แลกเปลี่ยนทัศนคติกันครับ * ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด*
ผมจบ IE มา ความถนัดด้าน การจัดการข้อมูลและการพัฒนาระบบโรงงาน (ตอนสหกิจ ผมกระตุ้น KPI ได้ถึง 23% ทำกำไร 2-3ล้านบาทต่อเดือน และสร้างเสถียรภาพต่อระบบการผลิตขององค์กรที่จะไปสู่การเติมโตได้เป็นอย่างมาก ในไตรมาสนั้นด้วยการจัดการข้อมูลที่มีประสทธิภาพ และจิตวิทยา NLP +ต้นทุนกระดาษไม่ถึง 100 บาท ต่อเดือน จนพี่ๆที่ทำงานชอบแซวว่าเราแกล้งจบช้า) ด้วยเกรดน้อยเราตกงานในสายวิชาชีพตั้งแต่จบเลยครับ โอกาสสัมภาษณ์งานน้อย ปฏิเสธงานโรงงานที่สหกิจศึกษา ปฏิเสธงานเงินเดือนหมื่นหก ผจก. ต่อรองผ่านโปรสี่เดือนขึ้นหมื่นแปด แต่จะเอาหมื่นแปดผ่านโปรสี่เดือนขึ้นสองหมื่น ด้วยเพราะมองโลกแง่ดีเกินไปอีโก้ทางความคิดสูง แถบมีจุดอ่อนเรื่องการสื่อสาร ขาดความมั่นใจในการพูด จนตอนนี้จะ 30 แล้ว งานที่ผ่าน
- รปภ. โรงงาน สบายดีไม่ค่อยมีไรให้คิดแต่อันตรายเสี่ยงภัย เงินน้อย เก็บได้เดือนละ 5พัน
- ทำเกษตร รายได้ดีเลย เก็บได้เดือนละ 8พัน ถึง 14พัน กำลังเติมโตได้ แต่ด้วยการที่เรายังไม่มีครอบครัว ขาดสังคม ทางบ้านกดดัน ภาวะโรคเครียด ซึมเศร้าเลยตามมา คิดว่าชีวิตตันๆ คงไม่ไหวแน่ๆ เลยตัดสินใจออกมาหางานทำ
- เซลล์ขายของ : วิ่งรถขายของกับหัวหน้าทีม 5คน ตามตลาดตามเพลนคนงานเขมร ตามบ้าน รายได้สุทธิหายไปเกินครึ่ง เหลือ 5พัน เงินเดือนเก็บ ดีที่มันทำให้เราได้เปิดโลกกับประสบการณ์มากมายในทักษะการพูดจูงใจ แต่สิ่งที่ไม่ชอบเลย คือ เราต้องเรียนรู้และใช้จิตวิทยาคุกคามเพื่อจะขายของให้เขา ทำได้เดือนเดียว เลยตัดสินใจเปลียนงานจากการทาบทามของอาจารย์ ให้เข้าไปทำงาน แนะแนวการศึกษาของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
- PR : พอได้สกิลเซลล์มาบ้าง โดยร่วมแล้วรากฐานของมหาวิทยาลัยดีเลย แต่?
ไม่ชอบระบบการทำงานของแผนกเลย มหาวิทยาลัยก็ดีๆ แต่ทำไมทำงานเหมือนกับกองโจร สอนปูทางให้เราไปปล๋อมเด็กมาสมัครเรียน เด็กบ้างคนก็หัวอ่อนน้อ บางคนเขาไม่ได้เหมาะกับสายนี้ มหาลัยนี้ เด็กที่ถูกหลอกมามันก็เสียความรู้สึก กะจิตกะใจ จะพัฒนาตัวเองคงไม่มีแล้ว รากฐานมหาลัยก็ค่อยๆเน่า ทั้งๆ ที่โครงสร้างก็ดีๆ มี Connection ส่วนใหญ่เน้นสายวิชาชีพที่เด็กไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งเกรดสวยเพราะหลักสูตร ม.ปลาย ไม่ได้ชี้วัดและแบ่งประเภทคุณลักษณะของเด็กบางกลุ่มได้ เช่น หลักสูตร จริต กิริยา การแสดงออก ทางอารมณ์ วิชาพวกนี้บอกเลยรายได้ดี ความก้าวหน้าในงานสูง
ความสามารถของเด็กไทยส่วนใหญ่ถนัดไปทางด้านปฏิบัติประสบการณ์ มากกว่า วิเคราะห์คำนวนที่คนสอนทะลุไปถึงดาวอังคารคนเรียนนั่งอยู่บ้านหนองอีแอบ แต่เด็กส่วนใหญ่ก็เลือกเรียนตามกระแสสังคมแค่อยากจะโชว์พาว ว่าฉันเรียนอะไรยากๆ จากมหาลัยดังๆ พ่อแม่บังคับครูชี้ทาง และก็มา จบลง ที่ ทำงานไปวันๆ ไม่เกิด Innovation เพราะไม่ได้เรียนรู้ถนัดจริง หรืออาจจะ ขาดความรับผิดชอบ ขาดศิลปะในการใช้ชีวิต สิ่งที่ตามมา ทำให้ประชากรว่างงานเยอะ ต่างจากสายวิชาชีพที่เน้นปฏิบัติการประสบการณ์สร้างการเรียนรู้ ให้พร้อมในการทำงาน
++++++++ ทำไมไม่โฟกัสเด็กที่จะมาเติมโตได้ดีกับเราที่นี้ ++++++ ซึ่งมันคงจะเป็นน่าที่ของคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนนั้นล่ะ ++++++
คำตอบ คือ มีแต่รุ่นสูงอายุแล้ว กลยุทธไม่ได้ตอบโจทย์ ยุค 4.0 และมันเริ่มจะออกอาการแล้ว กระทบอาจารย์ผู้สอนที่ต้องรับภาระมากขึ้น กับเด็กที่หมดใจ ทำให้ไม่สามารถผลิตคุณภาพเด็กคุณภาพออกไปอย่างที่ควรจะเป็น และสังคมมันก็จะสะท้อนกลับมาเองนั้นล่ะ
... การไม่ได้เห็นคุณค่าของคน จึงมองไม่เห็นหนทาง
...บางที่การรับผิดชอบต่อสังคม มันก็ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนดีซักเท่าไรหรอก แต่มันคือเทพวิชาที่จะพาเราไปสู่ชัยชนะได้อย่างหยั่งยืน
เข้าใจอยู่ว่ามันได้ยอดแต่มันทำรากฐานเสถียรภาพขององค์กรพัง มันยิ่งทำให้เราทำงานกันยากขึ้น เหมือนกับ กลื่นยาพิษลงคอปีต่อปี โดยหลงคิดว่ามันเป็นยารักษา น่าเสียดายรากฐานมหาวิทยาลัยที่ออกแบบโครงสร้างมาอยากดี เพื่อจะให้ยิ่งใหญ่ และเติมโตได้อย่างมั่นคงในยุค 4.0 แต่กลับก้าวเท้าลำบากเหมือนมีอะไรมาฉุดกระชากไว้ตลอด
จิตวิทยาคุกคามที่ไม่ชอบไม่ถนัดก็ต้องมาเจออีก คือเราเป็นคนที่มีปัญหาในเรื่องของการแสดงอารมณ์ความรู้สึก (พื้นฐานมาจากครอบครัว พ่อแม่ชอบสอนให้ลูกกลัวเชื่อฟังแล้วจะได้ดี พอเราคิดเห็นก็ว่าเราเถียง จนกลายเป็นคนอดกลั่นไม่กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด ติดเป็นนิสัย อดกลั่นอารมณ์ ความรู้สึก ที่จะพูดออกมา) เป็นคนคิดเยอะด้วยเลยมีปัญหาในการเรียบเรียงคำพูดไปด้วยเลย และด้วยการที่มันเป็นจุดอ่อนของเราอยู่แล้ว มันเลยทำให้เราไม่สามารถเรียนรู้งานได้ดีในการเป็นนักพูด แถบให้เราไปปล๋อม( ปล๋อม = คำหลอกลวงให้เกิดการจูงใจ) อีกยิ่งไม่เรียนรู้อะไรได้เลย
โดยพื้นฐาน NLP ผมร่างมาให้ผูกกับ value of spirite (มูลค่าทางจิตวิญญาณ) ที่มีพลังในการทำเกมยุค 4.0 ซึ่งมันอยู่คนล่ะฝั่งกับ จิตวิทยาคุกคาม(ปล๋อม)ที่อยู่ในระบบการทำงานมีฐานอำนาจที่เหนือกว่าจากคนเก่าๆ คือมันผิดธรรมชาติที่คนเราจะหันซ้าย-ขวาพร้อมกันได้ ศาสตร์แขนงนี้ผมสร้างขึ้นมาเพื่อ ชนะ การตลาดสร้างฝัน คำหลอกลวงให้เกิดการจูงใจ การพูดจูงใจที่ไม่เห็นคุณค่าของคน มันเลยยากที่เราจะยอมรับและนำไปใช้ได้
ด้วยการที่เราเป็น IE เรามองเห็นโครงสร้าง เห็นปัญหา เห็นทางแก้ แต่ติดที่จุดอ่อนขาดการเป็นนักพูด เลยทำให้อำนาจในการควบคุมระบบไม่มีเลย น่าเสียดาย แค่ทลายจุดนี้ได้ สร้างงานแนะแนวที่มีประสิทธิภาพสูง ผลักดันอนาคตของชาติที่พร้อมจะมาเติมโตกับเรา เป็นฟันเฟืองที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต
..มันผิดที่เราเองที่ไร้ความสามารถที่จะดันเกมขึ้น น่าเสียดาย ตอนนี้ท้อ . . . เอาไงดีกับชีวิต เงินเดือนก็น้อย อยากเปลี่ยนงานอีกใจก็อยากเข้าไปทำงานสายวิศวกร ประสบการณ์ 0 แต่คงยาก ในวัยจะ30 อีกใจก็อยากหาเงิน ทำเกษตร ค้าขายเพราะเรามี Innovation อยู่แล้ว
ปัญหา ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด
ผมจบ IE มา ความถนัดด้าน การจัดการข้อมูลและการพัฒนาระบบโรงงาน (ตอนสหกิจ ผมกระตุ้น KPI ได้ถึง 23% ทำกำไร 2-3ล้านบาทต่อเดือน และสร้างเสถียรภาพต่อระบบการผลิตขององค์กรที่จะไปสู่การเติมโตได้เป็นอย่างมาก ในไตรมาสนั้นด้วยการจัดการข้อมูลที่มีประสทธิภาพ และจิตวิทยา NLP +ต้นทุนกระดาษไม่ถึง 100 บาท ต่อเดือน จนพี่ๆที่ทำงานชอบแซวว่าเราแกล้งจบช้า) ด้วยเกรดน้อยเราตกงานในสายวิชาชีพตั้งแต่จบเลยครับ โอกาสสัมภาษณ์งานน้อย ปฏิเสธงานโรงงานที่สหกิจศึกษา ปฏิเสธงานเงินเดือนหมื่นหก ผจก. ต่อรองผ่านโปรสี่เดือนขึ้นหมื่นแปด แต่จะเอาหมื่นแปดผ่านโปรสี่เดือนขึ้นสองหมื่น ด้วยเพราะมองโลกแง่ดีเกินไปอีโก้ทางความคิดสูง แถบมีจุดอ่อนเรื่องการสื่อสาร ขาดความมั่นใจในการพูด จนตอนนี้จะ 30 แล้ว งานที่ผ่าน
- รปภ. โรงงาน สบายดีไม่ค่อยมีไรให้คิดแต่อันตรายเสี่ยงภัย เงินน้อย เก็บได้เดือนละ 5พัน
- ทำเกษตร รายได้ดีเลย เก็บได้เดือนละ 8พัน ถึง 14พัน กำลังเติมโตได้ แต่ด้วยการที่เรายังไม่มีครอบครัว ขาดสังคม ทางบ้านกดดัน ภาวะโรคเครียด ซึมเศร้าเลยตามมา คิดว่าชีวิตตันๆ คงไม่ไหวแน่ๆ เลยตัดสินใจออกมาหางานทำ
- เซลล์ขายของ : วิ่งรถขายของกับหัวหน้าทีม 5คน ตามตลาดตามเพลนคนงานเขมร ตามบ้าน รายได้สุทธิหายไปเกินครึ่ง เหลือ 5พัน เงินเดือนเก็บ ดีที่มันทำให้เราได้เปิดโลกกับประสบการณ์มากมายในทักษะการพูดจูงใจ แต่สิ่งที่ไม่ชอบเลย คือ เราต้องเรียนรู้และใช้จิตวิทยาคุกคามเพื่อจะขายของให้เขา ทำได้เดือนเดียว เลยตัดสินใจเปลียนงานจากการทาบทามของอาจารย์ ให้เข้าไปทำงาน แนะแนวการศึกษาของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
- PR : พอได้สกิลเซลล์มาบ้าง โดยร่วมแล้วรากฐานของมหาวิทยาลัยดีเลย แต่?
ไม่ชอบระบบการทำงานของแผนกเลย มหาวิทยาลัยก็ดีๆ แต่ทำไมทำงานเหมือนกับกองโจร สอนปูทางให้เราไปปล๋อมเด็กมาสมัครเรียน เด็กบ้างคนก็หัวอ่อนน้อ บางคนเขาไม่ได้เหมาะกับสายนี้ มหาลัยนี้ เด็กที่ถูกหลอกมามันก็เสียความรู้สึก กะจิตกะใจ จะพัฒนาตัวเองคงไม่มีแล้ว รากฐานมหาลัยก็ค่อยๆเน่า ทั้งๆ ที่โครงสร้างก็ดีๆ มี Connection ส่วนใหญ่เน้นสายวิชาชีพที่เด็กไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งเกรดสวยเพราะหลักสูตร ม.ปลาย ไม่ได้ชี้วัดและแบ่งประเภทคุณลักษณะของเด็กบางกลุ่มได้ เช่น หลักสูตร จริต กิริยา การแสดงออก ทางอารมณ์ วิชาพวกนี้บอกเลยรายได้ดี ความก้าวหน้าในงานสูง
ความสามารถของเด็กไทยส่วนใหญ่ถนัดไปทางด้านปฏิบัติประสบการณ์ มากกว่า วิเคราะห์คำนวนที่คนสอนทะลุไปถึงดาวอังคารคนเรียนนั่งอยู่บ้านหนองอีแอบ แต่เด็กส่วนใหญ่ก็เลือกเรียนตามกระแสสังคมแค่อยากจะโชว์พาว ว่าฉันเรียนอะไรยากๆ จากมหาลัยดังๆ พ่อแม่บังคับครูชี้ทาง และก็มา จบลง ที่ ทำงานไปวันๆ ไม่เกิด Innovation เพราะไม่ได้เรียนรู้ถนัดจริง หรืออาจจะ ขาดความรับผิดชอบ ขาดศิลปะในการใช้ชีวิต สิ่งที่ตามมา ทำให้ประชากรว่างงานเยอะ ต่างจากสายวิชาชีพที่เน้นปฏิบัติการประสบการณ์สร้างการเรียนรู้ ให้พร้อมในการทำงาน
++++++++ ทำไมไม่โฟกัสเด็กที่จะมาเติมโตได้ดีกับเราที่นี้ ++++++ ซึ่งมันคงจะเป็นน่าที่ของคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนนั้นล่ะ ++++++
คำตอบ คือ มีแต่รุ่นสูงอายุแล้ว กลยุทธไม่ได้ตอบโจทย์ ยุค 4.0 และมันเริ่มจะออกอาการแล้ว กระทบอาจารย์ผู้สอนที่ต้องรับภาระมากขึ้น กับเด็กที่หมดใจ ทำให้ไม่สามารถผลิตคุณภาพเด็กคุณภาพออกไปอย่างที่ควรจะเป็น และสังคมมันก็จะสะท้อนกลับมาเองนั้นล่ะ
... การไม่ได้เห็นคุณค่าของคน จึงมองไม่เห็นหนทาง
...บางที่การรับผิดชอบต่อสังคม มันก็ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนดีซักเท่าไรหรอก แต่มันคือเทพวิชาที่จะพาเราไปสู่ชัยชนะได้อย่างหยั่งยืน
เข้าใจอยู่ว่ามันได้ยอดแต่มันทำรากฐานเสถียรภาพขององค์กรพัง มันยิ่งทำให้เราทำงานกันยากขึ้น เหมือนกับ กลื่นยาพิษลงคอปีต่อปี โดยหลงคิดว่ามันเป็นยารักษา น่าเสียดายรากฐานมหาวิทยาลัยที่ออกแบบโครงสร้างมาอยากดี เพื่อจะให้ยิ่งใหญ่ และเติมโตได้อย่างมั่นคงในยุค 4.0 แต่กลับก้าวเท้าลำบากเหมือนมีอะไรมาฉุดกระชากไว้ตลอด
จิตวิทยาคุกคามที่ไม่ชอบไม่ถนัดก็ต้องมาเจออีก คือเราเป็นคนที่มีปัญหาในเรื่องของการแสดงอารมณ์ความรู้สึก (พื้นฐานมาจากครอบครัว พ่อแม่ชอบสอนให้ลูกกลัวเชื่อฟังแล้วจะได้ดี พอเราคิดเห็นก็ว่าเราเถียง จนกลายเป็นคนอดกลั่นไม่กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด ติดเป็นนิสัย อดกลั่นอารมณ์ ความรู้สึก ที่จะพูดออกมา) เป็นคนคิดเยอะด้วยเลยมีปัญหาในการเรียบเรียงคำพูดไปด้วยเลย และด้วยการที่มันเป็นจุดอ่อนของเราอยู่แล้ว มันเลยทำให้เราไม่สามารถเรียนรู้งานได้ดีในการเป็นนักพูด แถบให้เราไปปล๋อม( ปล๋อม = คำหลอกลวงให้เกิดการจูงใจ) อีกยิ่งไม่เรียนรู้อะไรได้เลย
โดยพื้นฐาน NLP ผมร่างมาให้ผูกกับ value of spirite (มูลค่าทางจิตวิญญาณ) ที่มีพลังในการทำเกมยุค 4.0 ซึ่งมันอยู่คนล่ะฝั่งกับ จิตวิทยาคุกคาม(ปล๋อม)ที่อยู่ในระบบการทำงานมีฐานอำนาจที่เหนือกว่าจากคนเก่าๆ คือมันผิดธรรมชาติที่คนเราจะหันซ้าย-ขวาพร้อมกันได้ ศาสตร์แขนงนี้ผมสร้างขึ้นมาเพื่อ ชนะ การตลาดสร้างฝัน คำหลอกลวงให้เกิดการจูงใจ การพูดจูงใจที่ไม่เห็นคุณค่าของคน มันเลยยากที่เราจะยอมรับและนำไปใช้ได้
ด้วยการที่เราเป็น IE เรามองเห็นโครงสร้าง เห็นปัญหา เห็นทางแก้ แต่ติดที่จุดอ่อนขาดการเป็นนักพูด เลยทำให้อำนาจในการควบคุมระบบไม่มีเลย น่าเสียดาย แค่ทลายจุดนี้ได้ สร้างงานแนะแนวที่มีประสิทธิภาพสูง ผลักดันอนาคตของชาติที่พร้อมจะมาเติมโตกับเรา เป็นฟันเฟืองที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต
..มันผิดที่เราเองที่ไร้ความสามารถที่จะดันเกมขึ้น น่าเสียดาย ตอนนี้ท้อ . . . เอาไงดีกับชีวิต เงินเดือนก็น้อย อยากเปลี่ยนงานอีกใจก็อยากเข้าไปทำงานสายวิศวกร ประสบการณ์ 0 แต่คงยาก ในวัยจะ30 อีกใจก็อยากหาเงิน ทำเกษตร ค้าขายเพราะเรามี Innovation อยู่แล้ว