ริมชลหมั่นใส้ ไม่ถูกชะตากับผู้ชายคนนี้นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน คนอะไร แต่งตัวเนี้ยบ หุ่นและมาดดีอยู่หรอก แต่เปิ่นและเซ่ออย่างไม่เป็นท่า
ความไม่พอใจนั้นเริ่มครุกรุ่นก่อนหน้าที่ชายหนุ่มคนนี้จะเข้ามาปรากฎตัวในชีวิตเสียอีก วันรับประกาศนียบัตรปริญญาตรีที่มหาลัยในเมือง พ่อกำนันขุนไม่มาปรากฎตัวเอาดื้อๆ มีแต่แม่ของเธอที่ลุกลี้ลุกลนมาในงานลูกสาวกับคนขับรถ
แม่รับไหว้คนรู้จักอย่างเลิ่กลั่กพยายามไม่ให้เสียบุคลิกมากมาตลอดทาง พอมาเห็นเธอยืนท้าวสะเอวในชุดครุยบันฑิตพร้อมเม้มปากรออยู่อย่างคาดโทษ แม่ก็เอามือทาบอกแสดงอาการผิดออกมา
“โธ่ลูก แม่รีบมาที่สุดแล้ว แต่พ่อของลูกติดธุระอยู่จริงๆ ต้องไปรอรับคนที่มาจากกรุงเเทพ”
กลับมาที่บ้านไร่ถึงแม้จะไม่ใช่แดนศิวิไลซ์รุ่งเรือง แต่ความเจริญก็เข้ามาเรื่อยๆ พ่อกำนันแสดงความปลื้มปิติที่เธอสำเร็จการศึกษาออกมาทางสีหน้า คงเพราะต้องกุลีกุจอต้อนรับใครบางคนที่จะมา จึงไม่มีโอกาสแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมอย่างอื่น
ความโกธรของริมชลมาเพิ่มเป็นทวีคูณในภายหลัง เมื่อตอนแรกอารมณ์เธอสงบไปเพราะทำความเข้าใจได้ว่าพ่อของเธอเป็นบุคคลประชาชน มีหน้าที่ดูแลเอาใจใส่ในท้องถิ่นนี้เมื่อมีท่านๆจากส่วนกลางมาตรวจตราก็ต้องไปรับรองเป็นเรื่องปกติ เธอเป็นลูกคนทำงานเพื่อส่วนรวมก็ต้องเข้าใจ
แต่พอเห็นตัวไอ้คนที่มันฉกชิงเวลาครอบครัวไปจากเธอแล้ว ความแค้นอันนี้ต้องดำเนินไปต่ออย่างยุติไม่ได้ ตัวสูงใหญ่ก็จริงอยู่ แต่พอลงจากรถแล้วเจอสันดินขรุขระที่ไหนก็สะดุดหัวทิ่มแบบคนตาเซ่อเดินไม่ค่อยมองทาง ผู้คนรอบข้างโดยเฉพาะพ่อกำนันของเธอต้องคอยคว้าประคอง ดูท่าทางง่องแง่งต้องมีคนคอยประคบประหงมตลอด
และที่ถึงจุดสุดท้ายในความอดทนก็คือ เมื่อถูกขอร้องให้ต้องมายืนเข้าแถวต้อนรับคนใหญ่คนโต ริมชลก็มาแบบสุดแสนอัดอั้นไม่เต็มใจ ขี้เกียจมองหน้าด้วยซ้ำ พอดีมันดันเหลือบมาทางเธอเท่านั้นแหละ เดินปราดเข้ามาประชิดเลยทีเดียว ลอดมองผ่านจากแว่นกันแดดแต่ไม่ดึงออก มองจากผิวพรรณและริ้วรอยที่แท้ก็ยังวัยหนุ่มอยู่คงจะอายุมากกว่าเธอไม่ถึง6-7ปีแต่วางท่าเก่ง ส่วนตัวแล้วหล่อนแค้นใจที่เตี้ยกว่าหัวไหล่มันเกือบจะคืบ
สิ่งที่มันหยามหน้าริมชลจนกระทั่งต้องจำไว้ยันรุ่นหลานคือ มันเอามือมาลูบหัวเธออย่างเอ็นดูพร้อมกับพูดว่า
“มาครั้งนี้พี่ได้ของเล่นตุ๊กตาและหนังสือนิทานจากคนใจดีที่ร่วมกันบริจาคมาเต็มที่ หนูไม่ต้องกลัวขาดแคลนนะ คนไทยเรามีน้ำใจช่วยเหลือกันเสมอ ไม่ว่าชนบทห่างไกลแค่ไหนเด็กเยาวชนไทยอย่างหนูเป็นต้น ต้องได้รับการศึกษาทั่วถึง”
พูดจบก็หันหน้าไปทางอื่นพร้อมปราศรัยต่อ มันคงรู้ดีจึงวางมาดเท่เพราะมีคนใช้มือถือถ่ายภาพนิ่ง ภาพวีดีโอเกลื่อนอยู่แถวนั้นไปหมด มือยังวางคาอยู่ที่ผมนุ่มดำของเธอราวกับว่าเธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่ง และภาพมันช่างน่าประทับใจเสียเหลือเกินกับการแสดงออกว่ารักเด็กต่อหน้าคนอื่น
หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยากจะบิดข้อมือจับทุ่มกระแทกดินแล้วตะโกนใส่หน้าว่า เฮ้ยฉันเป็นผู้หญิงเต็มตัวแล้วนะถึงจะเตี้ยกว่าก็เถอะ และฉันก็จบมหาลัยแล้วไม่ได้ด้อยพัฒนาให้คนอย่างคุณมาดูแลหรือเอาตุ๊กตามาให้เล่น
กำนันขุนทำหน้าเหมือนกินยาขม อยากจะพูดว่าที่คุณจับหัวอยู่น่ะมันลูกผมโตเป็นสาวเป็นแส้แล้ว แต่ก็ไม่รู้จะขัดจังหวะยังไง เพราะความเกรงใจที่ชายหนุ่มคนสำคัญยังพูดไม่จบ สังเกตหน้าลูกสาวบังเกิดเกล้าไปด้วยก็หวาดเสียวไม่รู้ว่ามันจะแผลงฤทธิ์ขึ้นมาตอนไหน
พอดีที่มีเสียงเอะอะโวยวายขัดเข้ามา ทุกอย่างสะดุดลง ชายหนุ่มจอมเก๊กหยุดพูดมองตามต้นเสียง ชาวบ้านร่างปานกลางคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นมาพลางพูดร้อนรน
“กำนันๆ ไอ้ลายในพงมาดักฟัดคนชาวดอยเก็บของป่าไปกินแล้ว เพิ่งเจอศพถูกแทะจนแหลกทีเดียว”
ชาวบ้านตื่นกระเจิง เอะอะกันทันที เสือไม่มาป้วนเปี้ยนแถวนี้มาหลายปีดีดักแล้ว นับตั้งแต่หมู่บ้านขยายตัวออกไปถึงสันดอย ความโกลาหลบังเกิดขึ้น
การเอ่ยคำว่าเสือในบ้านไร่บ้านป่าก็เหมือนกับพูดถึงผีสางในเวลากลางคืน ชาวบ้านหลายคนพากันเริ่มเสียขวัญ ออกความเห็นเซ็งแซ่ด้วยความกลัว
ขบวนต้อนรับแปรปรวนเพราะปัญหาเฉพาะหน้าที่ร้ายแรงกว่า ผู้ใหญ่บ้านที่ตามมาด้วยในกลุ่มคนมาคอยรอรับ สบตากับกำนันอย่างรู้ใจกันดีรีบออกมาสงบชาวบ้านที่พูดไม่เป็นศัพท์
“หยุดๆ อย่าเพิ่งแตกตื่น กำนันกับข้าจะดำเนินการเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องกลัว ขอยืนยันว่าเหยื่อรายนั้นจะเป็นรายแรกและรายสุดท้ายที่จะเกิด เดี้ยวจัดคนออกไปเก็บศพมาเสียก่อนอย่าให้มันอุจาดเรี่ยราดแล้วกำนันกับข้าจะมีมาตรการขั้นต่อไปทันที”
พูดจบก็หันหน้าไปทางกำนัน ใบหน้ากร้านประสบการณ์ของผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะของชายผู้นำชุมชนแสดงซ่อนความหนักใจเอาไว้ก่อนประกาศออกมาดังๆ
“ตามที่ผู้ใหญ่พูด ให้พวกข้าไปตรวจดูศพก่อน ถ้าเป็นไอ้ลายจริงข้าไม่รอช้าแน่จะจัดทีมตามตะเวนล่าไอ้ลายภายในห้านาทีนี้เลย พวกเอ็งช่วยกันเทียวป่าวประกาศให้ทั่ว ห้ามใครออกนอกเขตหมู่บ้านเข้าป่าในเวลานี้เป็นอันขาด”
ชาวบ้านพากันแยกย้ายไปทันที หลังจากนั้นก็ไม่เหลือชาวบ้านธรรมดาในบริเวณ มีเพียงกำนันผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านชายฉกรรจ์รูปร่างบึกบึน4-5คนมีสีหน้าไม่หวั่นคร้ามต่ออันตราย เตรียมพร้อมปฎิบัติหน้าที่ ยืนรอคำสั่งกำนันอยู่
ส่วนชายหนุ่มมาดผู้ดีคนนั้นถูกปล่อยให้คว้างยืนบื้อเป็นสากกระเบืออย่างน่าขัน ผู้ติดตาม2-3คนที่มาด้วยเริ่มทำหน้าตาหล่อกแล่ก ดูออกว่าไม่อยากมีส่วนร่วมเท่าไหร่ลักษณะพร้อมจะไปจากตรงนั้นได้ทุกเมื่อ แต่ยังติดอยู่ที่นายซึ่งยืนงงอยู่
กำนันอธิบายสถานการณ์กับชายหนุ่มอย่างนอบน้อม ถึงแม้ว่าจะไม่เกินไปจนถึงขั้นน่าเกลียด แต่ก็ทำให้หญิงสาวที่ยืนมองหน้างอเพราะไม่เคยเห็นบิดาตัวเองมีกริยาอย่างนี้กับใครมาก่อน
“โทษทีครับคุณเมี่ยงคำ ผมมีภารกิจที่ต้องทำอย่างที่เข้าใจว่าคุณคงเห็นและได้ยินไปเมื่อครู่แล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกบ้านผม อยากจะขอให้คุณไปพักที่บ้านผู้ใหญ่เมฆก่อนเพื่อความสะดวก หลังจากผม..”
เสียงหัวเราะลั่นที่ขัดจังหวะออกมานั้น จริงๆแล้วไม่ควรจะเกิดออกมาในสถานการณ์ตึงเครียดแบบนี้ แต่เจ้าตัวคงยั้งไม่อยู่จริงๆด้วยสาเหตุใดก็ตามเลยเผลอหลุดออกมา
กำนันขุนหันหน้าขวับไปมองคนที่เสียมารยาททันที เมื่อพบว่าเป็นใครก็เกิดอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็ต้องแสร้งทำสีหน้าตำหนิดุดัน
“ริมชล ลูกหัวเราะทำไม ผู้ใหญ่เค้ากำลังคุยเรื่องสำคัญกันอยู่ แล้วชาวบ้านกำลังมีปัญหา ไม่รู้กาลเทศะเลยเรา ยัง ยังไม่หยุดอีก”
หญิงสาวพยายามกลั้นอย่างสุดตัว ใครๆก็เห็น แต่ก็ไม่วายมีเสียงลมหลุดพรืดๆออกมาอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มคนนั้นก็มองตามอย่างฉงน
“ก็หนูขำนี่ค่ะ แหมวางฟอร์มเสียดิบดี แต่ชื่อมากมายก่ายกองไม่ตั้ง ดันมาตั้งชื่อ”
กำนันขุนทำหน้าบิดเบี้ยวปั้นยาก อยู่ๆลูกสาวก็ทำให้เสียหน้าขึ้นมา ด้วยความรักจะให้จัดการเด็ดขาดรุนแรงประการใดกับลูกสาวตนเองก็ทำไม่ลง แต่จะไม่ทำอะไรเลยก็ใช่ที่ เลยตวาดห้าม
“ริมชล ลูกนิสัยไม่ดีใหญ่แล้วนะ ลามปามคุณเมี่ยงคำได้ยังไง”
คราวนี้เพิ่งรู้ตัวว่าพอเอ่ยชื่อนั้นออกไป ก็เริ่มรู้สึกคล้ายๆเห็นด้วยกันกับลูกสาว แอบขำลึกๆในใจเช่นกัน
“ชื่อนี้คุณท่านไม่ได้ตั้งให้แน่นอน แต่คงขัดภรรยาไม่ได้ ปัทโถ ชื่อขัดจริงกับบุคลิกท่าทาง รูปร่าง สูงใหญ่แทนที่จะตั้งชื่อให้น่าเกรงขาม มาตั้งชื่อลูกชายให้น่าเอ็นดูเสียอย่างนั้นผิดกับวิสัยลูกผู้ชายอย่างท่านที่เรารู้จักมา”
แน่นอนว่าด้วยความเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องให้คนเคารพ จึงปกปิดพิรุธหมดจดว่าตัวเองคิดอะไรไว้ จำต้องว่าไปตามเนื้อผ้า ลูกสาวเผยกริยาไม่ดีก็ต้องดุด่าทั้งที่รักลูกคนนี้ราวกับดวงใจ จุดประสงค์อีกอย่างก็คืออยากหยั่งน้ำใจไอ้หนุ่มลูกเจ้านายเก่าผู้มีบุญคุณคนนี้ว่ามันจะแสดงออกอย่างไร
“ไปๆให้พ้นหน้าเลย เดี๋ยวพ่อเสร็จธุระความเดือดร้อนชาวบ้านแล้วจะต้องอบรมสั่งสอนมารยาทแกครั้งใหญ่”
ปรากฎว่าชายหนุ่มคนนั่นแสดงปฏิกิริยาสนองตอบทันท่วงที ไม่ผิดคาดที่รุ่นใหญ่กว่าดูคนไม่ผิด
“อย่าๆครับ ลุงกำนัน น้องยังเด็กอยู่อย่าไปดุว่าอะไรมาก ผมไม่ถือสาหรอก ชื่อผมมันตลกจริงๆแต่จะทำยังไงได้คุณแม่เป็นคนตั้งให้ น้องเป็นลูกลุงกำนันหรอกหรือครับ ตอนแรกผมนึกว่าลูกชาวบ้านคนอื่นเสียอีก หน้าตาแกน่ารักน่าเอ็นดูทีเดียวโตขึ้นเป็นสาวคงสวยมาก”
หญิงสาวฟึดฟัดย่นจมูกพร้อมจะออกอาละวาดได้ทุกขณะ แต่เปลี่ยนใจเพราะเริ่มสงสัยว่านายคนนี้มันตาถั่วหรือไงมองไม่ออกว่าฉันเป็นสาวแล้ว ต้องเห็นสายที่ซ่อนหลังแว่นมันเท่านั้นถึงจะบอกความจริงได้ นายมันซั้นเชิงสูงหรือโง่จริง
พอมันพูดจบก็หันไปพูดกับคนติดตามข้างๆ ระบบคือสั่งการนั่นเองแต่วิธีการพูดเหมือนกับขอร้อง หญิงสาวเบ้ปาก จะสร้างภาพอะไรกันมากมาย ไม่มีใครมาคอยจับตามองให้คะแนนหรอก ชาวบ้านหลบภัยเสือปิดบ้านช่องมิดชิดกันหมดแล้ว
“ชวงไปเอาของในรถมาให้หมด คืนนี้ผมจะนอนที่นี้เป็นเพื่อนชาวบ้าน ส่วนพวกคุณจะกลับหน่วยก็ตามใจไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนผม อย่าลืมตุ๊กตาและของเล่นให้น้องสาวคนนี้ด้วย”
นั่งห้างยิงเสือกับหนุ่มปริศนา
ความไม่พอใจนั้นเริ่มครุกรุ่นก่อนหน้าที่ชายหนุ่มคนนี้จะเข้ามาปรากฎตัวในชีวิตเสียอีก วันรับประกาศนียบัตรปริญญาตรีที่มหาลัยในเมือง พ่อกำนันขุนไม่มาปรากฎตัวเอาดื้อๆ มีแต่แม่ของเธอที่ลุกลี้ลุกลนมาในงานลูกสาวกับคนขับรถ
แม่รับไหว้คนรู้จักอย่างเลิ่กลั่กพยายามไม่ให้เสียบุคลิกมากมาตลอดทาง พอมาเห็นเธอยืนท้าวสะเอวในชุดครุยบันฑิตพร้อมเม้มปากรออยู่อย่างคาดโทษ แม่ก็เอามือทาบอกแสดงอาการผิดออกมา
“โธ่ลูก แม่รีบมาที่สุดแล้ว แต่พ่อของลูกติดธุระอยู่จริงๆ ต้องไปรอรับคนที่มาจากกรุงเเทพ”
กลับมาที่บ้านไร่ถึงแม้จะไม่ใช่แดนศิวิไลซ์รุ่งเรือง แต่ความเจริญก็เข้ามาเรื่อยๆ พ่อกำนันแสดงความปลื้มปิติที่เธอสำเร็จการศึกษาออกมาทางสีหน้า คงเพราะต้องกุลีกุจอต้อนรับใครบางคนที่จะมา จึงไม่มีโอกาสแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมอย่างอื่น
ความโกธรของริมชลมาเพิ่มเป็นทวีคูณในภายหลัง เมื่อตอนแรกอารมณ์เธอสงบไปเพราะทำความเข้าใจได้ว่าพ่อของเธอเป็นบุคคลประชาชน มีหน้าที่ดูแลเอาใจใส่ในท้องถิ่นนี้เมื่อมีท่านๆจากส่วนกลางมาตรวจตราก็ต้องไปรับรองเป็นเรื่องปกติ เธอเป็นลูกคนทำงานเพื่อส่วนรวมก็ต้องเข้าใจ
แต่พอเห็นตัวไอ้คนที่มันฉกชิงเวลาครอบครัวไปจากเธอแล้ว ความแค้นอันนี้ต้องดำเนินไปต่ออย่างยุติไม่ได้ ตัวสูงใหญ่ก็จริงอยู่ แต่พอลงจากรถแล้วเจอสันดินขรุขระที่ไหนก็สะดุดหัวทิ่มแบบคนตาเซ่อเดินไม่ค่อยมองทาง ผู้คนรอบข้างโดยเฉพาะพ่อกำนันของเธอต้องคอยคว้าประคอง ดูท่าทางง่องแง่งต้องมีคนคอยประคบประหงมตลอด
และที่ถึงจุดสุดท้ายในความอดทนก็คือ เมื่อถูกขอร้องให้ต้องมายืนเข้าแถวต้อนรับคนใหญ่คนโต ริมชลก็มาแบบสุดแสนอัดอั้นไม่เต็มใจ ขี้เกียจมองหน้าด้วยซ้ำ พอดีมันดันเหลือบมาทางเธอเท่านั้นแหละ เดินปราดเข้ามาประชิดเลยทีเดียว ลอดมองผ่านจากแว่นกันแดดแต่ไม่ดึงออก มองจากผิวพรรณและริ้วรอยที่แท้ก็ยังวัยหนุ่มอยู่คงจะอายุมากกว่าเธอไม่ถึง6-7ปีแต่วางท่าเก่ง ส่วนตัวแล้วหล่อนแค้นใจที่เตี้ยกว่าหัวไหล่มันเกือบจะคืบ
สิ่งที่มันหยามหน้าริมชลจนกระทั่งต้องจำไว้ยันรุ่นหลานคือ มันเอามือมาลูบหัวเธออย่างเอ็นดูพร้อมกับพูดว่า
“มาครั้งนี้พี่ได้ของเล่นตุ๊กตาและหนังสือนิทานจากคนใจดีที่ร่วมกันบริจาคมาเต็มที่ หนูไม่ต้องกลัวขาดแคลนนะ คนไทยเรามีน้ำใจช่วยเหลือกันเสมอ ไม่ว่าชนบทห่างไกลแค่ไหนเด็กเยาวชนไทยอย่างหนูเป็นต้น ต้องได้รับการศึกษาทั่วถึง”
พูดจบก็หันหน้าไปทางอื่นพร้อมปราศรัยต่อ มันคงรู้ดีจึงวางมาดเท่เพราะมีคนใช้มือถือถ่ายภาพนิ่ง ภาพวีดีโอเกลื่อนอยู่แถวนั้นไปหมด มือยังวางคาอยู่ที่ผมนุ่มดำของเธอราวกับว่าเธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่ง และภาพมันช่างน่าประทับใจเสียเหลือเกินกับการแสดงออกว่ารักเด็กต่อหน้าคนอื่น
หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยากจะบิดข้อมือจับทุ่มกระแทกดินแล้วตะโกนใส่หน้าว่า เฮ้ยฉันเป็นผู้หญิงเต็มตัวแล้วนะถึงจะเตี้ยกว่าก็เถอะ และฉันก็จบมหาลัยแล้วไม่ได้ด้อยพัฒนาให้คนอย่างคุณมาดูแลหรือเอาตุ๊กตามาให้เล่น
กำนันขุนทำหน้าเหมือนกินยาขม อยากจะพูดว่าที่คุณจับหัวอยู่น่ะมันลูกผมโตเป็นสาวเป็นแส้แล้ว แต่ก็ไม่รู้จะขัดจังหวะยังไง เพราะความเกรงใจที่ชายหนุ่มคนสำคัญยังพูดไม่จบ สังเกตหน้าลูกสาวบังเกิดเกล้าไปด้วยก็หวาดเสียวไม่รู้ว่ามันจะแผลงฤทธิ์ขึ้นมาตอนไหน
พอดีที่มีเสียงเอะอะโวยวายขัดเข้ามา ทุกอย่างสะดุดลง ชายหนุ่มจอมเก๊กหยุดพูดมองตามต้นเสียง ชาวบ้านร่างปานกลางคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นมาพลางพูดร้อนรน
“กำนันๆ ไอ้ลายในพงมาดักฟัดคนชาวดอยเก็บของป่าไปกินแล้ว เพิ่งเจอศพถูกแทะจนแหลกทีเดียว”
ชาวบ้านตื่นกระเจิง เอะอะกันทันที เสือไม่มาป้วนเปี้ยนแถวนี้มาหลายปีดีดักแล้ว นับตั้งแต่หมู่บ้านขยายตัวออกไปถึงสันดอย ความโกลาหลบังเกิดขึ้น
การเอ่ยคำว่าเสือในบ้านไร่บ้านป่าก็เหมือนกับพูดถึงผีสางในเวลากลางคืน ชาวบ้านหลายคนพากันเริ่มเสียขวัญ ออกความเห็นเซ็งแซ่ด้วยความกลัว
ขบวนต้อนรับแปรปรวนเพราะปัญหาเฉพาะหน้าที่ร้ายแรงกว่า ผู้ใหญ่บ้านที่ตามมาด้วยในกลุ่มคนมาคอยรอรับ สบตากับกำนันอย่างรู้ใจกันดีรีบออกมาสงบชาวบ้านที่พูดไม่เป็นศัพท์
“หยุดๆ อย่าเพิ่งแตกตื่น กำนันกับข้าจะดำเนินการเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องกลัว ขอยืนยันว่าเหยื่อรายนั้นจะเป็นรายแรกและรายสุดท้ายที่จะเกิด เดี้ยวจัดคนออกไปเก็บศพมาเสียก่อนอย่าให้มันอุจาดเรี่ยราดแล้วกำนันกับข้าจะมีมาตรการขั้นต่อไปทันที”
พูดจบก็หันหน้าไปทางกำนัน ใบหน้ากร้านประสบการณ์ของผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะของชายผู้นำชุมชนแสดงซ่อนความหนักใจเอาไว้ก่อนประกาศออกมาดังๆ
“ตามที่ผู้ใหญ่พูด ให้พวกข้าไปตรวจดูศพก่อน ถ้าเป็นไอ้ลายจริงข้าไม่รอช้าแน่จะจัดทีมตามตะเวนล่าไอ้ลายภายในห้านาทีนี้เลย พวกเอ็งช่วยกันเทียวป่าวประกาศให้ทั่ว ห้ามใครออกนอกเขตหมู่บ้านเข้าป่าในเวลานี้เป็นอันขาด”
ชาวบ้านพากันแยกย้ายไปทันที หลังจากนั้นก็ไม่เหลือชาวบ้านธรรมดาในบริเวณ มีเพียงกำนันผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านชายฉกรรจ์รูปร่างบึกบึน4-5คนมีสีหน้าไม่หวั่นคร้ามต่ออันตราย เตรียมพร้อมปฎิบัติหน้าที่ ยืนรอคำสั่งกำนันอยู่
ส่วนชายหนุ่มมาดผู้ดีคนนั้นถูกปล่อยให้คว้างยืนบื้อเป็นสากกระเบืออย่างน่าขัน ผู้ติดตาม2-3คนที่มาด้วยเริ่มทำหน้าตาหล่อกแล่ก ดูออกว่าไม่อยากมีส่วนร่วมเท่าไหร่ลักษณะพร้อมจะไปจากตรงนั้นได้ทุกเมื่อ แต่ยังติดอยู่ที่นายซึ่งยืนงงอยู่
กำนันอธิบายสถานการณ์กับชายหนุ่มอย่างนอบน้อม ถึงแม้ว่าจะไม่เกินไปจนถึงขั้นน่าเกลียด แต่ก็ทำให้หญิงสาวที่ยืนมองหน้างอเพราะไม่เคยเห็นบิดาตัวเองมีกริยาอย่างนี้กับใครมาก่อน
“โทษทีครับคุณเมี่ยงคำ ผมมีภารกิจที่ต้องทำอย่างที่เข้าใจว่าคุณคงเห็นและได้ยินไปเมื่อครู่แล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกบ้านผม อยากจะขอให้คุณไปพักที่บ้านผู้ใหญ่เมฆก่อนเพื่อความสะดวก หลังจากผม..”
เสียงหัวเราะลั่นที่ขัดจังหวะออกมานั้น จริงๆแล้วไม่ควรจะเกิดออกมาในสถานการณ์ตึงเครียดแบบนี้ แต่เจ้าตัวคงยั้งไม่อยู่จริงๆด้วยสาเหตุใดก็ตามเลยเผลอหลุดออกมา
กำนันขุนหันหน้าขวับไปมองคนที่เสียมารยาททันที เมื่อพบว่าเป็นใครก็เกิดอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็ต้องแสร้งทำสีหน้าตำหนิดุดัน
“ริมชล ลูกหัวเราะทำไม ผู้ใหญ่เค้ากำลังคุยเรื่องสำคัญกันอยู่ แล้วชาวบ้านกำลังมีปัญหา ไม่รู้กาลเทศะเลยเรา ยัง ยังไม่หยุดอีก”
หญิงสาวพยายามกลั้นอย่างสุดตัว ใครๆก็เห็น แต่ก็ไม่วายมีเสียงลมหลุดพรืดๆออกมาอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มคนนั้นก็มองตามอย่างฉงน
“ก็หนูขำนี่ค่ะ แหมวางฟอร์มเสียดิบดี แต่ชื่อมากมายก่ายกองไม่ตั้ง ดันมาตั้งชื่อ”
กำนันขุนทำหน้าบิดเบี้ยวปั้นยาก อยู่ๆลูกสาวก็ทำให้เสียหน้าขึ้นมา ด้วยความรักจะให้จัดการเด็ดขาดรุนแรงประการใดกับลูกสาวตนเองก็ทำไม่ลง แต่จะไม่ทำอะไรเลยก็ใช่ที่ เลยตวาดห้าม
“ริมชล ลูกนิสัยไม่ดีใหญ่แล้วนะ ลามปามคุณเมี่ยงคำได้ยังไง”
คราวนี้เพิ่งรู้ตัวว่าพอเอ่ยชื่อนั้นออกไป ก็เริ่มรู้สึกคล้ายๆเห็นด้วยกันกับลูกสาว แอบขำลึกๆในใจเช่นกัน
“ชื่อนี้คุณท่านไม่ได้ตั้งให้แน่นอน แต่คงขัดภรรยาไม่ได้ ปัทโถ ชื่อขัดจริงกับบุคลิกท่าทาง รูปร่าง สูงใหญ่แทนที่จะตั้งชื่อให้น่าเกรงขาม มาตั้งชื่อลูกชายให้น่าเอ็นดูเสียอย่างนั้นผิดกับวิสัยลูกผู้ชายอย่างท่านที่เรารู้จักมา”
แน่นอนว่าด้วยความเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องให้คนเคารพ จึงปกปิดพิรุธหมดจดว่าตัวเองคิดอะไรไว้ จำต้องว่าไปตามเนื้อผ้า ลูกสาวเผยกริยาไม่ดีก็ต้องดุด่าทั้งที่รักลูกคนนี้ราวกับดวงใจ จุดประสงค์อีกอย่างก็คืออยากหยั่งน้ำใจไอ้หนุ่มลูกเจ้านายเก่าผู้มีบุญคุณคนนี้ว่ามันจะแสดงออกอย่างไร
“ไปๆให้พ้นหน้าเลย เดี๋ยวพ่อเสร็จธุระความเดือดร้อนชาวบ้านแล้วจะต้องอบรมสั่งสอนมารยาทแกครั้งใหญ่”
ปรากฎว่าชายหนุ่มคนนั่นแสดงปฏิกิริยาสนองตอบทันท่วงที ไม่ผิดคาดที่รุ่นใหญ่กว่าดูคนไม่ผิด
“อย่าๆครับ ลุงกำนัน น้องยังเด็กอยู่อย่าไปดุว่าอะไรมาก ผมไม่ถือสาหรอก ชื่อผมมันตลกจริงๆแต่จะทำยังไงได้คุณแม่เป็นคนตั้งให้ น้องเป็นลูกลุงกำนันหรอกหรือครับ ตอนแรกผมนึกว่าลูกชาวบ้านคนอื่นเสียอีก หน้าตาแกน่ารักน่าเอ็นดูทีเดียวโตขึ้นเป็นสาวคงสวยมาก”
หญิงสาวฟึดฟัดย่นจมูกพร้อมจะออกอาละวาดได้ทุกขณะ แต่เปลี่ยนใจเพราะเริ่มสงสัยว่านายคนนี้มันตาถั่วหรือไงมองไม่ออกว่าฉันเป็นสาวแล้ว ต้องเห็นสายที่ซ่อนหลังแว่นมันเท่านั้นถึงจะบอกความจริงได้ นายมันซั้นเชิงสูงหรือโง่จริง
พอมันพูดจบก็หันไปพูดกับคนติดตามข้างๆ ระบบคือสั่งการนั่นเองแต่วิธีการพูดเหมือนกับขอร้อง หญิงสาวเบ้ปาก จะสร้างภาพอะไรกันมากมาย ไม่มีใครมาคอยจับตามองให้คะแนนหรอก ชาวบ้านหลบภัยเสือปิดบ้านช่องมิดชิดกันหมดแล้ว
“ชวงไปเอาของในรถมาให้หมด คืนนี้ผมจะนอนที่นี้เป็นเพื่อนชาวบ้าน ส่วนพวกคุณจะกลับหน่วยก็ตามใจไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนผม อย่าลืมตุ๊กตาและของเล่นให้น้องสาวคนนี้ด้วย”