การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ผ่านพ้นไปแล้ว แม้บรรยากาศภาพรวมจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่สังคมไทยในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางความคิดที่ยังไม่คลี่คลาย และคาดหมายไม่ได้ว่าจะลงเอยอย่างไร
ภายหลังที่ประชุมสภาฯ พิจารณา พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ยิ่งตอกย้ำและทำให้อุณหภูมิทางการเมืองไทยร้อนระอุขึ้นอีก
สำหรับเนื้อหา พ.ร.ก.ดังกล่าว ในมาตรา 3 ระบุว่า"ให้โอนบรรดาอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ ๑๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนด ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการในพระองค์"
โดย พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม เป็นผู้ชี้แจงเหตุผลในการออก พ.ร.ก.นี้ ว่า เพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่ การถวายพระเกียรติและการรักษาความปลอดภัยขององค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งให้การปฏิบัติภารกิจทั้งปวงตามพระราชอัธยาศัย และตามพระราชประเพณีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และเกิดความปลอดภัยสูงสุด จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงในการที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.นี้
ขณะที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อภิปรายโต้แย้งและคัดค้านว่า ประเด็นที่มีปัญหาอยู่ที่ว่ากรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งคิดว่าเป็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์คุ้นชินกับการมีอำนาจพิเศษกับอำนาจมาตรา 44 ที่ใช้มา 5 ปีเศษ ในวันนี้เราเข้าสู่ระบบปกติแล้ว เราใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ท่านไม่มีมาตรา 44 อีกแล้ว หากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้ นานวันเข้าการออก พ.ร.ก.จะกลายสภาพเป็นมาตรา 44 จำแลง
"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 3/2562 ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื้อหาของคำวินิจฉัยของศาลยืนยันว่า มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ทรงเป็นกลางทางการเมือง และใช้คำว่าปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง หนังสือตำราหลายเล่มของนักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็อยู่ในรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย ก็เขียนเรื่องนี้เช่นกันว่าระบอบนี้คือพระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ"
อย่างไรก็ตาม นายปิยบุตร กล่าวว่า "พรรคอนาคตใหม่และผมยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การอภิปรายในวันนี้เป็นไปเพื่อยืนยันอำนาจของสภาฯ ตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร รักษาระบบรัฐสภา ที่สำคัญที่สุดคือ การรักษา ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี มิใช่ชี้หน้าด่าคนอื่นว่าไม่จงรักภักดี การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีไม่ใช่การใช้อำนาจกระทำการใดเพื่อทำให้คนคิดว่าพระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ"
ขณะที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ชาติและความเป็นมาไม่เหมือนประเทศอื่น ที่เรายืนยาวมาถึงวันนี้ได้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ หากไม่มีสถาบันนี้ก็คงไม่มีพวกเรามาถึงวันนี้ แต่ด้วยวิวัฒนาการของประเทศและโลกทำให้ระบบสถาบันกษัตริย์มีความเปลี่ยนแปลงไป จนมาเป็นสถาบันระบบประมุขของระบอบประชาธิปไตยของไทย ดังนั้นความเป็นราชอาณาจักรไทยไม่สามารถแบ่งแยกออกได้ระหว่างความมั่นคงของประเทศกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน อะไรที่กระทบสถาบันกษัตริย์ก็เท่ากับกระทบความมั่นคงของประเทศด้วยเช่นกัน
“ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศที่ไม่เป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ในเมื่อความปลอดภัยของประเทศถือเป็นเรื่องเร่งด่วน อะไรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสถาบันกษัตริย์จึงไม่ต่างกัน” นายพีระพันธุ์ กล่าว
ภายหลังการอภิปราย ที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่มีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 374 ต่อ 70 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ซึ่งในเสียงที่ไม่เห็นชอบทั้งหมดเป็น ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ ยกเว้น นายกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่, นายจารึก ศรีอ่อนส.ส.จันทบุรี และ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี ที่ลงมติเห็นด้วย
นายปิยบุตร ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า มติพรรคที่ออกไปแล้ว 70 เสียงของ ส.ส.ที่โหวตไม่เห็นด้วยนั้น มาจากการประชุมร่วมกันเป็นเวลา 3 วัน ทั้งตอนที่ไปสัมมนาที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ โดยมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนกัน และเมื่อเปิดลงมติก็ได้มตินี้มา และนี่คือจุดยืนของอนาคตใหม่
ที่น่าแปลกใจสำหรับฝ่ายค้านด้วยกันกลับมีเพียงพรรคอนาคตใหม่พรรคเดียวที่ลงมติไม่เห็นชอบ พ.ร.ก.ดังกล่าวนายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช.และกองทัพมาอย่างดุเดือดต่อเนื่องโพสต์ชี้แจงกรณีพรรคเพื่อไทยลงมติเห็นชอบว่า ผมเห็นว่าภารกิจที่เกี่ยวกับการถวายความปลอดภัยถือเป็นเรื่องของประเทศและเป็นเรื่องสาธารณะ จึงเป็นเงื่อนไขที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ได้ แต่จะเป็นกรณีฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่นั้น กฎหมายถือเป็นดุลพินิจและอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารที่อยู่นอกเหนืออำนาจการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญ ผมจึงไม่ขอก้าวล่วง
"ดังนั้นสาระของเรื่องนี้มีเพียง 2 ประเด็น คือ การเปลี่ยนแปลงสายการบังคับบัญชาและวิธีการในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งผมเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสายการบังคับบัญชาของ 2 หน่วยทหารดังกล่าวจะตรงและสั้นลง ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนวิธีการนั้นจะเสนอเป็น พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.ก็คงไม่มีอะไรแตกต่างกัน นั่นคือเหตุผลที่ผมเห็นด้วยที่พรรคเพื่อไทยยกมือผ่านพระราชกำหนดดังกล่าว เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวกับการยืนข้างประชาชนหรือมีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ คนละเรื่องกันครับ" นายวัฒนาระบุ
การลงมติขวาง พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลของพรรคอนาคตใหม่ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงจุดยืนของพรรค โดยเฉพาะแกนนำพรรค นายปิยบุตร นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจหัวหน้าพรรค น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค ที่มีพฤติกรรมและการแสดงออกทำนองหมิ่นเหม่ต่อการไม่จงรักภักดีมาอย่างต่อเนื่อง
https://www.thaipost.net/main/detail/48416
การเผชิญหน้าของ "ความคิดสุดโต่ง" ติดกับดักตัวเองบน "ทางสองแพร่ง
ภายหลังที่ประชุมสภาฯ พิจารณา พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ยิ่งตอกย้ำและทำให้อุณหภูมิทางการเมืองไทยร้อนระอุขึ้นอีก
สำหรับเนื้อหา พ.ร.ก.ดังกล่าว ในมาตรา 3 ระบุว่า"ให้โอนบรรดาอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ ๑๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนด ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการในพระองค์"
โดย พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม เป็นผู้ชี้แจงเหตุผลในการออก พ.ร.ก.นี้ ว่า เพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่ การถวายพระเกียรติและการรักษาความปลอดภัยขององค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งให้การปฏิบัติภารกิจทั้งปวงตามพระราชอัธยาศัย และตามพระราชประเพณีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และเกิดความปลอดภัยสูงสุด จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงในการที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.นี้
ขณะที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อภิปรายโต้แย้งและคัดค้านว่า ประเด็นที่มีปัญหาอยู่ที่ว่ากรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งคิดว่าเป็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์คุ้นชินกับการมีอำนาจพิเศษกับอำนาจมาตรา 44 ที่ใช้มา 5 ปีเศษ ในวันนี้เราเข้าสู่ระบบปกติแล้ว เราใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ท่านไม่มีมาตรา 44 อีกแล้ว หากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้ นานวันเข้าการออก พ.ร.ก.จะกลายสภาพเป็นมาตรา 44 จำแลง
"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 3/2562 ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื้อหาของคำวินิจฉัยของศาลยืนยันว่า มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ทรงเป็นกลางทางการเมือง และใช้คำว่าปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง หนังสือตำราหลายเล่มของนักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็อยู่ในรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย ก็เขียนเรื่องนี้เช่นกันว่าระบอบนี้คือพระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ"
อย่างไรก็ตาม นายปิยบุตร กล่าวว่า "พรรคอนาคตใหม่และผมยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การอภิปรายในวันนี้เป็นไปเพื่อยืนยันอำนาจของสภาฯ ตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร รักษาระบบรัฐสภา ที่สำคัญที่สุดคือ การรักษา ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี มิใช่ชี้หน้าด่าคนอื่นว่าไม่จงรักภักดี การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีไม่ใช่การใช้อำนาจกระทำการใดเพื่อทำให้คนคิดว่าพระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ"
ขณะที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ชาติและความเป็นมาไม่เหมือนประเทศอื่น ที่เรายืนยาวมาถึงวันนี้ได้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ หากไม่มีสถาบันนี้ก็คงไม่มีพวกเรามาถึงวันนี้ แต่ด้วยวิวัฒนาการของประเทศและโลกทำให้ระบบสถาบันกษัตริย์มีความเปลี่ยนแปลงไป จนมาเป็นสถาบันระบบประมุขของระบอบประชาธิปไตยของไทย ดังนั้นความเป็นราชอาณาจักรไทยไม่สามารถแบ่งแยกออกได้ระหว่างความมั่นคงของประเทศกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน อะไรที่กระทบสถาบันกษัตริย์ก็เท่ากับกระทบความมั่นคงของประเทศด้วยเช่นกัน
“ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศที่ไม่เป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ในเมื่อความปลอดภัยของประเทศถือเป็นเรื่องเร่งด่วน อะไรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสถาบันกษัตริย์จึงไม่ต่างกัน” นายพีระพันธุ์ กล่าว
ภายหลังการอภิปราย ที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่มีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 374 ต่อ 70 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ซึ่งในเสียงที่ไม่เห็นชอบทั้งหมดเป็น ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ ยกเว้น นายกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่, นายจารึก ศรีอ่อนส.ส.จันทบุรี และ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี ที่ลงมติเห็นด้วย
นายปิยบุตร ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า มติพรรคที่ออกไปแล้ว 70 เสียงของ ส.ส.ที่โหวตไม่เห็นด้วยนั้น มาจากการประชุมร่วมกันเป็นเวลา 3 วัน ทั้งตอนที่ไปสัมมนาที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ โดยมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนกัน และเมื่อเปิดลงมติก็ได้มตินี้มา และนี่คือจุดยืนของอนาคตใหม่
ที่น่าแปลกใจสำหรับฝ่ายค้านด้วยกันกลับมีเพียงพรรคอนาคตใหม่พรรคเดียวที่ลงมติไม่เห็นชอบ พ.ร.ก.ดังกล่าวนายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช.และกองทัพมาอย่างดุเดือดต่อเนื่องโพสต์ชี้แจงกรณีพรรคเพื่อไทยลงมติเห็นชอบว่า ผมเห็นว่าภารกิจที่เกี่ยวกับการถวายความปลอดภัยถือเป็นเรื่องของประเทศและเป็นเรื่องสาธารณะ จึงเป็นเงื่อนไขที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ได้ แต่จะเป็นกรณีฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่นั้น กฎหมายถือเป็นดุลพินิจและอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารที่อยู่นอกเหนืออำนาจการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญ ผมจึงไม่ขอก้าวล่วง
"ดังนั้นสาระของเรื่องนี้มีเพียง 2 ประเด็น คือ การเปลี่ยนแปลงสายการบังคับบัญชาและวิธีการในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งผมเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสายการบังคับบัญชาของ 2 หน่วยทหารดังกล่าวจะตรงและสั้นลง ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนวิธีการนั้นจะเสนอเป็น พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.ก็คงไม่มีอะไรแตกต่างกัน นั่นคือเหตุผลที่ผมเห็นด้วยที่พรรคเพื่อไทยยกมือผ่านพระราชกำหนดดังกล่าว เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวกับการยืนข้างประชาชนหรือมีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ คนละเรื่องกันครับ" นายวัฒนาระบุ
การลงมติขวาง พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลของพรรคอนาคตใหม่ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงจุดยืนของพรรค โดยเฉพาะแกนนำพรรค นายปิยบุตร นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจหัวหน้าพรรค น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค ที่มีพฤติกรรมและการแสดงออกทำนองหมิ่นเหม่ต่อการไม่จงรักภักดีมาอย่างต่อเนื่อง
https://www.thaipost.net/main/detail/48416