สารบัญ นิยายแฟนตาซีเรื่อง Conflict Before The Beginning มันเกิดก่อนเริ่ม
https://pantip.com/topic/39358562
“จิ๊ด! ๆ ๆ ๆ ... ๆ” เจ้ากระรอกสีเทาตัวเล็ก ๆ กำลังวิ่งไต่ขึ้นไปบนพฤกษาสูงใหญ่ด้วยเล็บแหลมคม ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า หางยาวเป็นพวงฟูกวัดแกว่งตามจังหวะของการวิ่งไม่หยุด
“...” พอมาถึงโคนกิ่งก้านอันหมายมั่น ซึ่งชะลูดแยกออกมาแตกต่างจากพรรคพวก
มันก็นิ่งลงโดยใช้ใบไม้สีเขียวที่มีตรงหน้าเป็นเครื่องกำบังกายมิดชิด ส่วนขาข้างหนึ่งแหย่มาเปิดเป็นช่องไฟ ที่เหลือก็กดอวัยวะเบื้องหลังเอาไว้มิให้โชว์ตำแหน่ง พร้อมกับส่ายสายตาสังเกตรอบ ๆ ราวกับเป็นการระแวงภัยอย่างรัดกุม ทั้งยังทำจมูกฟุดฟิดไปด้วยในตัว
“จิ๊บ! ๆ” ณ เวลานั้นเอง การต่อสู้ในพิกัดนี้ ที่มันคาดคิดอยู่ได้มาถึงจุดเริ่มต้นแล้ว
นกกระจิบตองต้าซึ่งเป็นวิหคสีเขียวและมีลวดลายลูกตาแดงเลือดบนปีกทั้งสองข้าง ครั้นสามารถสอดส่องตาม เพื่อข่มขู่ศัตรูได้ชะงัดนัก ขนาดเท่ากับฝีมือของเด็กประถม มันรับรู้ต่ออันตรายจึงรีบโบยบินขึ้นด้วยความตระหนก จากฝ่าเท้าที่ยึดเกาะอยู่
“หึ่ง! ๆ ๆ ๆ ... ๆ” เพราะผู้ล่าเร่งเข้าจู่โจมแล้วอย่างกะทันหัน โดยบินอ้อมกิ่งไม้ขึ้นมาจากด้านล่างซึ่งแอบซ่อนอยู่ ปีกใสบาง ๆ ของแมลงกระพือด้วยความเร็วเหนือสายตาของคนเรา จึงนำพาร่างกายอันน่าสะพรึงพุ่งเข้าหาเหยื่อต่อไป
ผึ้งต่อแตนนั่นเอง เจ้าภมรร้ายกาจที่โลกใบนี้ต้องการ ด้วยลักษณะสามประสานของชนิดตามชื่อเรียก ทำให้มีทักษะการหาอาหารมิอายใคร ตาดวงโต ๆ ตรวจจับการเคลื่อนไหวทุกปฏิกิริยา ลำตัวเพรียวโทนน้ำตาลเข้มยาวเกือบครึ่งฟุต ก้นใหญ่มีแนวขวางประกายทองเพิ่ม ส่วนปลายเป็นสายยาวซึ่งสามารถยึดออกได้และบังคับตามจิตใจ พิกัดนี้ปรากฏเหล็กไนดั่งคมหอกทะลวงไส้
ซึ่งการเล่นไล่จับครานี้กลับสิ้นสุดลงเพียงแค่ไม่เกินสองวินาที ถึงปักษาจะได้เปรียบเรื่องการเหินฟ้า แต่มันเพิ่งเริ่มกระพือปีก ความเร็วตั้งต้นจึงน้อยกว่าอีกฝ่ายซึ่งเครื่องยนต์ติดอยู่ก่อน เจ้าแมลงเลยเข้าประชิดตัวจากด้านหลังในทันควัน ขาคู่หน้าสุดอันมีขนาดใหญ่เหมือนเคียวเหมาะแก่การโจมตี มันตวัดไปเกี่ยวที่ลำตัวของนกน้อยอย่างดุดัน ทำให้เหยื่อต้องกระเด็นตามแรงส่งกลับ จนกระเด็นถึงคบไม้ที่จากมา
“เฟี้ยว!” อาวุธหลักของผึ้งต่อแตนเลยเริ่มทำงาน เมื่อมันกลับตัวกลางเวหา ขณะส่วนปลายก้นได้ยืดออกเป็นเส้นยาวเฟี้อยและเหวี่ยงไปที่เป้าหมายปานแส้หนาม เพราะเหล็กไนโง้ง ๆ ก็โผล่ขึ้นด้วย ในจังหวะที่นกกระจิบเพิ่งจะกระแทกลงเองนะ
“แกว๊ก!” ทว่ากลับมีนกอินทรีย์ขาวตนหนึ่งโฉบเฉี่ยวเข้ามาขัดขวางซะก่อน โดยสายตาซึ่งฉับไวเหลือประมาณ มันจึงใช้กรงเล็บอันแข็งแกร่งจู่โจมสายเหล็กไนกลางคันก่อนทันท่วงที
ด้วยความยาวระหว่างปลายปีกทั้งคู่ที่กางจนสุดถึงหนึ่งเมตร คงจะประเมินขนาดของทั้งตัวได้ ทั้งยังกู่ร้องด้วยความอหังการไปด้วย ครั้นพญาวิหคกลางหาวได้สร้างกระแสลมอย่างเชี่ยวกราก เพื่อเปลี่ยนแปลงทิศทางเข้าหาเจ้าผึ้งต่อแตนซึ่งกำลังมีท่าทีวอกแวกยิ่งนัก แล้วก็รีบบินหนีสุดชีวิต
“แกว๊ก!” พอทราบดังนี้ อินทรีย์ขาวจึงหยุดชะงักงันกลางอากาศในบัดดล
“จิ๊บ!” สำหรับนกกระจิบที่รอดเพราะการช่วยเหลือครั้งนี้แหละ มันจึงแหงนหน้าร้องขับขานให้ความรู้สึกอันซาบซึ้งจริง ๆ
“จิ๊ด! ๆ” เจ้าระรอกสีเทาเลยอดโล่งอกไม่ได้ เมื่อเห็นสัตว์เล็ก ๆ เช่นตนเองยังเป็นสุขดีอยู่
ขาที่กดหางพวงฟูจึงปล่อยให้เด้งขึ้นมาตามปกติ จากนั้นมันก็ยิ้มแย้มขึ้นด้วยความปลาบปลื้มปิติ ทว่ากลับค้างข้างไปดื้อ ๆ อารมณ์แปรปรวนอย่างแรง เนื่องจากพอหันมาด้านหลัง ผึ้งต่อแตนอีกตนคอยท่าอยู่ก่อนชิด ๆ กัน เงี่ยงที่ปากประกบจนเกิดเสียงขึ้น ถึงแม้จะมิดังพอ แต่ช่างสะท้านใจของกระรอกสีเทา
“จิ๊ด!” แล้วการดิ้นรนด้วยความอยู่รอดจึงได้เปิดฉาก ณ พลันที
“จิ๊บ!/แกว็ก!” ซึ่งคู่ปักษาเล็กกะใหญ่ก็มิใส่ใจเลยสักนิด โดยโบยบินไปตามทางของตนเองเท่านั้น
จ้าวอินทรีย์เหินฟ้าอย่างมีอิสระเสรีและว่องไว มันร่อนไปทั่วผ่านลำเนาไพรที่เขียวชอุ่ม ครั้นสัมผัสกับสายลมอันอ่อนโยนซึ่งลู่ไปกับขนนกมิคลาย ทั้งยังพัดพริ้วยอดไม้ให้เคลื่อนคล้อยตาม เสียงกู่ร้องก็ดังกังวานราวกับเปิดเผยความในใจแก่โลกทั้งใบเลยทีเดียว
“ฟอลลี่! กลับมาเถอะ น้ำชาจวนจะเย็นชืดอยู่แล้วนะ” อยู่ ๆ ก็มีสำเนียงแว่วมาตามอากาศธาตุ
“แกว๊กกก...!!!” พญาวิหคตนอีกจึงต้องกลับลำระหว่างเสาะหาความสำราญ เพื่อไปสู่ต้นตอโดยมิลังเล
เมื่อเวลาผ่านพ้นไปสักช่วง ณ ใต้ต้นไม้ใหญ่อันแผ่สาขาไม่สิ้น มันได้ร่อนลงที่ริมขอบของโต๊ะสีขาวซึ่งมีสไตล์หรูหราตัวหนึ่ง ข้าง ๆ มีถ้วยน้ำชาเซรามิคสูงค่าจัดวางอยู่ ขนาดเล็กจิ๋วนะ พร้อมกับจานรอง ภาชนะใส่ขนมหวานสไตล์ตะวันตกเป็นสามชั้นก็ตั้งตรงกึ่งกลางพอดีด้วย ฝั่งตรงข้ามปรากฏสำรับสำหรับอีกหนึ่งที่เช่นเดียวกัน
“รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง? สภาพหลังจากที่ฟื้นตัวดีแล้ว เพื่อนตัวน้อยของข้า!” เพื่อนร่วมโต๊ะเอ่ยปากถามด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับหยิบหูของถ้วยน้ำชาขึ้นมา เพื่อดื่มด่ำกับกลิ่นหอมและรสชาติอันล้ำลึก
โฉมงามเกศาขาวซึ่งถักเปียยาวและม้วนเป็นปมด้านหลังศีรษะ รอยสักทองคำที่หางตาเลยยิ่งส่งเสริมความงดงาม ผิวพรรณผุดผ่องก็ถูกสวมในชุดนักบวชทรงเครื่องเต็มยศศักดิ์ โดยกำลังนั่งไขว่ห้างโชว์ช่วงขาเรียว เพราะกระโปรงด้านซ้ายผ่ากว้างสุด ๆ จนถึงเหนือสะโพก
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณ ทีทรีช่า!” เจ้านกอินทร์ย์ขาวกล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดี
ครั้นพอหุบปีกกว้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว กายหยาบของนกนักล่าจึงเกิดการแปรสภาพในทันใด โดยหดลงและเปลี่ยนร่างเป็นภูตสาวตนหนึ่ง เผ่าโฟลก้าซึ่งรอดชีวิตจากการก่อจราจลของเหล่าจักจั่นที่แสนวิปลาสนั่นเอง ด้วยรูปพรรณภายนอกใกล้เคียงกับดิวทรา หากแต่มีปีกวิหคสีชมพูปะปนเฉดแสดส้ม ความสูงน้อยกว่าหน่อยคือ 13 เซนติเมตร
การแต่งกายคลับคล้ายกับชุดเลโอตาร์ดโทนเขียวแจ่มที่ชายมีระบายซีทรูสั้น ๆ ผมสีเขียวอ่อนมัดกลางเศียรเป็นทรงโพนี่เทลซึ่งยาวถึงตาตุ่ม มันเข้ากับเนื้อหนังมังสาราวไข่มุกของเธอทีเดียว โดยไว้เท้าเปลือยเปล่า เมื่อไม่เคยกลัวว่าจะแปดเปื้อนสิ่งใด
“อา! ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว เมื่อเป็นเจ้าหญิงของเผ่าโฟลก้า หากไม่สบายไปล่ะก็ ข้าคงต้องปวดหัวอีกคราแน่ ๆ” ดังนั้นทีทรีช่าจึงเอ่ยแซวอีกฝ่ายอย่างเปี่ยมสุข เธอวางถ้วยน้ำชาลงในจากรอง มือขวาเรียวงามได้ยื่นคว้าเค้กชิ้นน้อย ๆ มาใส่ปาก แล้วรับประทานประสาเด็ก
“นี่เป็นเจ้าหญิงแห่งฟอเรสทีเรียทั้งที ช่วยทำกิริยาให้มันสมฐานะหน่อยสิ” ทางฟอลลี่พอพบเห็นเข้า เธอจึงขมวดคิ้วและว่ากล่าวตักเตือนโดยด่วน หลังจากยกเซตดื่มน้ำชาย่อส่วนของเธอมาแตะริมฝีปากแล้ว
“โอ้! ฟอลลี่ คิดว่าเจ้าจะเข้าใจดีซะอีก สิ่งทางโลกพวกนั้นเหนี่ยวรั้งวิญญาณของข้าเอาไว้ตลอดเวลา มันช่างหนักอึ้งยิ่งนัก” ส่งผลให้ทีทรีช่าต้องหลับตาอย่างเศร้าโศก แผ่นหลังเอนพิงพนักเก้าอี้แนบสนิท สีหน้าก็เลื่อนลอยแวบหนึ่ง แล้วจึงจะสามารถกล่าวจบประโยคได้
“อะ! ขอโทษนะ ข้าไม่มีเจตนาจริง ๆ พอดีทบทวนมิถึงนะ เพราะว่าเจ้ายังเป็นสังฆราชแห่งนิกายออโรร่าด้วยนี่นา ภาระที่แบกเอาไว้บนบ่าเล็ก ๆ ทั้งสองข้างคงเกินกว่าจะจินตนาการได้แน่” ฟอลลี่เลยกล่าวด้วยความเสียใจ เมื่อทำให้เพื่อนสาวต้องคิดในเรื่องที่ไม่อยากข้องแวะด้วย
“ฮา ๆ เขตอุทยานของข้าถูกใจของเจ้าไหม? ฟอลลี่” จนทีทรีช่าต้องยิ้มแย้มและเปลี่ยนเรื่องทันที
“อือ! ที่นี่งดงามมาก ทั้งสภาพแวดล้อมและการดูแลรักษายอดเยี่ยมไร้ที่ติ ถ้าไม่บอกข้าว่าเป็นพงไพรเรือนกระจกล่ะก็ ต่อให้ต้องตาย คงไม่เชื่อถือหรอก” ฟอลลี่ครุ่นคิดสักครู่ แล้วจึงตอบออกมาอย่างร่าเริง
“เพียงแต่ในตอนที่กำลังเสพสุขกับสายลม ข้าพบเห็นพฤติกรรมอันดุร้ายของผึ้งต่อแตน มันกำลังจู่โจมนกใต้วงศ์วาน เลยต้องช่วยเจ้าตัวน้อยเอาไว้ตามคำสัญญาอันเก่าแก่” เธอเล่าถึงเหตุการณ์ซึ่งพบเจอมาด้วยตนเองแบบฉะฉาน
“มะ มันดุร้ายกว่าที่ควรจะเป็นมากไปเลยนะ เหมือนกับพวกจักจั่นซึ่งจู่ ๆ เข้ากวาดล้างเพื่อนร่วมเผ่าของข้า” ต่อมาจึงชะงักลงเล็กน้อย แต่ก็มาเอ่ยปากได้จบครบความ ฟอลลี่เงยหน้าขึ้น เพื่อมองเพื่อนสาวด้วยความวิตกกังวล
“ไม่เป็นไรหรอก ถึงข้าจะต้องเก็บรักษาเอาไว้ตามคำสอนของนิกายออโรร่า เพราะธรรมชาติไม่อาจขาดแคลนพวกมันได้ แต่ที่แห่งนี้มีอาณาเขตแห่งมนตราควบคุมจำกัด เพื่อตัดกระแสพลังงานจากภายนอกทั้งหมด” ทีทรีช่าจึงรีบชี้แจ้งข้อคับข้องแก่ความสบายใจ สำหรับภูตสาวตัวน้อย
“ฟอลลี่ เจ้ามิต้องกลัวไปหรอก เหตุการณ์เช่นนั้นจะมิเกิดขึ้นที่นี่แน่ ข้าขอสัญญา” เธอได้ประกาศจุดยืนอย่างมั่นอกมั่นใจ
“เสียกิริยาไปซะแล้ว น่าอายมากเลยนะเนี่ย” ฟอลลี่จึงหน้าแดงทีเดียว ครั้นสงบอารมณ์ได้ในที่สุด โดยกลบเกลื่อนด้วยดื่มน้ำชาจนหมดถ้อย
“เจ้าไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวในโลกใบนี้ อย่างน้อยก็ยังมีข้าอยู่มิเคยไปไหน” ทีทรีช่าเลยให้กำลังใจด้วยคำพูดปลอบโยน
“นี่คิดว่าข้าจะอ่อนแอถึงเพียงนี้เลยรึ? ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือเจ้าหญิงแห่งโฟลก้านะ” ฟอลลี่ยืดหน้าอกขึ้นอย่างห้าวหาญ ตบแรง ๆ ด้วย แต่น่าเสียดายที่มันแบนมาก แค่นูนหน่อยเดียวเท่านั้น เลยเสริมสภาวะไม่ถึงใจ
นิยายแฟนตาซีเรื่อง Conflict Before The Beginning มันเกิดก่อนเริ่ม [ตอนที่ 13 โฟลก้าที่เหลือหลง]
https://pantip.com/topic/39358562
“จิ๊ด! ๆ ๆ ๆ ... ๆ” เจ้ากระรอกสีเทาตัวเล็ก ๆ กำลังวิ่งไต่ขึ้นไปบนพฤกษาสูงใหญ่ด้วยเล็บแหลมคม ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า หางยาวเป็นพวงฟูกวัดแกว่งตามจังหวะของการวิ่งไม่หยุด
“...” พอมาถึงโคนกิ่งก้านอันหมายมั่น ซึ่งชะลูดแยกออกมาแตกต่างจากพรรคพวก
มันก็นิ่งลงโดยใช้ใบไม้สีเขียวที่มีตรงหน้าเป็นเครื่องกำบังกายมิดชิด ส่วนขาข้างหนึ่งแหย่มาเปิดเป็นช่องไฟ ที่เหลือก็กดอวัยวะเบื้องหลังเอาไว้มิให้โชว์ตำแหน่ง พร้อมกับส่ายสายตาสังเกตรอบ ๆ ราวกับเป็นการระแวงภัยอย่างรัดกุม ทั้งยังทำจมูกฟุดฟิดไปด้วยในตัว
“จิ๊บ! ๆ” ณ เวลานั้นเอง การต่อสู้ในพิกัดนี้ ที่มันคาดคิดอยู่ได้มาถึงจุดเริ่มต้นแล้ว
นกกระจิบตองต้าซึ่งเป็นวิหคสีเขียวและมีลวดลายลูกตาแดงเลือดบนปีกทั้งสองข้าง ครั้นสามารถสอดส่องตาม เพื่อข่มขู่ศัตรูได้ชะงัดนัก ขนาดเท่ากับฝีมือของเด็กประถม มันรับรู้ต่ออันตรายจึงรีบโบยบินขึ้นด้วยความตระหนก จากฝ่าเท้าที่ยึดเกาะอยู่
“หึ่ง! ๆ ๆ ๆ ... ๆ” เพราะผู้ล่าเร่งเข้าจู่โจมแล้วอย่างกะทันหัน โดยบินอ้อมกิ่งไม้ขึ้นมาจากด้านล่างซึ่งแอบซ่อนอยู่ ปีกใสบาง ๆ ของแมลงกระพือด้วยความเร็วเหนือสายตาของคนเรา จึงนำพาร่างกายอันน่าสะพรึงพุ่งเข้าหาเหยื่อต่อไป
ผึ้งต่อแตนนั่นเอง เจ้าภมรร้ายกาจที่โลกใบนี้ต้องการ ด้วยลักษณะสามประสานของชนิดตามชื่อเรียก ทำให้มีทักษะการหาอาหารมิอายใคร ตาดวงโต ๆ ตรวจจับการเคลื่อนไหวทุกปฏิกิริยา ลำตัวเพรียวโทนน้ำตาลเข้มยาวเกือบครึ่งฟุต ก้นใหญ่มีแนวขวางประกายทองเพิ่ม ส่วนปลายเป็นสายยาวซึ่งสามารถยึดออกได้และบังคับตามจิตใจ พิกัดนี้ปรากฏเหล็กไนดั่งคมหอกทะลวงไส้
ซึ่งการเล่นไล่จับครานี้กลับสิ้นสุดลงเพียงแค่ไม่เกินสองวินาที ถึงปักษาจะได้เปรียบเรื่องการเหินฟ้า แต่มันเพิ่งเริ่มกระพือปีก ความเร็วตั้งต้นจึงน้อยกว่าอีกฝ่ายซึ่งเครื่องยนต์ติดอยู่ก่อน เจ้าแมลงเลยเข้าประชิดตัวจากด้านหลังในทันควัน ขาคู่หน้าสุดอันมีขนาดใหญ่เหมือนเคียวเหมาะแก่การโจมตี มันตวัดไปเกี่ยวที่ลำตัวของนกน้อยอย่างดุดัน ทำให้เหยื่อต้องกระเด็นตามแรงส่งกลับ จนกระเด็นถึงคบไม้ที่จากมา
“เฟี้ยว!” อาวุธหลักของผึ้งต่อแตนเลยเริ่มทำงาน เมื่อมันกลับตัวกลางเวหา ขณะส่วนปลายก้นได้ยืดออกเป็นเส้นยาวเฟี้อยและเหวี่ยงไปที่เป้าหมายปานแส้หนาม เพราะเหล็กไนโง้ง ๆ ก็โผล่ขึ้นด้วย ในจังหวะที่นกกระจิบเพิ่งจะกระแทกลงเองนะ
“แกว๊ก!” ทว่ากลับมีนกอินทรีย์ขาวตนหนึ่งโฉบเฉี่ยวเข้ามาขัดขวางซะก่อน โดยสายตาซึ่งฉับไวเหลือประมาณ มันจึงใช้กรงเล็บอันแข็งแกร่งจู่โจมสายเหล็กไนกลางคันก่อนทันท่วงที
ด้วยความยาวระหว่างปลายปีกทั้งคู่ที่กางจนสุดถึงหนึ่งเมตร คงจะประเมินขนาดของทั้งตัวได้ ทั้งยังกู่ร้องด้วยความอหังการไปด้วย ครั้นพญาวิหคกลางหาวได้สร้างกระแสลมอย่างเชี่ยวกราก เพื่อเปลี่ยนแปลงทิศทางเข้าหาเจ้าผึ้งต่อแตนซึ่งกำลังมีท่าทีวอกแวกยิ่งนัก แล้วก็รีบบินหนีสุดชีวิต
“แกว๊ก!” พอทราบดังนี้ อินทรีย์ขาวจึงหยุดชะงักงันกลางอากาศในบัดดล
“จิ๊บ!” สำหรับนกกระจิบที่รอดเพราะการช่วยเหลือครั้งนี้แหละ มันจึงแหงนหน้าร้องขับขานให้ความรู้สึกอันซาบซึ้งจริง ๆ
“จิ๊ด! ๆ” เจ้าระรอกสีเทาเลยอดโล่งอกไม่ได้ เมื่อเห็นสัตว์เล็ก ๆ เช่นตนเองยังเป็นสุขดีอยู่
ขาที่กดหางพวงฟูจึงปล่อยให้เด้งขึ้นมาตามปกติ จากนั้นมันก็ยิ้มแย้มขึ้นด้วยความปลาบปลื้มปิติ ทว่ากลับค้างข้างไปดื้อ ๆ อารมณ์แปรปรวนอย่างแรง เนื่องจากพอหันมาด้านหลัง ผึ้งต่อแตนอีกตนคอยท่าอยู่ก่อนชิด ๆ กัน เงี่ยงที่ปากประกบจนเกิดเสียงขึ้น ถึงแม้จะมิดังพอ แต่ช่างสะท้านใจของกระรอกสีเทา
“จิ๊ด!” แล้วการดิ้นรนด้วยความอยู่รอดจึงได้เปิดฉาก ณ พลันที
“จิ๊บ!/แกว็ก!” ซึ่งคู่ปักษาเล็กกะใหญ่ก็มิใส่ใจเลยสักนิด โดยโบยบินไปตามทางของตนเองเท่านั้น
จ้าวอินทรีย์เหินฟ้าอย่างมีอิสระเสรีและว่องไว มันร่อนไปทั่วผ่านลำเนาไพรที่เขียวชอุ่ม ครั้นสัมผัสกับสายลมอันอ่อนโยนซึ่งลู่ไปกับขนนกมิคลาย ทั้งยังพัดพริ้วยอดไม้ให้เคลื่อนคล้อยตาม เสียงกู่ร้องก็ดังกังวานราวกับเปิดเผยความในใจแก่โลกทั้งใบเลยทีเดียว
“ฟอลลี่! กลับมาเถอะ น้ำชาจวนจะเย็นชืดอยู่แล้วนะ” อยู่ ๆ ก็มีสำเนียงแว่วมาตามอากาศธาตุ
“แกว๊กกก...!!!” พญาวิหคตนอีกจึงต้องกลับลำระหว่างเสาะหาความสำราญ เพื่อไปสู่ต้นตอโดยมิลังเล
เมื่อเวลาผ่านพ้นไปสักช่วง ณ ใต้ต้นไม้ใหญ่อันแผ่สาขาไม่สิ้น มันได้ร่อนลงที่ริมขอบของโต๊ะสีขาวซึ่งมีสไตล์หรูหราตัวหนึ่ง ข้าง ๆ มีถ้วยน้ำชาเซรามิคสูงค่าจัดวางอยู่ ขนาดเล็กจิ๋วนะ พร้อมกับจานรอง ภาชนะใส่ขนมหวานสไตล์ตะวันตกเป็นสามชั้นก็ตั้งตรงกึ่งกลางพอดีด้วย ฝั่งตรงข้ามปรากฏสำรับสำหรับอีกหนึ่งที่เช่นเดียวกัน
“รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง? สภาพหลังจากที่ฟื้นตัวดีแล้ว เพื่อนตัวน้อยของข้า!” เพื่อนร่วมโต๊ะเอ่ยปากถามด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับหยิบหูของถ้วยน้ำชาขึ้นมา เพื่อดื่มด่ำกับกลิ่นหอมและรสชาติอันล้ำลึก
โฉมงามเกศาขาวซึ่งถักเปียยาวและม้วนเป็นปมด้านหลังศีรษะ รอยสักทองคำที่หางตาเลยยิ่งส่งเสริมความงดงาม ผิวพรรณผุดผ่องก็ถูกสวมในชุดนักบวชทรงเครื่องเต็มยศศักดิ์ โดยกำลังนั่งไขว่ห้างโชว์ช่วงขาเรียว เพราะกระโปรงด้านซ้ายผ่ากว้างสุด ๆ จนถึงเหนือสะโพก
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณ ทีทรีช่า!” เจ้านกอินทร์ย์ขาวกล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดี
ครั้นพอหุบปีกกว้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว กายหยาบของนกนักล่าจึงเกิดการแปรสภาพในทันใด โดยหดลงและเปลี่ยนร่างเป็นภูตสาวตนหนึ่ง เผ่าโฟลก้าซึ่งรอดชีวิตจากการก่อจราจลของเหล่าจักจั่นที่แสนวิปลาสนั่นเอง ด้วยรูปพรรณภายนอกใกล้เคียงกับดิวทรา หากแต่มีปีกวิหคสีชมพูปะปนเฉดแสดส้ม ความสูงน้อยกว่าหน่อยคือ 13 เซนติเมตร
การแต่งกายคลับคล้ายกับชุดเลโอตาร์ดโทนเขียวแจ่มที่ชายมีระบายซีทรูสั้น ๆ ผมสีเขียวอ่อนมัดกลางเศียรเป็นทรงโพนี่เทลซึ่งยาวถึงตาตุ่ม มันเข้ากับเนื้อหนังมังสาราวไข่มุกของเธอทีเดียว โดยไว้เท้าเปลือยเปล่า เมื่อไม่เคยกลัวว่าจะแปดเปื้อนสิ่งใด
“อา! ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว เมื่อเป็นเจ้าหญิงของเผ่าโฟลก้า หากไม่สบายไปล่ะก็ ข้าคงต้องปวดหัวอีกคราแน่ ๆ” ดังนั้นทีทรีช่าจึงเอ่ยแซวอีกฝ่ายอย่างเปี่ยมสุข เธอวางถ้วยน้ำชาลงในจากรอง มือขวาเรียวงามได้ยื่นคว้าเค้กชิ้นน้อย ๆ มาใส่ปาก แล้วรับประทานประสาเด็ก
“นี่เป็นเจ้าหญิงแห่งฟอเรสทีเรียทั้งที ช่วยทำกิริยาให้มันสมฐานะหน่อยสิ” ทางฟอลลี่พอพบเห็นเข้า เธอจึงขมวดคิ้วและว่ากล่าวตักเตือนโดยด่วน หลังจากยกเซตดื่มน้ำชาย่อส่วนของเธอมาแตะริมฝีปากแล้ว
“โอ้! ฟอลลี่ คิดว่าเจ้าจะเข้าใจดีซะอีก สิ่งทางโลกพวกนั้นเหนี่ยวรั้งวิญญาณของข้าเอาไว้ตลอดเวลา มันช่างหนักอึ้งยิ่งนัก” ส่งผลให้ทีทรีช่าต้องหลับตาอย่างเศร้าโศก แผ่นหลังเอนพิงพนักเก้าอี้แนบสนิท สีหน้าก็เลื่อนลอยแวบหนึ่ง แล้วจึงจะสามารถกล่าวจบประโยคได้
“อะ! ขอโทษนะ ข้าไม่มีเจตนาจริง ๆ พอดีทบทวนมิถึงนะ เพราะว่าเจ้ายังเป็นสังฆราชแห่งนิกายออโรร่าด้วยนี่นา ภาระที่แบกเอาไว้บนบ่าเล็ก ๆ ทั้งสองข้างคงเกินกว่าจะจินตนาการได้แน่” ฟอลลี่เลยกล่าวด้วยความเสียใจ เมื่อทำให้เพื่อนสาวต้องคิดในเรื่องที่ไม่อยากข้องแวะด้วย
“ฮา ๆ เขตอุทยานของข้าถูกใจของเจ้าไหม? ฟอลลี่” จนทีทรีช่าต้องยิ้มแย้มและเปลี่ยนเรื่องทันที
“อือ! ที่นี่งดงามมาก ทั้งสภาพแวดล้อมและการดูแลรักษายอดเยี่ยมไร้ที่ติ ถ้าไม่บอกข้าว่าเป็นพงไพรเรือนกระจกล่ะก็ ต่อให้ต้องตาย คงไม่เชื่อถือหรอก” ฟอลลี่ครุ่นคิดสักครู่ แล้วจึงตอบออกมาอย่างร่าเริง
“เพียงแต่ในตอนที่กำลังเสพสุขกับสายลม ข้าพบเห็นพฤติกรรมอันดุร้ายของผึ้งต่อแตน มันกำลังจู่โจมนกใต้วงศ์วาน เลยต้องช่วยเจ้าตัวน้อยเอาไว้ตามคำสัญญาอันเก่าแก่” เธอเล่าถึงเหตุการณ์ซึ่งพบเจอมาด้วยตนเองแบบฉะฉาน
“มะ มันดุร้ายกว่าที่ควรจะเป็นมากไปเลยนะ เหมือนกับพวกจักจั่นซึ่งจู่ ๆ เข้ากวาดล้างเพื่อนร่วมเผ่าของข้า” ต่อมาจึงชะงักลงเล็กน้อย แต่ก็มาเอ่ยปากได้จบครบความ ฟอลลี่เงยหน้าขึ้น เพื่อมองเพื่อนสาวด้วยความวิตกกังวล
“ไม่เป็นไรหรอก ถึงข้าจะต้องเก็บรักษาเอาไว้ตามคำสอนของนิกายออโรร่า เพราะธรรมชาติไม่อาจขาดแคลนพวกมันได้ แต่ที่แห่งนี้มีอาณาเขตแห่งมนตราควบคุมจำกัด เพื่อตัดกระแสพลังงานจากภายนอกทั้งหมด” ทีทรีช่าจึงรีบชี้แจ้งข้อคับข้องแก่ความสบายใจ สำหรับภูตสาวตัวน้อย
“ฟอลลี่ เจ้ามิต้องกลัวไปหรอก เหตุการณ์เช่นนั้นจะมิเกิดขึ้นที่นี่แน่ ข้าขอสัญญา” เธอได้ประกาศจุดยืนอย่างมั่นอกมั่นใจ
“เสียกิริยาไปซะแล้ว น่าอายมากเลยนะเนี่ย” ฟอลลี่จึงหน้าแดงทีเดียว ครั้นสงบอารมณ์ได้ในที่สุด โดยกลบเกลื่อนด้วยดื่มน้ำชาจนหมดถ้อย
“เจ้าไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวในโลกใบนี้ อย่างน้อยก็ยังมีข้าอยู่มิเคยไปไหน” ทีทรีช่าเลยให้กำลังใจด้วยคำพูดปลอบโยน
“นี่คิดว่าข้าจะอ่อนแอถึงเพียงนี้เลยรึ? ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือเจ้าหญิงแห่งโฟลก้านะ” ฟอลลี่ยืดหน้าอกขึ้นอย่างห้าวหาญ ตบแรง ๆ ด้วย แต่น่าเสียดายที่มันแบนมาก แค่นูนหน่อยเดียวเท่านั้น เลยเสริมสภาวะไม่ถึงใจ