เริ่มประชุมสภาสมัยวิสามัญเป็นพิเศษ ครม. ส.ส.รัฐบาล-ค้าน ตบเท้าทำหน้าที่
https://www.thairath.co.th/news/politic/1684123
“ชวน” เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเป็นพิเศษ ครม. ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน เข้าทำหน้าที่ เตรียมอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณ 63
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 ต.ค. 2562 นาย
ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดการ
ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ โดยในวันนี้ มีเรื่องด่วนที่ประชาชนรอติดตาม คือ การพิจารณา
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในวาระแรก ซึ่งทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านพร้อมทำหน้าที่ ส.ส. อย่างเต็มที่
ในขณะที่ก่อนจะถึงเรื่องการพิจารณากฎหมายงบประมาณ จะมีเรื่องด่วนอีกเรื่อง คือ
พระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 โดยมีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
ทางด้าน นาย
ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้ลุกขึ้นอภิปรายในเรื่อง พระราชกำหนดดังกล่าว หลัง พล.อ.
ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้เสนอ.
'ศรีสุวรรณ' ออกแถลงการณ์ จี้ ส.ส.อภิปรายหั่นงบทหารยุคไทยแลนด์ 4.0 ลดจำนวนนายพลว่างงาน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1715539
วันที่ 17 ตุลาคม นาย
ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า
ขณะนี้สมาคมได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเพิ่มงบประมาณกระทรวงกลาโหมสนองทหารการเมือง ตามที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2563 ในวันที่ 17-19 ตุลาคมนี้และเป็นการอภิปรายวาระแรกเพื่อพิจารณารับหลักการ ซึ่งรัฐบาล พล.อ
.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยื่นของบประมาณจำนวน 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึง 2 แสนล้านบาทนั้น แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อพิจารณาการยื่นของบประมาณของแต่ละกระทรวงแล้ว ทำให้เป็นที่กังวลเป็นอย่างมากว่า เหตุใดรัฐบาลจึงยังมุ่งเน้นการเพิ่มงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหมมากขึ้นอีก ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงด้านขัดแย้งในภูมิภาคไม่มี เพราะปี 2563
กระทรวงกลาโหมของบประมาณ 233,353,433,300 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวนถึง 6,226,867,000 บาท โดยปี 2562 ได้งบประมาณทั้งสิ้น 227,126,566,300 บาท และเมื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณ 5 ปีย้อนหลังนับแต่ในสมัยรัฐบาลที่มี คสช. ควบคุม ก็จะพบว่ามีการเพิ่มงบประมาณให้กระทรวงกลาโหมมาอย่างต่อเนื่อง เช่น
ปี 2558 จำนวน 192,949 ล้านบาท
ปี 2559 จำนวน 206,461 ล้านบาท
ปี 2560 จำนวน 213,449 ล้านบาท
ปี 2561 จำนวน 229,383 ล้านบาท
มาปี 2562 ลดลงเล็กน้อย จำนวน 227,126 ล้านบาท
แต่พอมาเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับยังเพิ่มงบประมาณให้อีกถึง 233,353 ล้านบาท ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาล พล.อ.
ประยุทธ์ ยังไม่อาจหลีกพ้นอิทธิพลของฝ่ายทหารการเมืองไปได้
นาย
ศรีสุวรรณกล่าวว่า ในยุคไทยแลนด์ 4.0 กระทรวงกลาโหมควรปรับลดงบประมาณลงเสียอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง สามารถทำได้ทันที เช่น การปรับลดทหารยศนายพลลงเหลือ 1 ใน 3 ในทุกเหล่าทัพจากประมาณ 1,500 คน ให้เหลือเพียงไม่เกิน 500 คน เพื่อให้เหลือนายทหารชั้นนายพลเท่าที่จำเป็นและมีภารกิจงานที่ต้องทำเท่านั้น เพราะทุกวันนี้มีนายทหารระดับสูงจำนวนมากที่มีเวลาว่างไปเล่นกอล์ฟ ไปจัดทอล์กครื่องบิน รถถัง ของทุกเหล่าทัพลง ยกเลิกการสร้างบ้านพักคฤหาสน์หรูให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูง และทวงคืนบ้านพักนายทหารที่เกษียณไปแล้ว แต่ยังไม่ยอมย้ายออกด้วย รวมทั้งการปรับลดการเกณฑ์พลทหารลง 1 ใน 3 เพราะกำลังกลายเป็นช่องทางให้คอร์รัปชั่นของผู้บังคับหน่วยหลายประการ ยกเลิกพลทหารรับใช้บ้านนาย และทหารติดตามนายเสีย
แถลงการณ์ระบุอีกว่า งบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่ตัดลดลงมา จะสามารถนำไปช่วยในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาสินค้าราคาแพง ปัญหาการว่างงานที่นับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจจุลภาคและมหภาคของประเทศได้ดี สมาคมฯ จึงขอเรียกร้องให้ ส.ส.ผลักดันให้ตั้งกรรมาธิการพิจารณางบฯในวาระ 2 มีความกล้าหาญหั่นงบกรระทรวงกลาโหมลงเสียกึ่งหนึ่ง เพื่อประโยชน์โดยรวมของประเทศในที่สุดต่อไป
ด้านนาย
บรรณ แก้วฉ่ำ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายท้องถิ่น กล่าวว่า ควรลดอัตรานายพล แล้วนำงบที่เหลือเพิ่มเงินเดือนให้พลทหาร เนื่องจากพบว่างบประมาณจำนวนมากของกองทัพต้องจ่ายให้บรรดานายพลที่บางรายไม่มีงานทำ ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทย อัตราพลเอก 1 อัตรา มีกำลังพลประมาณไม่เกิน 200 นาย จากมาตรฐานที่กำหนด 1,000 นาย ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบกำลังพลของสหรัฐที่มีมากกว่าไทยถึง 3 เท่า แต่ไทยมีนายพลมากกว่าสหรัฐ โดยมีนายพลจำนวนมากรับเงินค่าตอบแทนหลายทาง สหรัฐมีนายพล 1 พันคนไทยมี 1500 คน ดังนั้นไทยจึงเป็นอภิมหาอำนาจแสนยานุภาพทางทหารเหนือกว่าสหรัฐ ด้วยจำนวนนายพลที่มากกว่า เทียบอัตราส่วนกับสหรัฐ ไทยจะมีนายพลมากกว่าสหรัฐประมาณ 4 เท่า แต่นายพลไทยเกือบทั้งหมด ไปอยู่ในทำเนียบในวุฒิสภา ไม่ได้ไปแถวชายแดน โดยเฉพาะชายแดนฝั่งเขมรที่มีปัญหารุกล้ำอาณาเขตไม่เคยผ่านการรบกับข้าศึก อย่างดีก็เคยผ่านการถือปืนไปปราบม็อบชุมนุมการเมือง ต่อสู้กับคนไทยด้วยกัน ปืนที่ใช้เป็นเงินภาษี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเงินภาษีของผู้ชุมนุม ดังนั้นจึงต้องลดอัตรานายพลลงบ้าง เงินกองทัพจะได้เหลือเพิ่มเงินเดือนให้พลทหาร นายสิบนายร้อย ที่อยู่ชายแดน พื้นที่เสี่ยงภัย
JJNY : เริ่มประชุมสภาสมัยวิสามัญเป็นพิเศษ/ศรีสุวรรณออกแถลงการณ์ จี้ส.ส.อภิปรายหั่นงบทหาร/กมธ.ลุยสอบทุจริตถนนยางพารา
https://www.thairath.co.th/news/politic/1684123
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 ต.ค. 2562 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ โดยในวันนี้ มีเรื่องด่วนที่ประชาชนรอติดตาม คือ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในวาระแรก ซึ่งทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านพร้อมทำหน้าที่ ส.ส. อย่างเต็มที่
ในขณะที่ก่อนจะถึงเรื่องการพิจารณากฎหมายงบประมาณ จะมีเรื่องด่วนอีกเรื่อง คือ พระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 โดยมีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
ทางด้าน นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้ลุกขึ้นอภิปรายในเรื่อง พระราชกำหนดดังกล่าว หลัง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้เสนอ.
'ศรีสุวรรณ' ออกแถลงการณ์ จี้ ส.ส.อภิปรายหั่นงบทหารยุคไทยแลนด์ 4.0 ลดจำนวนนายพลว่างงาน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1715539
วันที่ 17 ตุลาคม นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า
ขณะนี้สมาคมได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเพิ่มงบประมาณกระทรวงกลาโหมสนองทหารการเมือง ตามที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2563 ในวันที่ 17-19 ตุลาคมนี้และเป็นการอภิปรายวาระแรกเพื่อพิจารณารับหลักการ ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยื่นของบประมาณจำนวน 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึง 2 แสนล้านบาทนั้น แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อพิจารณาการยื่นของบประมาณของแต่ละกระทรวงแล้ว ทำให้เป็นที่กังวลเป็นอย่างมากว่า เหตุใดรัฐบาลจึงยังมุ่งเน้นการเพิ่มงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหมมากขึ้นอีก ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงด้านขัดแย้งในภูมิภาคไม่มี เพราะปี 2563
กระทรวงกลาโหมของบประมาณ 233,353,433,300 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวนถึง 6,226,867,000 บาท โดยปี 2562 ได้งบประมาณทั้งสิ้น 227,126,566,300 บาท และเมื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณ 5 ปีย้อนหลังนับแต่ในสมัยรัฐบาลที่มี คสช. ควบคุม ก็จะพบว่ามีการเพิ่มงบประมาณให้กระทรวงกลาโหมมาอย่างต่อเนื่อง เช่น
ปี 2558 จำนวน 192,949 ล้านบาท
ปี 2559 จำนวน 206,461 ล้านบาท
ปี 2560 จำนวน 213,449 ล้านบาท
ปี 2561 จำนวน 229,383 ล้านบาท
มาปี 2562 ลดลงเล็กน้อย จำนวน 227,126 ล้านบาท
แต่พอมาเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับยังเพิ่มงบประมาณให้อีกถึง 233,353 ล้านบาท ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่อาจหลีกพ้นอิทธิพลของฝ่ายทหารการเมืองไปได้
นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ในยุคไทยแลนด์ 4.0 กระทรวงกลาโหมควรปรับลดงบประมาณลงเสียอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง สามารถทำได้ทันที เช่น การปรับลดทหารยศนายพลลงเหลือ 1 ใน 3 ในทุกเหล่าทัพจากประมาณ 1,500 คน ให้เหลือเพียงไม่เกิน 500 คน เพื่อให้เหลือนายทหารชั้นนายพลเท่าที่จำเป็นและมีภารกิจงานที่ต้องทำเท่านั้น เพราะทุกวันนี้มีนายทหารระดับสูงจำนวนมากที่มีเวลาว่างไปเล่นกอล์ฟ ไปจัดทอล์กครื่องบิน รถถัง ของทุกเหล่าทัพลง ยกเลิกการสร้างบ้านพักคฤหาสน์หรูให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูง และทวงคืนบ้านพักนายทหารที่เกษียณไปแล้ว แต่ยังไม่ยอมย้ายออกด้วย รวมทั้งการปรับลดการเกณฑ์พลทหารลง 1 ใน 3 เพราะกำลังกลายเป็นช่องทางให้คอร์รัปชั่นของผู้บังคับหน่วยหลายประการ ยกเลิกพลทหารรับใช้บ้านนาย และทหารติดตามนายเสีย
แถลงการณ์ระบุอีกว่า งบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่ตัดลดลงมา จะสามารถนำไปช่วยในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาสินค้าราคาแพง ปัญหาการว่างงานที่นับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจจุลภาคและมหภาคของประเทศได้ดี สมาคมฯ จึงขอเรียกร้องให้ ส.ส.ผลักดันให้ตั้งกรรมาธิการพิจารณางบฯในวาระ 2 มีความกล้าหาญหั่นงบกรระทรวงกลาโหมลงเสียกึ่งหนึ่ง เพื่อประโยชน์โดยรวมของประเทศในที่สุดต่อไป
ด้านนายบรรณ แก้วฉ่ำ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายท้องถิ่น กล่าวว่า ควรลดอัตรานายพล แล้วนำงบที่เหลือเพิ่มเงินเดือนให้พลทหาร เนื่องจากพบว่างบประมาณจำนวนมากของกองทัพต้องจ่ายให้บรรดานายพลที่บางรายไม่มีงานทำ ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทย อัตราพลเอก 1 อัตรา มีกำลังพลประมาณไม่เกิน 200 นาย จากมาตรฐานที่กำหนด 1,000 นาย ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบกำลังพลของสหรัฐที่มีมากกว่าไทยถึง 3 เท่า แต่ไทยมีนายพลมากกว่าสหรัฐ โดยมีนายพลจำนวนมากรับเงินค่าตอบแทนหลายทาง สหรัฐมีนายพล 1 พันคนไทยมี 1500 คน ดังนั้นไทยจึงเป็นอภิมหาอำนาจแสนยานุภาพทางทหารเหนือกว่าสหรัฐ ด้วยจำนวนนายพลที่มากกว่า เทียบอัตราส่วนกับสหรัฐ ไทยจะมีนายพลมากกว่าสหรัฐประมาณ 4 เท่า แต่นายพลไทยเกือบทั้งหมด ไปอยู่ในทำเนียบในวุฒิสภา ไม่ได้ไปแถวชายแดน โดยเฉพาะชายแดนฝั่งเขมรที่มีปัญหารุกล้ำอาณาเขตไม่เคยผ่านการรบกับข้าศึก อย่างดีก็เคยผ่านการถือปืนไปปราบม็อบชุมนุมการเมือง ต่อสู้กับคนไทยด้วยกัน ปืนที่ใช้เป็นเงินภาษี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเงินภาษีของผู้ชุมนุม ดังนั้นจึงต้องลดอัตรานายพลลงบ้าง เงินกองทัพจะได้เหลือเพิ่มเงินเดือนให้พลทหาร นายสิบนายร้อย ที่อยู่ชายแดน พื้นที่เสี่ยงภัย