NEW HIGHT หนี้เสียแบ้งค์พุ่งในรอบ 8 ปี

กระทู้สนทนา


(Oct 28) 'หนี้เสียแบงก์'พุ่งสูงสุดรอบ8ปี พิษ'สงครามการค้า-บาทแข็ง'กระทบเอสเอ็มอี  : "ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี" เผยหนี้เสียแบงก์พาณิชย์ทั้งระบบพุ่งแตะ 3.01% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 8 ปี คาดยังไม่ถึงจุดพีค ปีหน้ายัง ขยับขึ้นอีก หลักๆมาจากกลุ่มเอสเอ็มอี และอีคอมเมิร์ซ ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและเงินบาทแข็งค่า "กรุงไทย-ไทยพาณิชย์"เกาะติดลูกค้า คัดกรองเข้ม กันหนี้เสียเกิดใหม่
         
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics) กล่าวว่า  หนี้ที่ไม่ก่อให้ เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ทั้ง ระบบ ในช่วงไตรมาส 3ที่ผ่านมาอยู่ที่ 4.69 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากเดียวกันปีก่อน  และหากเทียบกับไตรมาส 2 พบว่าเพิ่มขึ้นถึง 4.2% หากดูสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อ พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 8 ปี หรือ 32 ไตรมาส  มาอยู่ที่ระดับ 3.01% จากไตรมาส 2 อยู่ที่ระดับ 2.95%
          
สำหรับเอ็นพีแอล 5แบงก์ใหญ่เพิ่มขึ้นเกือบทุกแบงก์ โดยเฉพาะ ไทยพาณิชย์  อัตราเอ็นพีแอลต่อ สินเชื่ออยู่ที่ 3.1% จากไตรมาสที่ผ่านมา ที่อยู่ระดับ 2.9%,  กสิกรไทย เพิ่มขึ้นมา อยู่ที่ 3.6% จาก 3.5%, กรุงเทพอยู่ที่ 3.5% จาก 3.4%, กรุงศรีอยุธยาเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่ 2.3% จาก 2.2% ยกเว้นกรุงไทย ที่เอ็นพีแอลโดยรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.9% จาก 5.0%
        
 ทั้งนี้ เชื่อว่า หนี้เสียที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นของทั้งระบบแบงก์ ยังไม่ใช่จุดสูงสุด และมีโอกาสเห็นหนี้เสียแบงก์ปรับเพิ่มขึ้นเกินระดับ 3%ต่อเนื่องได้ในปี 2563 จากแนวโน้มคุณภาพหนี้ของทั้งระบบที่มีทิศทางด้อยคุณภาพลงต่อเนื่อง
       
  "เอ็นพีแอล เป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะข้างหน้า เพราะยังมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อาจเห็น แนวโน้มหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง ดังนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่น่ากังวล เอ็นพีแอลของทั้งระบบที่เพิ่มขึ้น หลักๆยังมาจากธุรกิจเอสเอ็มอี หรือธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง อีกตัวที่ต้องจับตาคือ สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ หรือSM ที่อาจกลับมาเพิ่มขึ้น จากมาตรฐานบัญชีใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ด้วย โดยกลุ่ม SM พบว่ามาอยู่ที่ระดับ 3.64 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 8% หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และแนวโน้มยังเห็นการเร่งขึ้นอยู่" นายนริศ กล่าว
         
นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เอ็นพีแอลของแบงก์ปรับตัวเพิ่มขึ้นในหลายกลุ่ม ทั้งเอสเอ็มอี รายใหญ่ และรายย่อย ดังนั้นระยะข้างหน้าแบงก์ต้องมีการติดตามลูกหนี้อย่างใกล้ชิด  โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า รวมถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น  ดังนั้นเอสเอ็มอี ที่สายป่านสั้น อาจได้รับผลกระทบ มากขึ้น ทำให้ธนาคารต้องมีการติดตาม และเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับลูกค้ารายย่อย ที่ อาจมีกระบวนการคัดกรองลูกค้าที่เข้มข้นมากขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น เพื่อ ป้องกันหนี้เสียเกิดใหม่ในอนาคต
        
 "เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นในหลายกลุ่ม เราต้องติดตามใกล้ชิดต่อเนื่อง แต่อย่าลืมว่าเอ็นพีแอลที่เกิดวันนี้ อาจมาจากสินเชื่อในอดีตก็ได้ ดังนั้นเราต้องระมัดระวังและติดตามลูกค้ามากขึ้น ทั้งพอร์ตเก่าและพอร์ตใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าแบงก์สามารถลดความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ได้"
         
ด้านนายวีระพงค์ ศุภเศรษฐ์ศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า กระบวนการดูแล และป้องกันการเกิดหนี้เสียของ แบงก์ ธนาคารเริ่มมีการเข้าไปกำกับการใช้สินเชื่อมากขึ้น หลังอนุมัติ สินเชื่อ เพื่อป้องกันการนำสินเชื่อ ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และลดการ ขาดวินัยทางการเงิน
        
 ดังนั้น ธนาคารจึงมีการตั้งเงื่อนไขในการเบิกใช้สินเชื่อเพิ่มขึ้น เช่นติดตามความคืบหน้าของโครงการแต่ละช่วง และให้เบิกสินเชื่อเป็นรอบๆ หรือการกำหนดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน(Debt to Equity Ratio) ที่บางรายมีการกำหนดไม่ให้มีภาระหนี้เกิน 2 เท่า หากเทียบกับรายได้ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าให้สภาพคล่องไม่ตึงตัวเกินไป หรือมีภาระหนี้มากไปนัก ส่วนแนวโน้มหนี้เสียของ เอสเอ็มอี ยอมรับว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นบ้าง จากปัจจุบันที่อยู่ 2.1% ธนาคารพยายามคุมไม่ให้เกินระดับดังกล่าว
          
"ปฏิเสธไม่ได้ว่าเอ็นพีแอลยังเพิ่มขึ้น เราต้องดูแลลูกค้าใกล้ชิดขึ้น กลุ่มที่ต้อง ติดตามมากขึ้น คือกลุ่มส่งออก ท่องเที่ยว รวมถึงคนที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท และระวังลูกค้านำสินเชื่อไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้นเราต้องตั้งเงื่อนไขในการใช้สินเชื่อ เพื่อให้เขารู้จัก การสร้างวินัยการเงิน ให้ภาระหนี้ของเขาไม่สูงเกินไป ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือลูกค้า ไม่ใช่ช่วยแบงก์ เพราะหากเศรษฐกิจแย่ หากลูกค้ามีหนี้ไม่สูงเกินไป ก็สามารถอยู่รอดได้ แต่การคุมการสร้างหนี้นั้น บางรายมี D/Eเยอะ เช่นพวกเทรดดิ้ง ที่เขามีสินทรัพย์ค้ำประกันอยู่ ดังนั้นบางรายภาระหนี้ก็สูงได้ แต่บางกลุ่มก็ต้องคุมรัดกุม"
 
Source: กรุงเทพธุรกิจ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่