สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
กรรมประเภทที่ ๓ เวลาแห่งการให้ผลของกรรม
https://pantip.com/topic/36524271/comment1
การระบุเวลาของการที่จะให้ผลของกรรมนั้น แบ่งเป็น ๔ ช่วงคือ
๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ให้ผลในชาตินี้
๒. อุปปัชชเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ส่งผลในชาติหน้า
๓. อปราปรเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ส่งผลในชาติหน้าต่อๆไป
๔. อโหสิกรรม เป็นกรรมที่มีอยู่แต่ไม่สามารถส่งผลให้เจ้าของกรรมได้
(บางส่วน)
๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เป็นกรรมที่จะส่งผลให้เจ้าของได้รับในชาตินี้ จะมีลักษณะของการให้ตามเวลาอีก ๒ อย่าง คือ ให้ผลใน ๗ วัน และหลังจาก ๗ วันจนกระทั่งตาย
๑. วัตถุสัมปทา ปฏิคาหก หมายถึงผู้รับอันมีคุณธรรม อันประเสริฐยิ่ง เช่น พระอนาคามี หรือพระอรหันตบุคคล
๒. ปัจจยสัมปทา สิ่งของถวายนั้นต้องได้มาด้วยความบริสุทธิ์
๓. เจตนาสัมปทา ผู้ถวายต้องประกอบด้วยเจตนาอันแรงกล้า ๓ กาล คือ( ก่อน - กำลัง - ภายหลัง )
๔. คุณาติเรกสัมปทา พระอริยบุคคลนั้นเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ
*********************************************************
ทานที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก
http://84000.org/tipitaka/book/bookpn01.html#1
๗. บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ให้ทานเพราะเหตุที่กล่าวแล้วทั้ง ๖ อย่างข้างต้นนั้น แต่ให้
ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต คือให้ทานนั้นเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจหมดจดจากกิเลสด้วยอำนาจของ
สมถะและวิปัสสนา จนได้ฌานและบรรลุ จนได้ฌานและบรรลุเป็นพระอนาคามีบุคคล ตายแล้วได้ไปเกิดใน
พรหมโลก เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่ในพรหมโลกแล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมาเกิด
ในโลกนี้อีก คือปรินิพพานในพรหมโลกนั้นเอง ทานชนิดนี้เป็นทานที่มีผลมาก และมีอานิสงส์มาก
สรุปรวมความว่า ทานชนิดใดก็ตาม เป็นปัจจัยให้ต้องเกิดอีก ทานชนิดนั้นแม้มีผลมาก ได้เกิด
ที่ดีมีความสุขอันเป็นทิพย์ แต่ทานนั้นก็ไม่มีอานิสงส์มาก เพราะไม่สามารถจะทำให้หมดจดจากกิเลสได้
ส่วนทานชนิดใดเป็นปัจจัยให้ไม่ต้องเกิดอีก ทานชนิดนั้นชื่อว่ามีผลมากด้วย มีอานิสงส์
มากด้วย เพราะทำให้หมดจดจากกิเลส
ฉะนั้นคำว่า "อานิสงส์มาก" ในที่นี้ จึงหมายถึงการหมดจดจากกิเลสทั้งปวง ไม่ต้องเกิดอีก
https://pantip.com/topic/36524271/comment1
การระบุเวลาของการที่จะให้ผลของกรรมนั้น แบ่งเป็น ๔ ช่วงคือ
๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ให้ผลในชาตินี้
๒. อุปปัชชเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ส่งผลในชาติหน้า
๓. อปราปรเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ส่งผลในชาติหน้าต่อๆไป
๔. อโหสิกรรม เป็นกรรมที่มีอยู่แต่ไม่สามารถส่งผลให้เจ้าของกรรมได้
(บางส่วน)
๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เป็นกรรมที่จะส่งผลให้เจ้าของได้รับในชาตินี้ จะมีลักษณะของการให้ตามเวลาอีก ๒ อย่าง คือ ให้ผลใน ๗ วัน และหลังจาก ๗ วันจนกระทั่งตาย
๑. วัตถุสัมปทา ปฏิคาหก หมายถึงผู้รับอันมีคุณธรรม อันประเสริฐยิ่ง เช่น พระอนาคามี หรือพระอรหันตบุคคล
๒. ปัจจยสัมปทา สิ่งของถวายนั้นต้องได้มาด้วยความบริสุทธิ์
๓. เจตนาสัมปทา ผู้ถวายต้องประกอบด้วยเจตนาอันแรงกล้า ๓ กาล คือ( ก่อน - กำลัง - ภายหลัง )
๔. คุณาติเรกสัมปทา พระอริยบุคคลนั้นเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ
*********************************************************
ทานที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก
http://84000.org/tipitaka/book/bookpn01.html#1
๗. บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ให้ทานเพราะเหตุที่กล่าวแล้วทั้ง ๖ อย่างข้างต้นนั้น แต่ให้
ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต คือให้ทานนั้นเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจหมดจดจากกิเลสด้วยอำนาจของ
สมถะและวิปัสสนา จนได้ฌานและบรรลุ จนได้ฌานและบรรลุเป็นพระอนาคามีบุคคล ตายแล้วได้ไปเกิดใน
พรหมโลก เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่ในพรหมโลกแล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมาเกิด
ในโลกนี้อีก คือปรินิพพานในพรหมโลกนั้นเอง ทานชนิดนี้เป็นทานที่มีผลมาก และมีอานิสงส์มาก
สรุปรวมความว่า ทานชนิดใดก็ตาม เป็นปัจจัยให้ต้องเกิดอีก ทานชนิดนั้นแม้มีผลมาก ได้เกิด
ที่ดีมีความสุขอันเป็นทิพย์ แต่ทานนั้นก็ไม่มีอานิสงส์มาก เพราะไม่สามารถจะทำให้หมดจดจากกิเลสได้
ส่วนทานชนิดใดเป็นปัจจัยให้ไม่ต้องเกิดอีก ทานชนิดนั้นชื่อว่ามีผลมากด้วย มีอานิสงส์
มากด้วย เพราะทำให้หมดจดจากกิเลส
ฉะนั้นคำว่า "อานิสงส์มาก" ในที่นี้ จึงหมายถึงการหมดจดจากกิเลสทั้งปวง ไม่ต้องเกิดอีก
ความคิดเห็นที่ 3
มิลินทปัญหา (บางส่วน)
กุสลากุสลานัง พลวาพลวปัญหา ที่ ๗
พระนาคเสนผู้ปรีชาแก้ว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมโลกนาถมีพระชนม์อยู่นั้น บุคคล
กระทำกุศลได้ผลเห็นทันตามีอยู่ ๖ คน ปุณฺณโก ทาโส คือนายปุรณทาสคน ๑ ปุรณทาส
คนนี้ได้ถวายจังหันแก่พระสารีบุตรเถรเจ้า ก็ได้ที่เป็นพระปุณณกเศรษฐีในวันถวายจังหันนั้น ใช่
แต่เท่านั้น ยังมีอยู่อีก ๕ คน คือ มารดานายโคบาลคน ๑ สุปปิยาอุบาสิกาคน ๑ นางมัลลิกา
เทวีคน ๑ สมุนมาลาการคน ๑ เอกสาฎกพราหมณ์คน ๑ จึงเป็น ๕ คน ๕ คนนั้นกระทำกุศลได้
โภคสมบัติยศศักดิ์เห็นประจักษ์ เป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์ นะบพิตรพระราชสมภาร
กิร ดังจะรู้มา สตรีมารดานายโคบาลนั้นประกอบด้วยศรัทธา อตฺตโน เกสํ วิกฺกีณิตฺวา
เอาผมไปขายได้ทรัพย์ ๘ กหาปณะ แล้วเอาทรัพย์ ๘ กหาปณะนั้นไปซื้อจ่ายเป็นอาหาร
บิณฑบาตถวายพระมหากัจจายนเถรเจ้า ก็ได้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์ได้เป็นอัครมเหสี
ของพระเจ้าอุเทนในวันที่ถวายจังหันนั้น นางสุปปิยาอุบาสิกนั้นเถือเนื้อขาของตนเอง แกงถวาย
แก่พระภิกษุไข้ ก็ได้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์ รุ่งขึ้นวันเป็นคำรบสองบาดแผลที่เชือดนั้นหาย
สนิทหารอยมิได้ นางมัลลิกานั้นได้ถวายขนมถั่วก้อนหนึ่ง แก่สมเด็จพระภควันตบพิตรพุทธเจ้า
ก็ได้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์เป็นประจักษ์ คือได้เป็นอัครมเหสีสมเด็จพระเจ้าโกศลในวันถวายทาน
นั้น สุมนมาลากาโร อันว่านายสุมนมาลาการนั้นเล่าถวายดอกมะลิ ๘ กำมือโปรยปราบบูชา
สมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาจารย์เจ้า ก็ได้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์เห็นประจักษ์ คือได้สมบัติ
เป็นอันมากเป็นของพระราชทาน เอกสาฎกพราหมณ์นั้น มีผ้าห่มผืนเดียวเอาผ้าห่มผืนเดียว
นั้นบูชาสมเด็จพระภควันตบพิตรเจ้าเสีย ก็ได้ของสิ่งละแปดๆ ในวันถวายผ้าสาฎกนั้น นี่แหละ
คนกระทำการกุศลครั้งศาสนาพระสัพพัญญูเจ้าได้ผลเห็นประจักษ์มีเท่านี้ รวม ๖ คนด้วยกัน
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสว่า ภนฺเต นาคเสน ข้า
แต่พระนาคเสนผู้ปรีชา ในศาสนาของสมเด็จพระพุทธเจ้าของเรานี้ มีคนทำกุศลได้ผลเห็นทันตา
๖ คนเท่านั้นดอกหรือ พระผู้เป็นเจ้า
พระนาคเสนจึงมีเถรวาจาว่า มหาราช ขอถวายพระพร มี ๖ คนเท่านี้แหละ พระราช-
สมภาร
http://84000.org/tipitaka/milin/milin.php?i=171
กุสลากุสลานัง พลวาพลวปัญหา ที่ ๗
พระนาคเสนผู้ปรีชาแก้ว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมโลกนาถมีพระชนม์อยู่นั้น บุคคล
กระทำกุศลได้ผลเห็นทันตามีอยู่ ๖ คน ปุณฺณโก ทาโส คือนายปุรณทาสคน ๑ ปุรณทาส
คนนี้ได้ถวายจังหันแก่พระสารีบุตรเถรเจ้า ก็ได้ที่เป็นพระปุณณกเศรษฐีในวันถวายจังหันนั้น ใช่
แต่เท่านั้น ยังมีอยู่อีก ๕ คน คือ มารดานายโคบาลคน ๑ สุปปิยาอุบาสิกาคน ๑ นางมัลลิกา
เทวีคน ๑ สมุนมาลาการคน ๑ เอกสาฎกพราหมณ์คน ๑ จึงเป็น ๕ คน ๕ คนนั้นกระทำกุศลได้
โภคสมบัติยศศักดิ์เห็นประจักษ์ เป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์ นะบพิตรพระราชสมภาร
กิร ดังจะรู้มา สตรีมารดานายโคบาลนั้นประกอบด้วยศรัทธา อตฺตโน เกสํ วิกฺกีณิตฺวา
เอาผมไปขายได้ทรัพย์ ๘ กหาปณะ แล้วเอาทรัพย์ ๘ กหาปณะนั้นไปซื้อจ่ายเป็นอาหาร
บิณฑบาตถวายพระมหากัจจายนเถรเจ้า ก็ได้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์ได้เป็นอัครมเหสี
ของพระเจ้าอุเทนในวันที่ถวายจังหันนั้น นางสุปปิยาอุบาสิกนั้นเถือเนื้อขาของตนเอง แกงถวาย
แก่พระภิกษุไข้ ก็ได้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์ รุ่งขึ้นวันเป็นคำรบสองบาดแผลที่เชือดนั้นหาย
สนิทหารอยมิได้ นางมัลลิกานั้นได้ถวายขนมถั่วก้อนหนึ่ง แก่สมเด็จพระภควันตบพิตรพุทธเจ้า
ก็ได้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์เป็นประจักษ์ คือได้เป็นอัครมเหสีสมเด็จพระเจ้าโกศลในวันถวายทาน
นั้น สุมนมาลากาโร อันว่านายสุมนมาลาการนั้นเล่าถวายดอกมะลิ ๘ กำมือโปรยปราบบูชา
สมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาจารย์เจ้า ก็ได้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์เห็นประจักษ์ คือได้สมบัติ
เป็นอันมากเป็นของพระราชทาน เอกสาฎกพราหมณ์นั้น มีผ้าห่มผืนเดียวเอาผ้าห่มผืนเดียว
นั้นบูชาสมเด็จพระภควันตบพิตรเจ้าเสีย ก็ได้ของสิ่งละแปดๆ ในวันถวายผ้าสาฎกนั้น นี่แหละ
คนกระทำการกุศลครั้งศาสนาพระสัพพัญญูเจ้าได้ผลเห็นประจักษ์มีเท่านี้ รวม ๖ คนด้วยกัน
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี มีพระราชโองการตรัสว่า ภนฺเต นาคเสน ข้า
แต่พระนาคเสนผู้ปรีชา ในศาสนาของสมเด็จพระพุทธเจ้าของเรานี้ มีคนทำกุศลได้ผลเห็นทันตา
๖ คนเท่านั้นดอกหรือ พระผู้เป็นเจ้า
พระนาคเสนจึงมีเถรวาจาว่า มหาราช ขอถวายพระพร มี ๖ คนเท่านี้แหละ พระราช-
สมภาร
http://84000.org/tipitaka/milin/milin.php?i=171
แสดงความคิดเห็น
ทำบุญแบบไหน จึงจะรวยทันใจ ?