สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 5
ขออธิบายให้ จขกท.เพิ่มเติม 2 ภาพครับ


Silence Speaks ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5435570 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4946255 ถูกใจ, ภาคี ถูกใจ, ร.เมือง ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3087386 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 729071 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 968003 ถูกใจ, Orange Marmalade ถูกใจ, Gabonica ถูกใจรวมถึงอีก 12 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 3
คือว่า ภาพที่ถ่ายบนดวงจันทร์สมัยโครงการ Apollo นั้น จะถ่ายด้วยกล้อง Film ของ Hasselblad (เลนส์ 70 mm)
โดยใช้ค่า settings ของกล้องคือ Shutter speed 1/125 วินาที และใช้ Film ISO สูง
ซึ่งการถ่ายภาพด้วย settings แบบนี้ จะกระทำเพื่อให้ได้ภาพที่เห็นแค่วัตถุหลักเท่านั้นครับ
คือต้องการถ่ายภาพนักบินอวกาศ - อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และ พื้นผิวดวงจันทร์เท่านั้น
ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้ก็ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ที่เข้มมาก มากกว่ากลางแดดจ้าของโลกอีก
แต่การ settings แบบนี้นี่เอง ที่ทำให้เราไม่ได้ภาพของดวงดาวในอวกาศเป็นจุด ๆ สวยงามเลยครับ
เพราะแสงของดวงดาวในอวกาศ นั้น หากจะให้ปรากฏใน Film จะต้อง setting ของกล้องที่ต่างออกไปมาก
คือจะต้องเปิดหน้ากล้องนานหลายสิบวินาที เช่น 30 วินาที หรือ มากกว่านั้น
ซึ่งจะมากกว่าที่ถ่ายภาพนักบินอวกาศในวรรคบนถึง 3,750 เท่าเชียวครับ
ดังนั้น หากเราจะถ่ายภาพบนดวงจันทร์ให้ติดภาพดวงดาวในอวกาศด้วย และตั้งค่าเปิดหน้ากล้องนานแบบนั้น
ภาพนักบินจะสว่างจ้าขาวโพลนไปทั้งภาพ เราเรียกว่า "แสง Over" หรือ Overexposure ครับ
ซึ่งภาพจะเสียไปทั้งหมด ดังนั้น ในการถ่ายภาพบนดวงจันทร์จะไม่มีทางที่จะเห็นดวงดาวในอวกาศเลย
เพราะบังคับเปิดหน้ากล้องเพียง 1/125 วินาที แสงจากดวงดาวจะไม่ติดลงบน Film เลยครับ

สำหรับด้านมืด หรือ ด้านไกล (Far side) ของดวงจันทร์ หากเราไปถ่ายภาพที่ด้านนั้น
ก็จะให้ผลเหมือนเดิมครับ คือไม่เห็นดาวเลย เราก็จะต้อง setting กล้องแบบ long exposure เหมือนกัน
เพราะแสงดาวริบหรี่มาก ๆ
โดยใช้ค่า settings ของกล้องคือ Shutter speed 1/125 วินาที และใช้ Film ISO สูง
ซึ่งการถ่ายภาพด้วย settings แบบนี้ จะกระทำเพื่อให้ได้ภาพที่เห็นแค่วัตถุหลักเท่านั้นครับ
คือต้องการถ่ายภาพนักบินอวกาศ - อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และ พื้นผิวดวงจันทร์เท่านั้น
ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้ก็ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ที่เข้มมาก มากกว่ากลางแดดจ้าของโลกอีก
แต่การ settings แบบนี้นี่เอง ที่ทำให้เราไม่ได้ภาพของดวงดาวในอวกาศเป็นจุด ๆ สวยงามเลยครับ
เพราะแสงของดวงดาวในอวกาศ นั้น หากจะให้ปรากฏใน Film จะต้อง setting ของกล้องที่ต่างออกไปมาก
คือจะต้องเปิดหน้ากล้องนานหลายสิบวินาที เช่น 30 วินาที หรือ มากกว่านั้น
ซึ่งจะมากกว่าที่ถ่ายภาพนักบินอวกาศในวรรคบนถึง 3,750 เท่าเชียวครับ
ดังนั้น หากเราจะถ่ายภาพบนดวงจันทร์ให้ติดภาพดวงดาวในอวกาศด้วย และตั้งค่าเปิดหน้ากล้องนานแบบนั้น
ภาพนักบินจะสว่างจ้าขาวโพลนไปทั้งภาพ เราเรียกว่า "แสง Over" หรือ Overexposure ครับ
ซึ่งภาพจะเสียไปทั้งหมด ดังนั้น ในการถ่ายภาพบนดวงจันทร์จะไม่มีทางที่จะเห็นดวงดาวในอวกาศเลย
เพราะบังคับเปิดหน้ากล้องเพียง 1/125 วินาที แสงจากดวงดาวจะไม่ติดลงบน Film เลยครับ

สำหรับด้านมืด หรือ ด้านไกล (Far side) ของดวงจันทร์ หากเราไปถ่ายภาพที่ด้านนั้น
ก็จะให้ผลเหมือนเดิมครับ คือไม่เห็นดาวเลย เราก็จะต้อง setting กล้องแบบ long exposure เหมือนกัน
เพราะแสงดาวริบหรี่มาก ๆ
artimist ถูกใจ, Silence Speaks ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1460684 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 729071 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 968003 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3061643 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4680206 ถูกใจ, REDBULLRUN ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5465950 ถูกใจ, Gabonica ถูกใจรวมถึงอีก 9 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ทำไมภาพถ่ายบนดวงจันทร์ อวกาศมืดไม่เห็นดาวอื่นเลย
ถ้าเราไปถ่ายที่ด้านมืดของดวงจันทร์จะเห็นทางช้างเผือกกับดาวอื่นไหม