผมของอิสตรีนางหนึ่งไปด้วย ซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น เธอร่ำไห้อย่างน่าเวทนา มือไม้ก็เปะปะมายื้อรั้งเอาไว้
              “ว้ายยย...!!!/อ๊ากกก...!!!” นี่คือสำเนียงของทั้งคู่ ณ กาลต่อมา เพราะศีรษะของพวกเขาได้ประสางานกันต่อ โดยทางฝ่ายบุรุษแกล้งทำเป็นหมดสติอยู่น่ะ พอโดนรู้ทันเข้าให้เลยขำมิออกกันเชียวล่ะ แถมยังโดนเตะอัดเข้าที่หน้าท้องอีกทีหนึ่ง
              “บัดซบ! ท่านลองดูสภาพของพวกมันในตอนนี้สิ น่าสังเวชมากจริง ๆ ใช่ไหมล่ะ? ข้าว่าน่าจะปลิดชีพไปซะเลย ชีวิตที่ไร้คุณค่าเยี่ยงนี้น่ะ เพราะความสุขคงมีมากกว่าเยอะ” 
              “หึ ๆ ถ้าไม่คิดต่อสู้ด้วยตนเองแล้วล่ะก็ เจ้าจงปล่อยให้คนพวกนี้ดับดิ้นไปเองเสียเถิด” [ความมีสติ] ที่ร่วมถ่ายทำด้วยเช่นกัน เขาเลยถือโอกาสว่ากล่าวด้วยความสนุกสนานเย้ยผู้ชม 
              “อืม! เอายังไงดีนะ โอ้! พวกเจ้าจะได้ลิ้มรสทีเด็ดของข้าแล้ว ขอบคุณด้วยล่ะ ฮา ๆ” โดยสิ่งนี้กำลังจะทรมานผู้ทุกข์ทนกันอย่างทั่วหน้า ด้วยกระแสความคิดอันทรงอานุภาพ ลักยิ้มเลยโผล่ขึ้นตาม พอยกมือขึ้นประกบตรงหน้าผาก พลังจิตเลยถูกอัดสู่ศีรษะโดยตรงกันทั้งกลุ่ม เพื่อย้อนถึงความผิดพลาดโง่ ๆ ที่ได้กระทำมาในอดีต 
              “หึ ๆ จงเจ็บแสบกันเข้าไปอีกเยอะ ๆ อา! เป็นอย่างไรบ้างล่ะ? แผลเก่าน่ะ หนียังไงก็มิพ้นใช่ไหม? ฮา ๆ” ส่วนผู้เก็บเกี่ยวเองก็กำลังกระตือรือร้นยิ่งนัก 
              “คิ ๆ อยากอยู่รอดรึ? พูดเล่น ๆ ไปได้ แค่รอให้ช่วยอย่างเดียวยังงี้น่ะ จะทำเองสักนิดก็ยังไม่มีอีก นี่แปลว่าหมดหนทางเยียวยาแล้วจริง ๆ ข้าแทบมิอยากลงมือเสียด้วยซ้ำ แต่อวัยวะทั้งหลาย พวกมันต้องการแบบนี้เอง” ต่อมาอีกหนึ่งตากล้อง [ความอ่อนโยน] เลยปฏิบัติจริงให้ดูเป็นแบบอย่าง โดยจัดท่วงท่าให้พร้อมตามคำพูด สนับมือใบเลื่อยหัวใหญ่ ๆ และรองเท้าโลหะหนักส้นตึก สักครู่เลยปรากฏสำเนียงของการต่อยเตะแบบรัว ๆ อย่างต่อเนื่อง
              “ใช่ ๆ ถ้าไม่งั้น ก็จงยอมโดนเหยียบย่ำไปชั่วกาลนานซะเถอะ ส่วนฐานจะได้แน่นและมั่นคงพอ เพื่อที่จะรองรับน้ำหนักของชีวิตโดยมิพังทลาย ไม่ง่ายดายนักหรอกนะ เพราะความเป็นอยู่ตามปกติน่ะ มันต้องแลกด้วยอะไรอีกตั้งมากมาย ถึงมั่นคงต่อไปเรื่อย ๆ ได้ ฮา ๆ นี่ข้าพูดจริง ๆ นะ ไม่โกหกพกลมแน่” [ความอยู่รอด] ที่อยู่เคียงข้างเลยรีบเร่งเข้ามาเสริมอีกทอดหนึ่งด้วยความเสียงสุดแหลม โดยล็อคคอของเหยื่อซึ่งกำลังกระยิ้มกระสน นิ้วมือก็แหย่โพรงจมูกแรง ๆ จนเลือดกำเดาไหลโชก ที่ไม่กลัวสิ่งสกปรกตามรู เพราะกำลังสวมถุงมือรบอยู่น่ะ แต่ละข้อหนาดั่งท่อแป๊ปเชียวล่ะ
              “ดังนั้นพวกเจ้าจงเสียสละตนเอง เพื่อคนอื่นที่มีค่ายิ่งกว่า นี่ควรจะภาคภูมิใจมากนะ รู้อะไรหรือเปล่า? ว่าคนต่ำชั้นมาตั้งแต่ต้น จะดีดรนสุดชีวิตจริง ๆ โดยมิเคยยอมแพ้ต่อขวากหนามอันใดเลย เขาเหล่านั้นกำลังพยายามเหยียบย่ำขึ้นไปอย่างยากลำบาก จนได้ดี ว่ายังไงล่ะ! มีปัญญาทำตามรึ?” 
              “พวกเขาใจถึงดีนะ ว่าไหม? เพราะฝ่ายอ่อนแอกว่าน่ะ คงฮึดสู้แค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นแหละ จากนั้นก็ท้อแท้ใจมาน่าสมเพศดั่งเดิมแล้ว เฉกเช่นชนกลุ่มนี้อย่างไรเล่า” ถัดไปอีก [ความยุติธรรม] เลยอ้างอิงถึงเหตุผลด้วยความสุดจริงจัง 
              “อ๊ากกก...!!!”x9 เทพเจ้าองค์นี้กำลังลงแส้หนามซ้ำหลาย ๆ ครั้ง เพื่อเฆี่ยนตีกลุ่มผู้ต้องหาด้วยความเหี้ยมโหดอำมหิตเป็นอย่างมาก ปลายทั้งเก้ามีเงี่ยงอันเล็ก ๆ สี่แฉกอยู่ บาดแผลจึงเหวอะหวะจริง ๆ เลือดเลยกระเซ็นมาเปื้อนริมฝีปาก ทำให้ปลายลิ้นต้องทำงานตามหน้าที่
              “นี่เป็นไปตามกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ มิตรเก่าเอ๋ย! ท่านแก้ไขอะไรไม่ได้หรอก” 
              “กรอดดด...!!!” ครั้นพอได้รับรู้ข้อเท็จจริงเข้า [ความมืดมิด] ณ เบื้องบนเลยต้องหยุดขัดขืนลงในบัดดล 
              บวกกับขบปากไปพลาง ๆ ก่อน ด้านล่างเลยแทบหลุดด้วยแรงดูดอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าสิ่งของภายในร่างกำลังจะปลิ้นออกมาข้างนอกแทน แต่เปลือกตากลับต้องรีบปิดลงทันที เพื่อไม่ให้จิตใจต้องไขว้เขวตาม ทำให้ในใจสามารถโต้แย้งขึ้นอย่างจริงจังว่า
              (ชิ! คนเรามันไม่เคยทัดเทียมกัน แต่ละฝ่ายต่างมีวิถีทางเป็นของตนเอง เมื่อผิดพลาดไปหนึ่งครั้ง ต้องจบสิ้นลงเลยหรือยังไง? จะไม่ให้โอกาสแก้ตัวใหม่เลยใช่ไหม??? ทั้ง ๆ ที่ขอแค่มีความกล้าหาญพอตัว ได้ขนาดนี้ก็บุญนักหนาแล้ว แต่พวกเจ้ากลับยังต้องการอะไรอีก?)
              (เราต้องเริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ ก่อนสิ นี่ล่ะ เพราะยากสุด ๆ ในช่วงแรกเท่านั้นเอง ถ้าไม่ท้อถอยจนละทิ้งวิถีทางไปซะก่อน เพียงทำได้เท่านี้ ไม่ว่าใคร จะต้องสามารถปรับปรุงชีวิตใหม่เยี่ยงบุคคลอื่น ๆ ให้สำเร็จแน่นอน แค่คิดจะต่อสู้ด้วยตนเอง อา! ด้วยเหตุผลโดด ๆ เพียงข้อนี้น่ะ มันก็เป็นเยี่ยมอยู่แล้วนี่นา) 
              “ฮึ่ม! นั่นคือทัศนคติที่พวกเจ้านึกกันเอาเอง แต่มันไม่ใช่วิถีทางของข้าผู้นี้” [ความมืดมิด] เลยต้องตะโกนลั่นจากหัวใจแกร่ง หมัดก็กำแน่นด้วยความแม่นมั่น เมื่อลืมตาขึ้น ในที่สุดประกายไฟอันร้อนแรงจึงประทุอีกครั้ง
              
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่