“The worst part about having a mental illness is people expect you to behave as if you don’t”
ขอออกตัวก่อนนะครับว่าผมไม่ใช่นักวิจารณ์ นักรีวิว แม้แค่คำว่านักชมภาพยนตร์ก็ไม่เฉียดเข้าใกล้สิ่งที่ผมเป็นเท่าไหร่นัก ผมมีโอกาสได้ดูหนังน้อยมาก ๆ แค่ปีละเรื่องสองเรื่องเท่านั้น และครั้งนี้ด้วยความบังเอิญเปิดไปเจอโปรซื้อตั๋วหนังคืนเงิน 100% ของแอปลิเคชันกระเป๋าตังออนไลน์เจ้าหนึ่งจึงได้มีโอกาสพาภรรยาเข้าโรงหนังอีกครั้ง
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นคือเพจและช่องYoutube หนังให้คะแนน Joker กันถล่มทลาย รีวิวจำนวนมากที่บอกว่า หม่นที่สุด ดาร์กที่สุด หดหู่ที่สุด บ้าคลั่งที่สุด ดิ่งสุด ๆ บ้าสุด ๆ ซึ่งในมุมมองของผมเองกลับมองว่าผิดไปจากที่ตัวเองได้ดูอยู่ค่อนข้างมาก และความคิดเห็นจากเพจเหล่านี้ที่ปูความรู้สึกคนอ่านมาก่อน ได้ทำให้หลาย ๆ คนพกพาความคาดหวังมากมายเข้าโรงหนังก่อนจะกลับออกมาด้วยความผิดหวังอยู่หลายท่าน
วันนี้ผมจึงอยากจะเขียนรีวิวJokerในแบบของตัว แบบของคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาที่มีภาวะซึมเศร้าให้ได้อ่านกัน
(หากผิดพลาดหรือไม่ตรงกับหลักการรีวิวใดใดก็ขออภัยอย่างยิ่งครับ)
บนโลกนี้คนคู่ควรนั้นย่อมจะได้รับสิ่งที่คู่ควร
ความกล้าหาญและเมตตาของผู้กล้านั้นคู่ควรกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทรงฤทธานุภาพ
ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ก็ย่อมคู่ควรกับชื่อเสียงและการเคารพสรรเสริญชั่วกาลนาน
แต่กับเมืองที่ถูกกัดกินด้วยภาครัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ ความเหลื่อมล้ำที่ถ่างชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองสองกลุ่มให้กลายเป็นนรกบนฟ้าและสวรรค์บนดิน เมืองคนบาปที่เสื่อมทรามเช่น Gotham เล่าจะมีสิ่งใดคู่ควรหากไม่ใช่ปีศาจร้ายที่โหดเหี้ยมที่สุดที่ Gotham ค่อย ๆ ฟูมฟักให้เติบโตสยายปีกขึ้นมากับมือตัวเอง อาชญากรโรคจิตผู้ยินดีในการทรมานหัวใจของคนให้ตายทั้งเป็น วายร้ายคู่ปรับตลอดกาลของ Batman นามว่า Joker
หนัง Joker (2019) น่าจะเป็นหนังเดี่ยวครั้งแรกของอาชญากรตัวเอ้ผู้โด่งดังจาก DC Comic ซึ่งแตกต่างกับหนัง(ที่มี) Joker เรื่องอื่น ๆ ที่มักจะแสดงภาพความโหดเหี้ยม โรคจิต น่ากลัว ของวายร้ายอันดับ 1 แห่ง DC ออกมาให้เราได้เห็นกัน แต่Jokerในครั้งนี้กลับเลือกเล่าย้อนในช่วงที่เขายังเป็นพลเมืองชาว Gotham ธรรมดานามว่า Arther Fleck
ตัวหนังได้ทำให้เราเห็นความเลวร้ายของ Gotham ผ่านข่าวจากวิทยุ-โทรทัศน์ ภาพของเมืองในมุมต่าง คำพูดของตัวละคร และการดำเนินชีวิตของ Arther ที่มีอาการทางจิต (คาดว่าจะเป็นจิตเภท) และมีปัญหาด้านการหัวเราะที่ไม่สัมพันธ์กับอารมณ์ (คาดว่าจะเป็น PBA : Pseudobulbar Affect ซึ่งจะมีอาการหัวเราะทั้ง ๆ ที่ไม่มีเรื่องตลก เมื่อหัวเราะแล้วจะหัวเราะอย่างรุนแรงจนคุมไม่ได้)
ในการดำเนินเรื่อง หนังโฟกัสมาที่Arther Fleck เกือบ 100 % โดยค่อย ๆ พาเราไปเห็นพัฒนาการทางจิตของ Arther ที่แย่ลงเรื่อย ๆ จากการถูกคนใน Gotham ทำร้ายร่างกายและบีบคั้นจิตใจ ได้เห็นการพยายามยืนหยัดของตัวเอกและถูกทุบให้ล้มลงเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซึ่งต้องยอมรับว่าทีมงานทำการบ้านเรื่องความคิดของผู้มีอาการทางจิตมาได้อย่างดีเยี่ยม เพราะทุกคำที่ Arther ได้บันทึกลงในสมุด เช่น
“The worst part about having a mental illness is people expect you to behave as if you don’t - สิ่งที่แย่ที่สุดของการป่วยทางจิตคือผู้คนนั้นคาดหวังว่าเราจะทำตัวเหมือนไม่ได้ป่วย”
“I hope my death makes more cents than my life - ฉันว่าการตายของฉันน่าจะมีค่ามากกว่าการมีชีวิตอยู่เสียอีก”
ล้วนเป็นความคิดจริง ๆ ที่ผู้ป่วยทุกคนต้องเคยรู้สึก
นอกจากนี้สิ่งที่ Arther ต้องพบเจอทั้งการตีตรา การทำร้ายร่างกายและการถูกbully ล้วนเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เคยพบ ทำให้เราค่อย ๆ เข้าใจ เห็นใจและยอมรับในทุกการกระทำของ Arther ทีละน้อยแม้ว่าจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้เราคล้อยตามว่านี่คือสิ่งที่สังคมซึ่งกระทำกับคนคนหนึ่งไว้ควรได้รับอย่างสาสม
โดยหากตัดคำว่า Joker ออกไปแล้วความจริงหนังเรื่องนี้ก็คือหนังดราม่าสะท้อนสังคม และชีวประวัติของอาชญากรผู้ป่วยทางจิตที่ค่อย ๆ พาเราไปทำความเข้าใจกับเหตุผลของการกลายเป็นคนร้ายของเขานั่นเอง
ฉะนั้นใครที่หวังจะได้ดูหนัง Superhero บู๊ดุเดือดอย่างหนัง Marvel หรือคาดหวังการก่ออาชญากรรมรุนแรง บ้าคลั่งอย่างที่เพจต่าง ๆ รีวิวนั้นอาจต้องผิดหวังพอสมควร เพราะหนังแม้จะมีความบ้าคลั่งบ้างแต่ก็เป็นช่วงท้าย ๆ และไม่ได้บ้าคลั่งอย่างหนักถึงขนาดที่สำนักรีวิวต่าง ๆ ใส่อารมณ์กันจนรู้สึกเหมือนเราจะได้ไปดู The Purge กันขนาดนั้น
ในด้านความหดหู่ หรือดิ่งลึก Joker (2019) ก็ไม่ได้หดหู่ หรือดิ่งอย่างรุนแรงเหมือนการดู The Mist หรือ Devilman สำหรับบางคนที่อ่อนไหวอาจมีอารมณ์ที่ติดค้างออกมาบ้างแต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน สำหรับตัวผมเองความหดหู่ที่เกิดขึ้นนั้นจากความเศร้า ความเห็นอกเห็นใจ สะท้อนใจจากเหตุการณ์ในเรื่องหลายจุดตรงกับชีวิตจริงและสภาพบ้านเมืองมากกว่า
ส่วนถ้าพูดถึงความมืดหม่นสำหรับผมแล้วเมื่อเทียบกับ Batman ของ Noland หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้หม่นจนสุดทาง แต่กลับพาเราไปในแนวอึดอัด สงสาร และสะใจกับการกระทำของ Arther เสียมากกว่า นอกจากนี้ภาพ แสง สี ดนตรีประกอบหลายจุดยังช่วยดึงอารมณ์ของหนังเอาไว้ไม่ให้หม่นจนเกินไป แต่ในอีกมุมหนึ่งแสงสีเสียงเหล่านี้ก็เป็นตัวสะท้อนให้เห็นความผิดปกติในใจและอารมณ์ของ Arther Fleck ในช่วงเวลานั้น ๆ ของหนังได้อย่างทรงพลังเช่นกัน
Jokerในครั้งนี้ ไม่น่าขนลุกหวาดกลัวเหมือน Joker ของ Heath Ledger แต่เป็น Joker ที่พาให้เราลุ้นไปกับตัวละครและต้องตื่นเต้นไปกับหนังว่า Arther จะทำอะไรต่อไปโดยที่เราคาดเดาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งหากถามว่าหนังเรื่องนี้ดีไหม สำหรับผมแล้วถือว่า Joker (2019) ดีทีเดียว การดำเนินเรื่องที่ไม่สลับซับซ้อนมากนัก สัญญะต่าง ๆ ที่แฝงไว้ในหนังก็ตีความได้ไม่ยากจนเกินไป เนื้อเรื่องค่อนข้างมีเหตุมีผลรองรับในทุกการกระทำของตัวละคร มีกระทั่งตะกอนให้เราตีความว่าอาการป่วยทางจิตตั้งแต่แรกของ Arther น่าจะมาจากเรื่องอะไร
และที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือการแสดงชั้นครูของ Joaquin Phoenix ซึ่งทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่า Arther กำลังทุกทรมานจากโซ่ตรวนทางสังคมที่รัดตรึงจิตใจของเขาอยู่ตลอดเวลา สายตาที่เจ็บปวดเมื่อยามแย้มยิ้ม เสียงหัวเราะที่แฝงด้วยความเศร้าสลดจนแม้ในโรงพากย์ไทยก็ยังต้องคงเสียงหัวเราะต้นฉบับเอาไว้เพราะคงยากที่จะหานักพากษ์คนใดเลียนแบบให้ทรงพลังเช่นที่ Joaquin Phoenix ทำเอาไว้ได้ เรียกว่าแค่ตีตั๋วมาชมการแสดงของ Joaquin Phoenix ก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้มแล้ว
แต่ด้วยตัวหนังที่ดำเนินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่สุดไปทางใดทางหนึ่งและไม่ได้หวือหวาก็อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ชอบหนังตื่นเต้นบู๊ล้างผลาญหรือหนังที่ลุ้นตลอดเวลาเท่าไหร่นัก
ส่วนเรื่องผู้มีอาการทางจิตนั้น ด้วยตัวภรรยาของผมก็เคยเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าเช่นกัน เรามีความเห็นตรงกันว่าหากยังไม่หายป่วยดี หรือยังรับการเห็นคนถูก Bully ถูกสังคมกดทับทำร้ายจิตใจคนคนหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์คล้าย ๆ ตัวเองไม่ได้แนะนำให้หลีกเลี่ยง เพราะทีมงานและนักแสดงทำการบ้านเรื่องผู้ป่วยทางจิตมาได้ดีเหลือเกิน ดีจนแม้แต่คนปกติยังอินและถูกกลืนเข้าไปกับตัวละครได้อย่างง่ายดาย ผู้ที่ยังอ่อนไหวอยู่อาจเกิดความรู้สึกติดค้างรุนแรงหลังออกจากโรงได้ครับ
สำหรับคะแนนนั้นผมคงไม่สามารถชี้วัดและให้คะแนนกับหนังเรื่องใดใดได้ เพราะหนังแต่ละเรื่องล้วนมีจุดประสงค์ มีหน้าที่ของมันอยู่ในตัว
ทุกวันนี้คนพูดถึง Joker กันเท่าบ้านทั่วเมือง ภาพความฟอนเฟะของผู้คนใน Gotham ได้กระตุกต่อมคิดให้คนจำนวนมากตั้งคำถามกับสังคมที่ตัวเองอยู่ ปลุกกระแสการ Bully ผู้อื่นขึ้นมาอีกครั้ง นั่นถือว่า Joker ประสบความสำเร็จในตัวของมันเองอย่างยอดเยี่ยมแล้ว
ส่วนสำหรับผม Joker กำลังตั้งคำถามกับเราว่ากำลังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างอาชญากรให้โลกหรือไม่ เราเคย bully ทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจ ผลักไสใครสักคนออกจากสังคมหรือเปล่า เคยตัดสินใครว่าไร้ประโยชน์ เป็นบ้า หรือเลวทรามโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยไหม เรากำลังเป็นจุดจุดหนึ่งที่ป้ายสีดำและพ่นพิษอ่อน ๆ ลงในสังคมให้อาการที่โคม่าอยู่แล้วให้ทรุดลงไปอีกหรือเปล่า
ถ้าหากใช่คำพิพากษาที่เราเคยพิมพ์ลงในช่องคอมเมนต์ของข่าวอาชญากรรมว่า “เลว” “รกโลก” หรือ “สมควรตาย” ก็อาจเป็นความรับผิดชอบของเราด้วยก็เป็นได้ครับ
ปล. หากมีคำพูดหรือข้อความใดผิดพลาดไปก็ขออภัยเป็นอย่างยิ่งครับ
ปล. 2 วันที่ไปผมไปดูโรงหนัง sf ที่ robinson จันทบุรี ช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี พบเด็กนักเรียนจำนวนมากเข้าชมอยู่ด้วย จึงอยากขอให้ทางโรงหนังเข้มงวดเรื่องการตรวจบัตรมากกว่านี้ เพราะ Joker เป็นหนังในเรต R ครับ
[CR]รีวิว Joker จากใจคนอยู่ร่วมกับผู้ป่วยซึมเศร้าซึ่งความเห็นไม่ตรงกับสำนักรีวิวหนังเท่าไหร่นัก
ขอออกตัวก่อนนะครับว่าผมไม่ใช่นักวิจารณ์ นักรีวิว แม้แค่คำว่านักชมภาพยนตร์ก็ไม่เฉียดเข้าใกล้สิ่งที่ผมเป็นเท่าไหร่นัก ผมมีโอกาสได้ดูหนังน้อยมาก ๆ แค่ปีละเรื่องสองเรื่องเท่านั้น และครั้งนี้ด้วยความบังเอิญเปิดไปเจอโปรซื้อตั๋วหนังคืนเงิน 100% ของแอปลิเคชันกระเป๋าตังออนไลน์เจ้าหนึ่งจึงได้มีโอกาสพาภรรยาเข้าโรงหนังอีกครั้ง
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นคือเพจและช่องYoutube หนังให้คะแนน Joker กันถล่มทลาย รีวิวจำนวนมากที่บอกว่า หม่นที่สุด ดาร์กที่สุด หดหู่ที่สุด บ้าคลั่งที่สุด ดิ่งสุด ๆ บ้าสุด ๆ ซึ่งในมุมมองของผมเองกลับมองว่าผิดไปจากที่ตัวเองได้ดูอยู่ค่อนข้างมาก และความคิดเห็นจากเพจเหล่านี้ที่ปูความรู้สึกคนอ่านมาก่อน ได้ทำให้หลาย ๆ คนพกพาความคาดหวังมากมายเข้าโรงหนังก่อนจะกลับออกมาด้วยความผิดหวังอยู่หลายท่าน
วันนี้ผมจึงอยากจะเขียนรีวิวJokerในแบบของตัว แบบของคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาที่มีภาวะซึมเศร้าให้ได้อ่านกัน
(หากผิดพลาดหรือไม่ตรงกับหลักการรีวิวใดใดก็ขออภัยอย่างยิ่งครับ)
บนโลกนี้คนคู่ควรนั้นย่อมจะได้รับสิ่งที่คู่ควร
ความกล้าหาญและเมตตาของผู้กล้านั้นคู่ควรกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทรงฤทธานุภาพ
ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ก็ย่อมคู่ควรกับชื่อเสียงและการเคารพสรรเสริญชั่วกาลนาน
แต่กับเมืองที่ถูกกัดกินด้วยภาครัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ ความเหลื่อมล้ำที่ถ่างชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองสองกลุ่มให้กลายเป็นนรกบนฟ้าและสวรรค์บนดิน เมืองคนบาปที่เสื่อมทรามเช่น Gotham เล่าจะมีสิ่งใดคู่ควรหากไม่ใช่ปีศาจร้ายที่โหดเหี้ยมที่สุดที่ Gotham ค่อย ๆ ฟูมฟักให้เติบโตสยายปีกขึ้นมากับมือตัวเอง อาชญากรโรคจิตผู้ยินดีในการทรมานหัวใจของคนให้ตายทั้งเป็น วายร้ายคู่ปรับตลอดกาลของ Batman นามว่า Joker
หนัง Joker (2019) น่าจะเป็นหนังเดี่ยวครั้งแรกของอาชญากรตัวเอ้ผู้โด่งดังจาก DC Comic ซึ่งแตกต่างกับหนัง(ที่มี) Joker เรื่องอื่น ๆ ที่มักจะแสดงภาพความโหดเหี้ยม โรคจิต น่ากลัว ของวายร้ายอันดับ 1 แห่ง DC ออกมาให้เราได้เห็นกัน แต่Jokerในครั้งนี้กลับเลือกเล่าย้อนในช่วงที่เขายังเป็นพลเมืองชาว Gotham ธรรมดานามว่า Arther Fleck
ตัวหนังได้ทำให้เราเห็นความเลวร้ายของ Gotham ผ่านข่าวจากวิทยุ-โทรทัศน์ ภาพของเมืองในมุมต่าง คำพูดของตัวละคร และการดำเนินชีวิตของ Arther ที่มีอาการทางจิต (คาดว่าจะเป็นจิตเภท) และมีปัญหาด้านการหัวเราะที่ไม่สัมพันธ์กับอารมณ์ (คาดว่าจะเป็น PBA : Pseudobulbar Affect ซึ่งจะมีอาการหัวเราะทั้ง ๆ ที่ไม่มีเรื่องตลก เมื่อหัวเราะแล้วจะหัวเราะอย่างรุนแรงจนคุมไม่ได้)
ในการดำเนินเรื่อง หนังโฟกัสมาที่Arther Fleck เกือบ 100 % โดยค่อย ๆ พาเราไปเห็นพัฒนาการทางจิตของ Arther ที่แย่ลงเรื่อย ๆ จากการถูกคนใน Gotham ทำร้ายร่างกายและบีบคั้นจิตใจ ได้เห็นการพยายามยืนหยัดของตัวเอกและถูกทุบให้ล้มลงเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซึ่งต้องยอมรับว่าทีมงานทำการบ้านเรื่องความคิดของผู้มีอาการทางจิตมาได้อย่างดีเยี่ยม เพราะทุกคำที่ Arther ได้บันทึกลงในสมุด เช่น
“The worst part about having a mental illness is people expect you to behave as if you don’t - สิ่งที่แย่ที่สุดของการป่วยทางจิตคือผู้คนนั้นคาดหวังว่าเราจะทำตัวเหมือนไม่ได้ป่วย”
“I hope my death makes more cents than my life - ฉันว่าการตายของฉันน่าจะมีค่ามากกว่าการมีชีวิตอยู่เสียอีก”
ล้วนเป็นความคิดจริง ๆ ที่ผู้ป่วยทุกคนต้องเคยรู้สึก
นอกจากนี้สิ่งที่ Arther ต้องพบเจอทั้งการตีตรา การทำร้ายร่างกายและการถูกbully ล้วนเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เคยพบ ทำให้เราค่อย ๆ เข้าใจ เห็นใจและยอมรับในทุกการกระทำของ Arther ทีละน้อยแม้ว่าจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้เราคล้อยตามว่านี่คือสิ่งที่สังคมซึ่งกระทำกับคนคนหนึ่งไว้ควรได้รับอย่างสาสม
โดยหากตัดคำว่า Joker ออกไปแล้วความจริงหนังเรื่องนี้ก็คือหนังดราม่าสะท้อนสังคม และชีวประวัติของอาชญากรผู้ป่วยทางจิตที่ค่อย ๆ พาเราไปทำความเข้าใจกับเหตุผลของการกลายเป็นคนร้ายของเขานั่นเอง
ฉะนั้นใครที่หวังจะได้ดูหนัง Superhero บู๊ดุเดือดอย่างหนัง Marvel หรือคาดหวังการก่ออาชญากรรมรุนแรง บ้าคลั่งอย่างที่เพจต่าง ๆ รีวิวนั้นอาจต้องผิดหวังพอสมควร เพราะหนังแม้จะมีความบ้าคลั่งบ้างแต่ก็เป็นช่วงท้าย ๆ และไม่ได้บ้าคลั่งอย่างหนักถึงขนาดที่สำนักรีวิวต่าง ๆ ใส่อารมณ์กันจนรู้สึกเหมือนเราจะได้ไปดู The Purge กันขนาดนั้น
ในด้านความหดหู่ หรือดิ่งลึก Joker (2019) ก็ไม่ได้หดหู่ หรือดิ่งอย่างรุนแรงเหมือนการดู The Mist หรือ Devilman สำหรับบางคนที่อ่อนไหวอาจมีอารมณ์ที่ติดค้างออกมาบ้างแต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน สำหรับตัวผมเองความหดหู่ที่เกิดขึ้นนั้นจากความเศร้า ความเห็นอกเห็นใจ สะท้อนใจจากเหตุการณ์ในเรื่องหลายจุดตรงกับชีวิตจริงและสภาพบ้านเมืองมากกว่า
ส่วนถ้าพูดถึงความมืดหม่นสำหรับผมแล้วเมื่อเทียบกับ Batman ของ Noland หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้หม่นจนสุดทาง แต่กลับพาเราไปในแนวอึดอัด สงสาร และสะใจกับการกระทำของ Arther เสียมากกว่า นอกจากนี้ภาพ แสง สี ดนตรีประกอบหลายจุดยังช่วยดึงอารมณ์ของหนังเอาไว้ไม่ให้หม่นจนเกินไป แต่ในอีกมุมหนึ่งแสงสีเสียงเหล่านี้ก็เป็นตัวสะท้อนให้เห็นความผิดปกติในใจและอารมณ์ของ Arther Fleck ในช่วงเวลานั้น ๆ ของหนังได้อย่างทรงพลังเช่นกัน
Jokerในครั้งนี้ ไม่น่าขนลุกหวาดกลัวเหมือน Joker ของ Heath Ledger แต่เป็น Joker ที่พาให้เราลุ้นไปกับตัวละครและต้องตื่นเต้นไปกับหนังว่า Arther จะทำอะไรต่อไปโดยที่เราคาดเดาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งหากถามว่าหนังเรื่องนี้ดีไหม สำหรับผมแล้วถือว่า Joker (2019) ดีทีเดียว การดำเนินเรื่องที่ไม่สลับซับซ้อนมากนัก สัญญะต่าง ๆ ที่แฝงไว้ในหนังก็ตีความได้ไม่ยากจนเกินไป เนื้อเรื่องค่อนข้างมีเหตุมีผลรองรับในทุกการกระทำของตัวละคร มีกระทั่งตะกอนให้เราตีความว่าอาการป่วยทางจิตตั้งแต่แรกของ Arther น่าจะมาจากเรื่องอะไร
และที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือการแสดงชั้นครูของ Joaquin Phoenix ซึ่งทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่า Arther กำลังทุกทรมานจากโซ่ตรวนทางสังคมที่รัดตรึงจิตใจของเขาอยู่ตลอดเวลา สายตาที่เจ็บปวดเมื่อยามแย้มยิ้ม เสียงหัวเราะที่แฝงด้วยความเศร้าสลดจนแม้ในโรงพากย์ไทยก็ยังต้องคงเสียงหัวเราะต้นฉบับเอาไว้เพราะคงยากที่จะหานักพากษ์คนใดเลียนแบบให้ทรงพลังเช่นที่ Joaquin Phoenix ทำเอาไว้ได้ เรียกว่าแค่ตีตั๋วมาชมการแสดงของ Joaquin Phoenix ก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้มแล้ว
แต่ด้วยตัวหนังที่ดำเนินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่สุดไปทางใดทางหนึ่งและไม่ได้หวือหวาก็อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ชอบหนังตื่นเต้นบู๊ล้างผลาญหรือหนังที่ลุ้นตลอดเวลาเท่าไหร่นัก
ส่วนเรื่องผู้มีอาการทางจิตนั้น ด้วยตัวภรรยาของผมก็เคยเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าเช่นกัน เรามีความเห็นตรงกันว่าหากยังไม่หายป่วยดี หรือยังรับการเห็นคนถูก Bully ถูกสังคมกดทับทำร้ายจิตใจคนคนหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์คล้าย ๆ ตัวเองไม่ได้แนะนำให้หลีกเลี่ยง เพราะทีมงานและนักแสดงทำการบ้านเรื่องผู้ป่วยทางจิตมาได้ดีเหลือเกิน ดีจนแม้แต่คนปกติยังอินและถูกกลืนเข้าไปกับตัวละครได้อย่างง่ายดาย ผู้ที่ยังอ่อนไหวอยู่อาจเกิดความรู้สึกติดค้างรุนแรงหลังออกจากโรงได้ครับ
สำหรับคะแนนนั้นผมคงไม่สามารถชี้วัดและให้คะแนนกับหนังเรื่องใดใดได้ เพราะหนังแต่ละเรื่องล้วนมีจุดประสงค์ มีหน้าที่ของมันอยู่ในตัว
ทุกวันนี้คนพูดถึง Joker กันเท่าบ้านทั่วเมือง ภาพความฟอนเฟะของผู้คนใน Gotham ได้กระตุกต่อมคิดให้คนจำนวนมากตั้งคำถามกับสังคมที่ตัวเองอยู่ ปลุกกระแสการ Bully ผู้อื่นขึ้นมาอีกครั้ง นั่นถือว่า Joker ประสบความสำเร็จในตัวของมันเองอย่างยอดเยี่ยมแล้ว
ส่วนสำหรับผม Joker กำลังตั้งคำถามกับเราว่ากำลังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างอาชญากรให้โลกหรือไม่ เราเคย bully ทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจ ผลักไสใครสักคนออกจากสังคมหรือเปล่า เคยตัดสินใครว่าไร้ประโยชน์ เป็นบ้า หรือเลวทรามโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยไหม เรากำลังเป็นจุดจุดหนึ่งที่ป้ายสีดำและพ่นพิษอ่อน ๆ ลงในสังคมให้อาการที่โคม่าอยู่แล้วให้ทรุดลงไปอีกหรือเปล่า
ถ้าหากใช่คำพิพากษาที่เราเคยพิมพ์ลงในช่องคอมเมนต์ของข่าวอาชญากรรมว่า “เลว” “รกโลก” หรือ “สมควรตาย” ก็อาจเป็นความรับผิดชอบของเราด้วยก็เป็นได้ครับ
ปล. หากมีคำพูดหรือข้อความใดผิดพลาดไปก็ขออภัยเป็นอย่างยิ่งครับ
ปล. 2 วันที่ไปผมไปดูโรงหนัง sf ที่ robinson จันทบุรี ช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี พบเด็กนักเรียนจำนวนมากเข้าชมอยู่ด้วย จึงอยากขอให้ทางโรงหนังเข้มงวดเรื่องการตรวจบัตรมากกว่านี้ เพราะ Joker เป็นหนังในเรต R ครับ