ช่วงปลายปีที่แล้ว เราย้ายที่ทำงาน ตอนนั้นก็แต่งหน้าตามปกติตามสายงานของเรา (เราผิวสีแทนๆ ไม่ขาวไม่ดำจ้า ) แต่ช่วงหลังๆ รู้สึกเหมือนว่าเพื่อนร่วมงานของเรา (คนนั้นเค้าทำpart time นานๆมาที) ให้ความสนใจเราผิดปกติ จนหัวหน้าแซวอ้อมๆ (ไม่รู้หมายถึงใคร) แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะช่วงนั้นเครียดเรื่องปรับตัวกับทึ่ทำงานใหม่ หลายเดือนผ่านไป เราเริ่มคุ้นชินกับงาน และคิดว่า ไม่แต่งหน้าก็ไม่เป็นไร ดีเสียอีกประหยัดค่าเครื่องสำอางค์
เราก็ทำงานตามปกติ จนเย็นวันหนึ่ง เพื่อนร่วมงานคนเดิมก็เข้ามาคุยกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆอย่างออกรส แต่เรากำลังยุ่งๆ เลยไม่ได้คุยกับใคร แต่ก็พอได้ยินว่าเพื่อนๆคุยอะไร เราได้ยินคนนั้นถามถึงคนที่สวยๆผิวคล้ำๆ ว่าเค้าหายไปไหนไม่ได้ทำงานที่นี่แล้วหรอ เพื่อนคนนึงตอบไปว่าไม่มีใครลาออกนะ ผิวคล้ำๆก็มีคนเดียว นั่งอยู่โน่น (น่าจะหมายถึงเรา) เราก็ไม่ได้คิดอะไร แค่รู้สึกว่า ก็ไม่เกี่ยวกับเราอยู่ดี ถึงจะไม่แต่งหน้า แล้วไม่สวยก็ไม่เป็นไร ไม่กระทบงานเรา
เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน เราก็ทำงานที่เดิม แบบไม่แต่งหน้านั่นแหละ เราเจอเครื่องเครียดๆ จนรู้สึกอยากลาออก แต่เย็นวันหนึ่ง เราก็เข้าไปคุยกับเพื่อนร่วมงานคนนั้น เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ความรู้สึกที้งหมดอย่างล่องลอย เพราะเราจัดการกับความรู้สึกแย่นั้นไม่ได้สักที ซึ่งเพื่อนคนนั้นก็ตั้งใจรับฟัง มองเจ้ามาในตาเรา จนเรารู้สึกว่าเค้าตั้งใจฟังเราจริงๆ ตอนนั้นเราไม่ได้คาดหวังอะไร ไม่ได้ติดว่าจะรู้สึกดีขึ้น หรือเจอทางออก แต่สิ่งที่เพื่อนคนนั้นตอบเรากลับมา มันทำให้ความรู้สึกผิด รู้สึกแย่จนอยากลาออกของเราหายไป
หลังจากนั้นเราก็ทำงานที่เดิมมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คุยกับเพื่อนคนนั้นบ่อยขึ้นจากเดิม นอกจากเรื่องงาน แต่เรารู้สึกว่าเพื่อนคนนั้นทำให้เรารู้สึกดีเวลาทำงานด้วยกัน แม้บางครั้งจะมีปากเสียงเรื่องงาน แต่กลับทำให้เรายิ้มในความหัวเสียของเพื่อนคนนั้น ไหนจะความสุภาพแบะน้ำใจของเพื่อนคนนั้นที่มีกับเพื่อนร่วมงานทุกคน ก็ทำให้เรามองเพื่อนคนนี้อย่างปลาบปลื้ม ที่ในแวดวงสายงานของเรา ยังมีเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก เอาใจใส่กับงานขนาดนี้ ทำให้เรายิ้มได้ทุกครั้งที่ทำงานด้วยกัน แม้เราจะยังคุยกันเท่าเดิมก็ตาม 5555555
บอกเลยว่าเราไม่เคยคิดอะไร ถึงบางสถานการณ์จะทำให้ขัดเขิน แต่ก็เข้าใจว่าเป็นเพราะความเร่งรีบของงาน ถึงเพื่อนคนนั้นจะโทรมาเบอร์ที่ทำงานตรงโต๊ะเราเพื่อถามเรื่องลูกค้าในส่วนที่เราคิดว่าลึกเกินกว่เราจะรู้ แต่ด้วยคำที่เพื่อนบอกว่า ถ้าคุณไม่รู้ผมจะหาเอง มันทำให้เรายิ่งต้องหาคำตอบให้ได้ ช่วงไม่กี่วินาทีเราหาข้อมูลนั้นมาจนได้ และต่อมือถือเพื่อนคนนั้นเพื่อให้ข้อมูลทันที หลังจากนั้นเราก็รู้สึกหัวเสีย กับความ...ของเพื่อนร่วมงาน ทำให้มองทุกอย่างเป็นหน้าที่ เป็นเรื่องของงานที่พลาดไม่ได้
จนวันหนึ่งด้วยความเร่งรีบ เรากับเพื่อนคนนั่นเดินสวนกันอย่างรวดเร็ว เราไม่ทันระวัง จนกัวเราไปโขกประตูไม้อย่างจัง เรารีบขอโทษเพื่อนคนนั้น ด้วยกลัวว่าจะเผลอซุ่มซ่าโดนเพื่อน แต่เพื่อนกลับเอื้อมมือมาลูบหัวเราที่โขกประตู ถามเราว่าเป็นอะไรไหม บอกเราว่า เค้าสิต้องเป็นฝ่ายขอโทษเรา ตอนนั้นเรากลัวมีปัญหาเลยรีบออกมาจากตรงนั้น...โดยไม่ได้คิดอะไร
หลังจากนั้นเราก็ทำงานกันมาตามปกติ รู้ข่าวว่าเพื่อนคนนั้นจะแต่งงาน เราก็ยินดีด้วย แต่ด้วยความไม่สนิท เราเลยไม่ได้พูดอะไร หลังแต่งงาน เหมือนเพื่อนเราตะเครียดกว่าปกติโดยไม่รู้สาเหตุ ทำให้เราไม่กล้าเข้าใกล้55555555 พยามไม่สุงสิงด้วยถ้าไม่จำเป็น...
จนเย็นวันหนึ่งเพื่ินคนนั้นเอาปากกาจองเราที่ไม่ได้เขียนชื่อเราไว้ มาคืนเรา เราก็นึกในใจว่ากาต้องนานมาอยู่กับเธอนี่เองก็รับมา แต่กบับได้รับสายตาแปลกๆที่เราก็ไม่เข้าใจว่าจะสื่ออะไร เราก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่เก็บเอาปากกาของเราคืนมา แต่ไม่นานปากกาด้ามนั้นจองเราก็หายไปอีกแล้ว ถามใครก็ไม่มีใครเห็น.. เราก็ถอดใจแล้วละ..
หลังจากนั้นทุกครั่งที่เพื่อนคนนั้นเดินเข้ามา มักจะมีสายตาแปลกๆเวลาเราทักทายกัน เราไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่หลังๆมานี่ มันทำให้ใจเราหวิวไปบอกไม่ถูก แต่ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนร่วมงานกันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป...
จนวันที่เราจะแต่งงาน เราทำดอกไม้าำหรับงานพิธีเอง ออกแบบเรื่องต่างๆเองด้วยความภูมิใจ เราอวดทุกคนที่เราได้พูดคุยด้วย 555555 และก็เช่นเดียวกันกับเพื่อนคนนั้น เราอวดรูปดอกไม้ที่เราทำเองโดยไม่บอกว่าทำไปทำไม เพื่อเราก็ไม่ได้ชื่นชม เงียบไป และถามแค่ว่าจากร้านไหน เราก็ขำแรง ตอบไปว่าเราทำเองหมดเลย สวยไหม เพื่อนอีกคนเลยเสริมว่า เราจะแต่งงาน เลยจัดเตรียมทุกอย่างเอง เพื่อนร่วมานคนเดิมก็เงียบไป นั่งหันหลังกดโทรศัพท์ไปเรื่อย ทุกคนก็นั่งทำงานเงียบๆ จนเพื่อคนนั้นเริ่มบทสนทนา ถามเราเรื่องสถานที่จัดงาน เจ้าบ่าวเป็นใคร ทำงานอะไร เจอกันที่ไหน นี่เป็นครั้งอรกที่เราคุยกันมากกว่าปกติ และไม่ใช่เรื่องงาน เรารู้สึกดีใจที่ได้คุยกับเพื่อนคนนี้มากขึ้น รู้สึกสบายใจทร่ได้เล่าอะไรๆให้ฟัง แม้กระทั่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับคู่ของเรา เป็นอีกครั้งที่เราประทับใจเพื่อนคนนี้
อาทิตย์ต่อมาเราก็วนมาทำงานด้วยกัน เหตุการณ์เป็นตามปกติ แค่เหมือนว่าเพื่อนคนนี้มีคำถ่มเรื่องงานกัยเรามากมายซึ่งบางเรื่องมันไม่ใช่สิ่งที่เรารู้ เราเลยไม่ตอบอะไร แล้วหันไปคุยกับเพื่อนๆคนอื่นเรื่องประสบการณ์ขับรถของเราที่จัดว่าแย่55555555555 ในสายตาเพื่อนร่วมท้องถนน อิอิ หลังจากนั้นพอลูกค้าหมด เพื่อคนนั้นก็เดินตรงมาร่วมวงสนทนา แล้วเริ่มเปิดประเด็นการเมือง แผนการลดจำนวนประชากรของธานอส ซึ่งเป็นหัวข้อที่เราเองก็เคยคิด เลยทำให้บทสนทนายาวนานจนใกล้เวลาเลิกงาน สักพักก็มีสาวสวยต่างแผนกเดินม่ถามหาคน แล้วจากไป เราชื่นชมในความสวยนั้น จนอดไม่ได้ทั่จะชมให้เพื่อนฟัง แต่เพื้อนจองเราที่กำลังเดือดจากหัวข้อสนทนา ก็แย้งว่าความสวยก็แค่เปลือกนอก ซึ่งเราไม่อยากให้เพื่อนคนนั้นร้อนใจไปมากกว่านี้ จึงปรามว่า คนนั้นเค้าสวยอบะนิสัยก็ดีมากนะ เพื่อนเราก็พูดโพล่งขึ่นมาว่าแล้วเอาไหมล่ะ บอกเลยว่าเรางง แต่เราก็เริ่มไม่พอใจกับความเลือดร้อนไร้เหตุผล เลยตอบด้วยความอยากเอาชนะ ว่า ถ้าเอาได้ก็เอา!!
แต่ที่น่างงงวยกว่านั้นคือเพื่อนของเรา ที่พูดโำล่งมาอีกว่า แล้วเราไม่ดีตรงไหน!!
นั่นยิ่งทำให้เรางง555555555 แต่ด้วยความที่เราอยากให้เพื่อนใจเย็น เลยเรื่อนเพื่อนดีกว่า ไม่เคยมีใครว่าเธอไม่ดีนะ.. จากนั้นเราก็กบับมาสนทนาเรื่อวแผนล้างโลกกันต่ออย่างสนุกสนานจนเลิกงาน
เรางงอ่ะค่ะ ว่านี่มันอะไร5555555
อยู่ดีๆคนๆนึงกฟ้เปลี่ยนไป ทำตัวแปลกไป
แต่ก็น่าเอ็นดู เราก็ดีใจนะที่ได้คุยกันมากขึ้น และหวังว่าจะได้คุยกันสนุกสนานแบบนี้เรื่อยๆ^^
เราว่าเธอกับเรามีความคิดที่คล้ายกันนะ มาุยกันบ่อยๆเถอะนะเพื่อนไปฝบโพของเรา ^^
เพื่อนไบโพของเรา^^ จะระเบิดโลกจริงหรอนาย
เราก็ทำงานตามปกติ จนเย็นวันหนึ่ง เพื่อนร่วมงานคนเดิมก็เข้ามาคุยกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆอย่างออกรส แต่เรากำลังยุ่งๆ เลยไม่ได้คุยกับใคร แต่ก็พอได้ยินว่าเพื่อนๆคุยอะไร เราได้ยินคนนั้นถามถึงคนที่สวยๆผิวคล้ำๆ ว่าเค้าหายไปไหนไม่ได้ทำงานที่นี่แล้วหรอ เพื่อนคนนึงตอบไปว่าไม่มีใครลาออกนะ ผิวคล้ำๆก็มีคนเดียว นั่งอยู่โน่น (น่าจะหมายถึงเรา) เราก็ไม่ได้คิดอะไร แค่รู้สึกว่า ก็ไม่เกี่ยวกับเราอยู่ดี ถึงจะไม่แต่งหน้า แล้วไม่สวยก็ไม่เป็นไร ไม่กระทบงานเรา
เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน เราก็ทำงานที่เดิม แบบไม่แต่งหน้านั่นแหละ เราเจอเครื่องเครียดๆ จนรู้สึกอยากลาออก แต่เย็นวันหนึ่ง เราก็เข้าไปคุยกับเพื่อนร่วมงานคนนั้น เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ความรู้สึกที้งหมดอย่างล่องลอย เพราะเราจัดการกับความรู้สึกแย่นั้นไม่ได้สักที ซึ่งเพื่อนคนนั้นก็ตั้งใจรับฟัง มองเจ้ามาในตาเรา จนเรารู้สึกว่าเค้าตั้งใจฟังเราจริงๆ ตอนนั้นเราไม่ได้คาดหวังอะไร ไม่ได้ติดว่าจะรู้สึกดีขึ้น หรือเจอทางออก แต่สิ่งที่เพื่อนคนนั้นตอบเรากลับมา มันทำให้ความรู้สึกผิด รู้สึกแย่จนอยากลาออกของเราหายไป
หลังจากนั้นเราก็ทำงานที่เดิมมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คุยกับเพื่อนคนนั้นบ่อยขึ้นจากเดิม นอกจากเรื่องงาน แต่เรารู้สึกว่าเพื่อนคนนั้นทำให้เรารู้สึกดีเวลาทำงานด้วยกัน แม้บางครั้งจะมีปากเสียงเรื่องงาน แต่กลับทำให้เรายิ้มในความหัวเสียของเพื่อนคนนั้น ไหนจะความสุภาพแบะน้ำใจของเพื่อนคนนั้นที่มีกับเพื่อนร่วมงานทุกคน ก็ทำให้เรามองเพื่อนคนนี้อย่างปลาบปลื้ม ที่ในแวดวงสายงานของเรา ยังมีเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก เอาใจใส่กับงานขนาดนี้ ทำให้เรายิ้มได้ทุกครั้งที่ทำงานด้วยกัน แม้เราจะยังคุยกันเท่าเดิมก็ตาม 5555555
บอกเลยว่าเราไม่เคยคิดอะไร ถึงบางสถานการณ์จะทำให้ขัดเขิน แต่ก็เข้าใจว่าเป็นเพราะความเร่งรีบของงาน ถึงเพื่อนคนนั้นจะโทรมาเบอร์ที่ทำงานตรงโต๊ะเราเพื่อถามเรื่องลูกค้าในส่วนที่เราคิดว่าลึกเกินกว่เราจะรู้ แต่ด้วยคำที่เพื่อนบอกว่า ถ้าคุณไม่รู้ผมจะหาเอง มันทำให้เรายิ่งต้องหาคำตอบให้ได้ ช่วงไม่กี่วินาทีเราหาข้อมูลนั้นมาจนได้ และต่อมือถือเพื่อนคนนั้นเพื่อให้ข้อมูลทันที หลังจากนั้นเราก็รู้สึกหัวเสีย กับความ...ของเพื่อนร่วมงาน ทำให้มองทุกอย่างเป็นหน้าที่ เป็นเรื่องของงานที่พลาดไม่ได้
จนวันหนึ่งด้วยความเร่งรีบ เรากับเพื่อนคนนั่นเดินสวนกันอย่างรวดเร็ว เราไม่ทันระวัง จนกัวเราไปโขกประตูไม้อย่างจัง เรารีบขอโทษเพื่อนคนนั้น ด้วยกลัวว่าจะเผลอซุ่มซ่าโดนเพื่อน แต่เพื่อนกลับเอื้อมมือมาลูบหัวเราที่โขกประตู ถามเราว่าเป็นอะไรไหม บอกเราว่า เค้าสิต้องเป็นฝ่ายขอโทษเรา ตอนนั้นเรากลัวมีปัญหาเลยรีบออกมาจากตรงนั้น...โดยไม่ได้คิดอะไร
หลังจากนั้นเราก็ทำงานกันมาตามปกติ รู้ข่าวว่าเพื่อนคนนั้นจะแต่งงาน เราก็ยินดีด้วย แต่ด้วยความไม่สนิท เราเลยไม่ได้พูดอะไร หลังแต่งงาน เหมือนเพื่อนเราตะเครียดกว่าปกติโดยไม่รู้สาเหตุ ทำให้เราไม่กล้าเข้าใกล้55555555 พยามไม่สุงสิงด้วยถ้าไม่จำเป็น...
จนเย็นวันหนึ่งเพื่ินคนนั้นเอาปากกาจองเราที่ไม่ได้เขียนชื่อเราไว้ มาคืนเรา เราก็นึกในใจว่ากาต้องนานมาอยู่กับเธอนี่เองก็รับมา แต่กบับได้รับสายตาแปลกๆที่เราก็ไม่เข้าใจว่าจะสื่ออะไร เราก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่เก็บเอาปากกาของเราคืนมา แต่ไม่นานปากกาด้ามนั้นจองเราก็หายไปอีกแล้ว ถามใครก็ไม่มีใครเห็น.. เราก็ถอดใจแล้วละ..
หลังจากนั้นทุกครั่งที่เพื่อนคนนั้นเดินเข้ามา มักจะมีสายตาแปลกๆเวลาเราทักทายกัน เราไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่หลังๆมานี่ มันทำให้ใจเราหวิวไปบอกไม่ถูก แต่ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนร่วมงานกันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป...
จนวันที่เราจะแต่งงาน เราทำดอกไม้าำหรับงานพิธีเอง ออกแบบเรื่องต่างๆเองด้วยความภูมิใจ เราอวดทุกคนที่เราได้พูดคุยด้วย 555555 และก็เช่นเดียวกันกับเพื่อนคนนั้น เราอวดรูปดอกไม้ที่เราทำเองโดยไม่บอกว่าทำไปทำไม เพื่อเราก็ไม่ได้ชื่นชม เงียบไป และถามแค่ว่าจากร้านไหน เราก็ขำแรง ตอบไปว่าเราทำเองหมดเลย สวยไหม เพื่อนอีกคนเลยเสริมว่า เราจะแต่งงาน เลยจัดเตรียมทุกอย่างเอง เพื่อนร่วมานคนเดิมก็เงียบไป นั่งหันหลังกดโทรศัพท์ไปเรื่อย ทุกคนก็นั่งทำงานเงียบๆ จนเพื่อคนนั้นเริ่มบทสนทนา ถามเราเรื่องสถานที่จัดงาน เจ้าบ่าวเป็นใคร ทำงานอะไร เจอกันที่ไหน นี่เป็นครั้งอรกที่เราคุยกันมากกว่าปกติ และไม่ใช่เรื่องงาน เรารู้สึกดีใจที่ได้คุยกับเพื่อนคนนี้มากขึ้น รู้สึกสบายใจทร่ได้เล่าอะไรๆให้ฟัง แม้กระทั่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับคู่ของเรา เป็นอีกครั้งที่เราประทับใจเพื่อนคนนี้
อาทิตย์ต่อมาเราก็วนมาทำงานด้วยกัน เหตุการณ์เป็นตามปกติ แค่เหมือนว่าเพื่อนคนนี้มีคำถ่มเรื่องงานกัยเรามากมายซึ่งบางเรื่องมันไม่ใช่สิ่งที่เรารู้ เราเลยไม่ตอบอะไร แล้วหันไปคุยกับเพื่อนๆคนอื่นเรื่องประสบการณ์ขับรถของเราที่จัดว่าแย่55555555555 ในสายตาเพื่อนร่วมท้องถนน อิอิ หลังจากนั้นพอลูกค้าหมด เพื่อคนนั้นก็เดินตรงมาร่วมวงสนทนา แล้วเริ่มเปิดประเด็นการเมือง แผนการลดจำนวนประชากรของธานอส ซึ่งเป็นหัวข้อที่เราเองก็เคยคิด เลยทำให้บทสนทนายาวนานจนใกล้เวลาเลิกงาน สักพักก็มีสาวสวยต่างแผนกเดินม่ถามหาคน แล้วจากไป เราชื่นชมในความสวยนั้น จนอดไม่ได้ทั่จะชมให้เพื่อนฟัง แต่เพื้อนจองเราที่กำลังเดือดจากหัวข้อสนทนา ก็แย้งว่าความสวยก็แค่เปลือกนอก ซึ่งเราไม่อยากให้เพื่อนคนนั้นร้อนใจไปมากกว่านี้ จึงปรามว่า คนนั้นเค้าสวยอบะนิสัยก็ดีมากนะ เพื่อนเราก็พูดโพล่งขึ่นมาว่าแล้วเอาไหมล่ะ บอกเลยว่าเรางง แต่เราก็เริ่มไม่พอใจกับความเลือดร้อนไร้เหตุผล เลยตอบด้วยความอยากเอาชนะ ว่า ถ้าเอาได้ก็เอา!!
แต่ที่น่างงงวยกว่านั้นคือเพื่อนของเรา ที่พูดโำล่งมาอีกว่า แล้วเราไม่ดีตรงไหน!!
นั่นยิ่งทำให้เรางง555555555 แต่ด้วยความที่เราอยากให้เพื่อนใจเย็น เลยเรื่อนเพื่อนดีกว่า ไม่เคยมีใครว่าเธอไม่ดีนะ.. จากนั้นเราก็กบับมาสนทนาเรื่อวแผนล้างโลกกันต่ออย่างสนุกสนานจนเลิกงาน
เรางงอ่ะค่ะ ว่านี่มันอะไร5555555
อยู่ดีๆคนๆนึงกฟ้เปลี่ยนไป ทำตัวแปลกไป
แต่ก็น่าเอ็นดู เราก็ดีใจนะที่ได้คุยกันมากขึ้น และหวังว่าจะได้คุยกันสนุกสนานแบบนี้เรื่อยๆ^^
เราว่าเธอกับเรามีความคิดที่คล้ายกันนะ มาุยกันบ่อยๆเถอะนะเพื่อนไปฝบโพของเรา ^^