จากกระแสของซิง 7 ผมว่าถึงเวลาที่อฟช.จะต้องทำความเข้าใจเรื่องนิสัยการฟังเพลงของคนไทยอย่างจริงจังแล้วครับ

กระทู้คำถาม
ผ่านมาเกินกว่า 24 ชม.แล้ว แต่ยอดวิวของซิง 7 ยังไปได้น้อยกว่าที่คิด ทั้งๆที่ปกติควรจะล้านแตกแล้ว แน่นอนว่าคงเร็วเกินไปที่จะบอกว่าซิงนี้ล้มเหลว แต่ยอดที่เฉื่อยลงก็มีนัยยะว่าวงกำลังเดินทางมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจน้อยลงเรื่อยๆแล้ว

กระทู้นี้ผมจะไม่ขอวิจารณ์ถึงการเลือกเซ็มบัตสึหรือเซ็นอะไรทั้งสิ้น แต่จะขอพูดถึงแนวทางการเลือกเพลงของอฟชโดยตรง เพราะรู้สึกมานานแล้วว่าอฟช. รวมถึง aks ดูจะเพิกเฉยเรื่องการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม (Intercultural Communication) และนิสัยของผู้บริโภคเพลงชาวไทยไป ปัจจัยหลักๆก็มาจากการที่เรามีความยืดหยุ่นในการแปลเพลงได้น้อย ต้องถ่ายทอดบทเพลงที่เขียนขึ้นด้วยความคิด วิถีชีวิตแบบคนญี่ปุ่นให้เป็นเพลงไทยให้คนไทยฟัง ซึ่งก็นับว่ายากมากแล้ว ไม่ทางเรายังแทบจะเปลี่ยนแปลงเนื้อเพลงอะไรก็ไม่ได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ การเลือกเพลงที่เป็นญี่ปุ่นมากเท่าไหร่จึงยากต่อการแปลและการสื่อสารมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ท่อน "ฉันจะปั่นมุ่งไป" (สื่อถึงการปั่นจักรยานต่อสู้กับอุปสรรค ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทย 'เก็ต' ยาก) หรือเพลงที่เกี่ยวกับซากุระ การเปรียบเปรยเรื่องความพยายามในรูปแบบต่างๆนานา เราก็มีมุมมองกับสิ่งเหล่านี้ต่างไปจากคนญี่ปุ่น มีการเปรียบเปรยต่างกัน เท่านั้นยังไม่พอ จำนวนคำในภาษาไทยกับญี่ปุ่นยังต่างกันมาก ทำให้เพลงของ BNK ฟังดูรัวเอาเสียมากๆ

มาถึงตรงนี้สิ่งที่ผมต้องการบอกก็คือ กระแสเพลงต่างๆที่ไม่เป็นไปตามคาดมันมีปัจจัยพวกนี้มาเอี่ยวเสมอ อีกทั้งการเลือกเพลงตาม story ของอฟชยังจะทำให้ช้อยส์ในการเลือกเพลงน้อยและยากขึ้นไปอีก

สุดท้ายนี้สิ่งสำคัญที่อฟชดูจะลืมตระหนักถึงเลยคือนิสัยการฟังเพลงของคนไทย ถ้าผมพูดแค่นี้ผมเชื่อว่าทุกท่านน่าจะพอรู้นิสัยการฟังเพลงของคนไทยส่วนใหญ่ดี คือเรามักชอบฟังเพลงจากยูทูป ฟังมากกว่าดู และเพลงฮิตก็มักเป็นเพลงที่ชวนให้รู้สึกฟังใหม่ได้หลายๆรอบ เพราะเรามักฟังไปพร้อมกับทำกิจกรรมต่างๆไปด้วย เพลงจึงต้องไม่ยาวเกินไป แต่ลองดูการทำเอ็มวีแต่ละเพลงที่ผ่านมาดูนะครับ ความยาวล้วนเกิน 5 นาทีทั้งสิ้น ไม่พอ ยังจะมีเบื้องหลัง เสียงต่างๆสอดแทรกเข้ามา (ซิง 6 กับจาบาจา) ซึ่งสำหรับเราแล้วมันก็อาจดูน่ารัก แต่ผมก็มองว่ามันคือเหตุผลหนึ่งที่เพลงสร้างความ 'ไม่เป็นมิตร' กับคนฟังจนจนไม่อยากที่จะเปิดซ้ำ เช่น ตัวอย่างการละเล่นในจาบาจา ที่ผมก็เชื่อว่าไม่มีใครที่จะทนฟังได้ทุกรอบแน่นอน ซึ่งในกรณีนั้นยังรวมไปถึงท่อนพูดชื่อจังหวัดในซิง 7 ที่ผมรู้สึกชัดเจนว่ามันนานมาก เกือบ 2  นาที (เข้าใจว่าจังหวัดเราเยอะกว่า) ความนานนี้ทำมันเกิดความรู้สึกไม่เป็นมิตร ยิ้มเจื่อน อึดอัดจนไม่อยากที่จะเปิดฟังซ้ำบ่อยๆ

โดยสรุปแล้วสิ่งที่ผมต้องการจะบอกก็คือ ทั้งอฟชและ aks ต้องเข้าใจในเรื่องวัฒนธรรมและนิสัยของคนไทย มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะให้เราคีพความหมาย วิถีชีวิตแนวคิดแบบญี่ปุ่นเอาไว้ และมันก็ยากมากที่ไทยเราจะทำให้คนฟังเข้าใจได้ มันจึงต้องมีความไหลลื่นในการแปลมากกว่านี้ นี่คือเหตุผลที่ผมไม่เคยเชียร์ให้อฟชเลือกกิงแฮมเช็ค หรือ Flying Get เลย เพราะมันแปลให้คนไทยเข้าใจยากมาก แม้จะติดหูในระดับหนึ่ง  นอกจากนี้ ทางอฟชก็ต้องเข้าใจนิสัยการฟังเพลงของคนไทย รู้ว่าคนไทยชอบแนวอะไร การทำเอ็มวีต่อมห้ภาพสวยแค่ไหนแต่คนไทยก็นิยมฟังมากกว่าดูอยู่ดี ฉะนั้นอะไรก็ตามที่มันจะส่งผลให้เวลาฟังรู้สึกต้องกดข้าม ต้องอึดอัดก็ไม่ควรทำครับ ความสำเร็จขอคุกกี้นอกจากการแปลดีแล้วก็คือเพลงมันปราศจากเสียงอื่นๆรบกวนนี่แหล่ะครับ

ผมเสนอแนวคิดขอวผมเท่านั้น เพราะเริ่มรู้สึกหงุดหงิดในการเลือกเพลงและการทำเอ็มวีของอฟชในหลายๆครั้งที่ทำให้เพลงแมสยากยิ่งขึ้น การแมสได้ส่วนหนึ่งควรจะมีพื้นฐานจากความเข้าใจนิสัยคนไทยและเพลงที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องตีความ ร้องตามง่าย อยากจะฝากไว้ในซิงต่อไปครับ

แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้นะครับ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่