การเน้นนักเตะที่ก้าวขึ้นมาจากอคาเดมี่สโมสร รวมทั้งนักเตะจากสหราชอาณาจักร มาเป็นแกนหลักของทีมนั้น...มันอาจจะได้ในเรื่อง ใจ
..ใจ ที่ทุ่มเทให้กับสโมสร ใส่เต็มร้อย ไม่งอแงถ้าไม่ได้ลงตัวจริง พร้อมจะเชื่อฟังและทำตาม มีใจกระหายความสำเร็จตอบแทนสโมสรที่ฟูมฟักมา...
...เมื่อก่อน ยุคสมัยเซอร์อเล็กซ์ อาจเป็นเช่นนั้น แต่ปัจจุบัน เด็กมีอีโก้มาก คิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองเจ๋ง ทั้งที่ฝีเท้าไม่ได้ครึ่งของที่ตัวเองมโน...
...ผจก ทีมก็ดันมองไม่ออก...
..ใจได้ แต่ คุณภาพฝีเท้าไม่ถึงระดับ มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น...ยกตัวอย่างเทียบเคียง สมัยผมทำงานบริษัทเป็นหัวหน้างาน มีลูกน้องจบใหม่เข้ามา ผลการเรียนที่จบมาดี สถาบันแนวหน้า พ่อแม่เป็นคนเก่าแก่ของบริษัท เข้าออกบริษัทกับพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กๆ...ไม่ต้องสงสัยเรื่องใจ..ใจมีให้องค์กรเต็มร้อยมาก..ขยัน มาเข้างานก่อนเวลาและกลับหลังสุดระดับต้นๆของฝ่าย ช่วยเหลืองานทุกอย่างดี กระตือรือล้นมาก...แต่งานที่ทำ ผลงานที่ออกมา ซึ่งวัดกันเป็นรายได้และกำไร ที่สำคัญคือความผิดพลาดในการทำงาน ทั้งหมดนี้น้องเขาด้อยว่าทุกคน พยายามเข็นพยายามช่วยก็ไม่ไหว เพราะน้องไม่เหมาะกับงานนี้จริงๆ หัวหน้าใหญ่ไม่ให้ผ่านโปร โดยให้เหตุผลเปรียบเปรยว่า..ถ้างานคือ กรรมกร น้องเยี่ยมมาก แต่งานของฝ่ายเปรียบเสมือน สถาปนิกวิศวะกรผู้ออกแบบ ควบคุมการก่อสร้างตึกระฟ้า..ดังนั้นในเชิงความสามารถ คุณภาพ น้องไม่ผ่านที่จะทำงานนี้...
...ฟังคำสัมภาษณ์โซลชาทุกครั้งก็จะมีแต่ว่า...นักเตะทุ่มเทพยายามอย่างเต็มที่ เล่นกันได้ดีแล้ว ทีมบุกได้มากกว่า ครองบอลมากกว่า มีโอกาสมากกว่า เพียงแต่พลาดโอกาสในการทำประตูที่ควรได้..กองหลังพลาดครั้งเดียวก็เสียประตู...
..ซึ่งมันเป็นมาหลายนัดแล้ว และก็ยังมีแนวโน้มจะเป็นอย่างนี้ต่อไป...หากยังฝังหัวในความคิดเดิมๆ ไม่หันมามองว่า..นักเตะที่ส่งลงไป..คุณภาพมันได้ไหม...
...จับบอลลั่น ส่งบอลผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า กองหน้ามีแต่พวกเล่นรูปแบบเดียวคาดเดาได้ง่าย...เล่นกับนิวคาสเซิ่ล ทำให้ทีมระดับนิวคาสเซิ่ล ดูดีมีระดับ มีคลาสยังกะทีมท๊อปโฟร์ได้เลย...
ถ้าโซลชา ยังฝังหัวแต่ความคิดแบบนี้ ผมว่า...ที่เกิดขึ้นกับ คาร์ดิฟฟ์ สมัยนั้น อาจจะหวนกลับมา...
แค่ใจอย่างเดียวมันไม่พอ ถ้าคุณภาพไม่ถึง...หวังว่า โซลชาคงจะคิดได้โดยเร็วนะ
..ใจ ที่ทุ่มเทให้กับสโมสร ใส่เต็มร้อย ไม่งอแงถ้าไม่ได้ลงตัวจริง พร้อมจะเชื่อฟังและทำตาม มีใจกระหายความสำเร็จตอบแทนสโมสรที่ฟูมฟักมา...
...เมื่อก่อน ยุคสมัยเซอร์อเล็กซ์ อาจเป็นเช่นนั้น แต่ปัจจุบัน เด็กมีอีโก้มาก คิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองเจ๋ง ทั้งที่ฝีเท้าไม่ได้ครึ่งของที่ตัวเองมโน...
...ผจก ทีมก็ดันมองไม่ออก...
..ใจได้ แต่ คุณภาพฝีเท้าไม่ถึงระดับ มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น...ยกตัวอย่างเทียบเคียง สมัยผมทำงานบริษัทเป็นหัวหน้างาน มีลูกน้องจบใหม่เข้ามา ผลการเรียนที่จบมาดี สถาบันแนวหน้า พ่อแม่เป็นคนเก่าแก่ของบริษัท เข้าออกบริษัทกับพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กๆ...ไม่ต้องสงสัยเรื่องใจ..ใจมีให้องค์กรเต็มร้อยมาก..ขยัน มาเข้างานก่อนเวลาและกลับหลังสุดระดับต้นๆของฝ่าย ช่วยเหลืองานทุกอย่างดี กระตือรือล้นมาก...แต่งานที่ทำ ผลงานที่ออกมา ซึ่งวัดกันเป็นรายได้และกำไร ที่สำคัญคือความผิดพลาดในการทำงาน ทั้งหมดนี้น้องเขาด้อยว่าทุกคน พยายามเข็นพยายามช่วยก็ไม่ไหว เพราะน้องไม่เหมาะกับงานนี้จริงๆ หัวหน้าใหญ่ไม่ให้ผ่านโปร โดยให้เหตุผลเปรียบเปรยว่า..ถ้างานคือ กรรมกร น้องเยี่ยมมาก แต่งานของฝ่ายเปรียบเสมือน สถาปนิกวิศวะกรผู้ออกแบบ ควบคุมการก่อสร้างตึกระฟ้า..ดังนั้นในเชิงความสามารถ คุณภาพ น้องไม่ผ่านที่จะทำงานนี้...
...ฟังคำสัมภาษณ์โซลชาทุกครั้งก็จะมีแต่ว่า...นักเตะทุ่มเทพยายามอย่างเต็มที่ เล่นกันได้ดีแล้ว ทีมบุกได้มากกว่า ครองบอลมากกว่า มีโอกาสมากกว่า เพียงแต่พลาดโอกาสในการทำประตูที่ควรได้..กองหลังพลาดครั้งเดียวก็เสียประตู...
..ซึ่งมันเป็นมาหลายนัดแล้ว และก็ยังมีแนวโน้มจะเป็นอย่างนี้ต่อไป...หากยังฝังหัวในความคิดเดิมๆ ไม่หันมามองว่า..นักเตะที่ส่งลงไป..คุณภาพมันได้ไหม...
...จับบอลลั่น ส่งบอลผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า กองหน้ามีแต่พวกเล่นรูปแบบเดียวคาดเดาได้ง่าย...เล่นกับนิวคาสเซิ่ล ทำให้ทีมระดับนิวคาสเซิ่ล ดูดีมีระดับ มีคลาสยังกะทีมท๊อปโฟร์ได้เลย...
ถ้าโซลชา ยังฝังหัวแต่ความคิดแบบนี้ ผมว่า...ที่เกิดขึ้นกับ คาร์ดิฟฟ์ สมัยนั้น อาจจะหวนกลับมา...